โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักโภชนาการเผย ใครห้ามทานกะหล่ำปลีเยอะ เสี่ยงไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

Khaosod

อัพเดต 14 พ.ย. 2566 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 08.51 น.

นักโภชนาการเผย กะหล่ำปลีมีประโยชน์ แต่มีบุคคล 1 ประเภทห้ามทานกะหล่ำปลีเยอะ เสี่ยงไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

กะหล่ำปลีเป็นผักอีกประเภทที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสามารถช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง ล้างพิษในตับ และปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ ซึ่งการรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายคนทั่วไปมากมาย

เช่น ช่วยบรรเทาอาการบวมในเนื้อเยื่อ, ลดการอักเสบ, ช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้แข็งแรง เท่านั้น แต่การรับประทานกะหล่ำปลีโดยคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ยังช่วยพัฒนาเส้นประสาทของทารกในครรภ์และส่งเสริมการดูดซึมธาตุเหล็กอีกด้วย

กะหล่ำปลีประกอบด้วยสารอาหาร 5 ชนิด ดังต่อไปนี้

  • แร่ธาตุ: กะหล่ำปลีประกอบด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจและความแข็งแรงของกระดูก
  • วิตามินซีหรือที่เรียกว่ากรดแอสคอร์บิก: ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน, สร้างคอลลาเจน, ช่วยสมานแผลได้ในระดับหนึ่ง และลดการอักเสบจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • วิตามินเค: ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการสมานแผล แต่ยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน การสูญเสียมวลกระดูก ร้อมช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดีอีกด้วย
  • วิตามินเอ: โดยกะหล่ำปลีมีเบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายมนุษย์และช่วยปกป้องสายตา
  • กรดโฟลิก: กรดโฟลิกสามารถให้อาหารเสริมที่ดีแก่สตรีมีครรภ์และพัฒนาการของทารกได้

ที่สำคัญ กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยไฟโตสเตอรอล (สเตอรอลจากพืช) และเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำช่วยให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรงและการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นปกติ ยิ่งนำกะหล่ำปลีมาหมักหรือดอง เช่น กิมจิ จะช่วยสร้างโพรไบโอติกส์ตามธรรมชาติที่ช่วยบำรุงแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค, รับสารอาหาร, ย่อยอาหาร และควบคุมความวิตกกังวล

อีกทั้งตามรายงานของผลการศึกษาจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า แอนโทไซยานินที่พบในกะหล่ำปลีช่วยได้มากกว่าการอักเสบ การวิจัยชี้ให้เห็นว่ากะหล่ำปลีช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ต่อสุขภาพโดยการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารแอนโทไซยานิน 36 ชนิดในกะหล่ำปลี

รวมทั้งกะหล่ำปลีสามารถช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ ส่วนหนึ่งความเชื่อดังกล่าวมาจากคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของกะหล่ำปลี นอกจากนี้ยังเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่ากลูโคซิโนเลต ซึ่งเป็นสารพิเศษที่มีกำมะถันที่ทำให้ร่างกายกลายเป็นนักสู้มะเร็ง รวมถึงมีอยู่ในผักอื่น ๆ ด้วย เช่น ผักคะน้า, คอลลาร์ด, บรอกโคลี, กะหล่ำดาว และกะหล่ำดอก

แม้ว่ากะหล่ำปลีจะมีประโยชน์มากมาย แต่ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำควรหลีกเลี่ยงการทานผักตระกูลกะหล่ำดิบมากเกินไป เนื่องจากมีสารไทโอไซยาเนต ซึ่งยับยั้งการดูดซึมไอโอดีนโดยต่อมไทรอยด์ นอกจากนี้ยังมีสารที่อาจรบกวนการใช้ยา เช่น ยาเจือจางเลือด หรือทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เพียงพอจะทำให้การเผาผลาญช้าลง

แม้กะหล่ำปลีจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แต่การรับประทานมากเกินไปก็ไม่ดีอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องอืด หรือไม่สบายท้องได้โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการล่วงหน้าเพื่อยืนยันว่าสภาพเหมาะสมต่อการบริโภคหรือไม่

ขอบคุณที่มาจาก Cleveland Clinic, WebMD, Cool Health

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...