โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สุดอันตรายซ้ำรอยสายสีชมพู-ล้อรถไฟฟ้าสายสีเหลืองตกใส่แท็กซี่ รัฐฮึ่มตัดสิทธิรับสัมปทาน !

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ม.ค. 2567 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 09.54 น.

รายงานพิเศษ

เป็นที่น่าตื่นตระหนกหวาดผวาอีกครั้ง หลังเกิดเหตุ “ล้อประคอง” ของขบวน “รถไฟฟ้าสายสีเหลือง” ช่วงสำโรง-ลาดพร้าว ที่ดำเนินการโดยบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ “EBM” บริษัทในกลุ่มเครือบีทีเอส หลุดร่วงตกใส่รถแท็กซี่ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหาย บริเวณใกล้กับสถานีศรีเทพา ถนนเทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สร้างความวิตกกังวลแก่ผู้ที่สัญจรและผู้ใช้งานรถไฟฟ้าถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย

นับเป็นเหตุการซ้ำซ้อนจากกรณีรางจ่ายกระแสไฟฟ้า “รถไฟฟ้าสายสีชมพู” ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ “NBM” ในเครือบีทีเอส ก็หลุดร่วงลงมากระแทกพื้นราบบริเวณหน้าตลาดชลประทาน-สถานีสามัคคี (PK04) พื้นที่ถนนติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นทางยาวร่วมๆ 5 กิโลเมตร ส่งผลให้ต้องปิดการให้บริการสายสีชมพูถึง 7 สถานี

ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงความสามารถ-ศักยภาพของผู้ออกแบบก่อสร้างและผู้ประกอบการเดินรถ รวมถึงการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของเทคโนโลยีรถไฟรางเดี่ยว หรือ “โมโนเรล” ที่มีนักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่าแม้จะมี “ต้นทุนที่ถูกกว่า” รถไฟฟ้ารางคู่ Heavy Rail แต่เป็นเทคโนโลยีเก่าและมีข้อจำกัดหลายประการ

อาทิ เรื่องความเร็วในการเดินรถ ความสามารถในการขนส่งผู้โดยสาร การดูแลรักษา รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งต่างไปของรถไฟฟ้า Heavy Rail ที่สามารถใส่ระบบการเดินรถอัตโนมัติ (Automatic Train Control, Operations) และระบบควบคุมความปลอดภัย (Automatic Train Protection, ATP) เพิ่มเติมได้

@ ความปลอดภัยที่ถูกเพิกเฉย-ภัยร้ายต่อสวัสดิภาพการเดินทาง

ต่อกรณีปัญหาความปลอดภัยในการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการเดินรถต้องดำเนินการ คือ ต้องตรวจระบบเดินรถใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การก่อสร้างโครงสร้าง การติดตั้งระบบเดินรถ การติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ล้อรถไฟฟ้าสีเหลืองตกใส่รถยนต์ประชาชนที่สัญจรไปมา ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก

หากเกิดเหตุในช่วงที่มีการจราจรหนาแน่นอาจทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต !

หน่วยงานจึงต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ นายประภัสร์ยังกล่าวว่า เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู พบว่ารถไฟฟ้าทั้งสองสายให้ความสำคัญกับแผนการอพยพผู้โดยสารหรือการซ้อมหนีภัยน้อยมาก ในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องมีการอพยพผู้โดยสารจริง ตนเป็นห่วงว่าจะมีผู้โดยสารที่ตื่นตระหนกกระโดดลงมาจากรางรถไฟ และอาจเกิดความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ส่วนเรื่อง “บทลงโทษ” ผู้ประกอบการเดินรถที่นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ขณะนี้สามารถลงโทษให้หยุดเดินรถได้เพียงเท่านั้น แต่บทปรับในสัญญาไม่มี ฝั่งนายประภัสร์มองว่า ภาครัฐต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงสัญญาที่ทำไว้ เพราะเป็นเรื่องของสวัสดิภาพในการเดินทางของประชาชน จะปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้โดยไม่มีบทลงโทษที่เด็ดขาดไม่ได้

สอดคล้องกับมุมมองของ “นารากร ติยายน” สื่อมวลชนชื่อดัง ที่โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลและมีบทลงโทษต่อผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้าที่เกิดปัญหาข้างต้นอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยปละละเลย เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงคุณภาพการก่อสร้างงานขนาดใหญ่ของภาครัฐ หน่วยงานที่มีอำนาจควรกลับไปทบทวนกระบวนการจัดหาผู้ออกแบบก่อสร้างและผู้ประกอบการเดินรถให้รัดกุม และพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถให้มากกว่านี้

@ จ่อตัดสิทธิสัมปทานรอบหน้า หากเกิดเหตุซ้ำซ้อน

สำหรับแนวทางในการ “ลงโทษ” ผู้ประกอบการเดินรถ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ม.ค.67 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เรียกบริษัท “EBM” ในเครือบีทีเอส ในฐานะผู้รับสัมปทาน เข้ามาชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พร้อมหารือบทลงโทษกับบริษัทผู้รับสัมปทาน กรณีเกิดเหตุการณ์หรือเกิดอุบัติเหตุต่อการเดินรถไฟฟ้า พร้อมเตรียมออกกฎคาดโทษตัดสิทธิการสัมปทานครั้งต่อไป

ในวันเดียวกันนี้เอง บริษัท “EBM” ได้ประกาศแจ้งปรับเวลาการเดินรถ โดยขบวนรถไฟฟ้าจะให้บริการทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์-คอมเมนต์กันในโลกโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความพร้อมในการให้บริการที่ส่วนใหญ่ระบุว่าต้องมีการปรับปรุงและเพิ่มความถี่ในการเดินรถโดยเร่งด่วน รวมถึงการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และแผนการรับมือุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ผู้ให้บริการยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาทิ

“มาแจ้งหน้างาน 55 นาที ใครจะรอคะ คนเดินขึ้นมาลงเดินกันหมดเลย วางแผนการเดินทางไม่ทันเลยเสียค่ารถนั่งมาที่สถานีแล้วต้องมาเสียเวลาหาทางไปทำงานใหม่อีก”
“เค้าเอาอะไรคิดเนอะ แค่ปกติก็รอตั้ง 10 นาทีแล้วกว่ารถจะมา”
“มีมาแล้วไม่ต่างจากรถเมล์ แถมราคาแพงกว่าคือ ต้องปรับปรุงโดยด่วนนะคะ จ่ายแพงเพื่อซื้อความสะดวก”
“ปรับเป็นรถเมล์เลยจ้า ขอให้กลับมาเดินรถได้เป็นปกติในเร็ววันค่ะ”
“ตำนานเร็วสุดๆ จนล้อหลุด 555”
“ถ้าจะต้องรอนานขนาดนี้จะสร้างรถไฟฟ้ามาเพื่ออะไรครับ”
“เงินก็เสีย รอก็นาน ตลกดี เป็นแบบนี้ต่อไปเดี๋ยวก็สวัสดี”

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ “ภาครัฐ” ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลต้องนำมาทบทวนถึงแนวทางในการดูแลการก่อสร้างและการให้บริการโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่ต้องมีมาตรการทางวิศวกรรมและการจัดการความปลอดภัยดีพอ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงยังต้องให้ความสำคัญกับการวางหลักเกณฑ์การประมูลดูแลโครงการก่อสร้างต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ มากกว่าการมองแต่เพียงข้อเสนอทางการเงินราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาตามมาอย่างน่าสะพรึงกลัวในภายหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...