ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน [นิยายแปล]
ไป๋อวิ๋นอวี้ หนุ่มใสๆ วัยสิบเก้าปี เพิ่งจะผันตัวมาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ได้รับบทเล็กๆ มาบทหนึ่ง แต่ทว่าขณะที่ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย กลับมีรถบรรทุกพุ่งตรงมาทางเขาด้วยความเร็วสูง!
โชคดีมีหุ่นยนต์สีส้มแสนประหลาดหน้าตาละม้ายคล้ายดักแด้มาปรากฏตรงหน้าช่วยชีวิตไว้เขาได้อย่างทันท่วงที แต่ต้องแลกด้วยการที่อวิ๋นอวี้ต้องทะลุมิติไปต่างโลกและปฏิบัติภารกิจทำลายความสัมพันธ์ของตัวละครคู่หลักให้สำเร็จเพื่อช่วยโลกไว้!
อวิ๋นอวี้นักแสดงมือใหม่บัดนี้มีภารกิจกอบกู้โลกด้วยการไปเป็นมือที่สาม แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของแต่ละโลกจะมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่
อวิ๋นอวี้: ระบบ! ทำไมพวกเขาตกหลุมรักฉันง่ายจัง เพราะฉันหล่อเกินต้านใช่ไหม
ปูป้า: เปล่าหรอก นายแค่ใจง่าย
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Webnovel
เรื่อง : ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน
ผู้เขียน : ForeverPupa
ผู้แปล : Marano Team
---
[Quick Transmigration: Homewrecker System!] / [ForeverPupa]
©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with Webnovel by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
บทที่ 1 ปฐมบท ก้าวเล็กๆ สู่ความอับโชค
บทที่ 1 ปฐมบท ก้าวเล็กๆ สู่ความอับโชค
“แม่ครับ ผมไปก่อนนะ!” อวิ๋นอวี้ร้องบอกขณะผูกเชือกรองเท้า
ไม่มีเสียงตอบกลับ แหงล่ะ ก็เขาอยู่คนเดียวนี่นา แม่เขาเสียไปเมื่อหลายปีก่อนหลังการผ่าตัดที่ล้มเหลวมาแล้วหลายหน แต่ไม่เป็นไร อวิ๋นอวี้ทำเช่นนี้เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว นั่นก็เพื่อให้บรรยากาศในบ้านดูหดหู่น้อยลง เขาอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านสองชั้นหลังใหญ่ ตั้งแต่พ่อแต่งงานใหม่เมื่อปีก่อน อวิ๋นอวี้ก็เลือกอยู่ที่บ้านหลังเก่า ส่วนพ่อนั้นย้ายออกไปอยู่กับภรรยาใหม่
ไป๋อวิ๋นอวี้อายุสิบเก้าปีแล้ว เขาเป็นเด็กหนุ่มไร้มลทิน ไม่มีประวัติด่างพร้อย พื้นเพครอบครัวดี ภาพลักษณ์สะอาดสะอ้านมีภูมิฐาน
เขาเรียนจบมัธยมปลายแล้ว แต่ยังไม่คิดศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มตัดสินใจไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักแสดง และวันนี้ก็เป็นวันแรกในกองถ่ายของเขา
แต่บทบาทแรกของเขาเป็นแค่บทตัวประกอบที่โผล่มาแค่สองตอน ก่อนจะถูกเจี๋ยนทิ้ง
‘เฮ้อ…แค่สองตอน…’ อวิ๋นอวี้ใจแป้วอยู่บ้าง แต่นี่เป็นบทแรกของเขาเชียวนะ แถมยังเป็นบทหนุ่มกบฏรูปงามเสียด้วย เขาจะได้แสดงเป็นศิษย์ทรพีแห่งสำนักเซียน แม้กายภายนอกจะดูจิ้มลิ้มงามสง่า ทว่าจิตใจกลับชั่วร้าย เป้าหมายของเขาคือสังหารพระเอกซึ่งเป็นเจ้าสำนักเซียน
‘เอาวะ เจ้าของบทเจ้าสำนักเซียนเป็นถึงจักรพรรดิจอเงินสุดหล่ออย่างหานเย่ อย่างน้อยเราก็ได้ร่วมจอกับเขา…ถึงจะแค่สองตอนก็เถอะ…’
ปีนี้หานเย่เพิ่งอายุยี่สิบแปดปี ได้เล่นเป็นตัวเอกในหนังดังมาแล้วหลายเรื่อง ผู้ชายคนนี้ครองตำแหน่งหนุ่มหล่อกระชากใจอันดับหนึ่งแห่งชาติมาแปดปีซ้อน!
อวิ๋นอวี้เป็นแฟนตัวยงของเขา ที่เขาอยากเป็นนักแสดงก็เพราะหานเย่นี่แหละ
“อ๊าก!” อวิ๋นอวี้ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นข้องหมองใจ เขาทุ่มสุดตัวเพื่อคว้าบทที่ดีกว่านี้แล้ว ทว่าโชคดันไม่เข้าข้างเสียนี่
“ช่างเถอะ! เราต้องคิดบวกเข้าไว้ อวิ๋นอวี้ คิดบวกไว้!” เวลารู้สึกสิ้นหวัง อวิ๋นอวี้จะท่องคติประจำใจในหัว
‘คิดบวกเข้าไว้! ครั้งหน้าต้องทำได้ดีกว่านี้! นายยังมีชีวิตอยู่อีกนาน!’ อวิ๋นอวี้คิด
เขาทอดตามองถนนเบื้องหน้า ฝั่งตรงข้ามมีป้ายรถประจำทางที่จะพาเขาไปสู่กองถ่ายกองแรกในชีวิต ก้าวแรกก้าวนี้ถือเป็นก้าวแรกสู่โลกใบใหม่ อวิ๋นอวี้กระหยิ่มยิ้มพลางพยักหน้า
“ทุกอย่างจะต้องไปได้สว…”
‘ปี๊น!’
อวิ๋นอวี้หันไปทางขวาก็เห็นรถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งมาทางเขาด้วยความเร็วสูง
อวิ๋นอวี้หลับตาปี๋รอให้ร่างของเขากลายเป็นผัดเต้าหู้เสฉวนเละตุ้มเป๊ะ รออยู่กว่านาทีเหมือนในละครน้ำเน่าแต่ก็ไม่ตายสักที พออวิ๋นอวี้หรี่ตาดูก็ถึงกับอึ้งกิมกี่
รถบรรทุกคันนั้นอยู่ห่างจากตัวเขาไปเพียงหนึ่งนิ้ว ทว่ามันหยุดอยู่กับที่ เขาเหลือบมองคนขับรถที่มีสีหน้าหวาดผวา แม้แต่คนขับรถก็ไม่ขยับตัว ชายหนุ่มมองป้ายชื่อบนเสื้อของเจ้าตัว
‘ทรัคคุง… หือ ชื่อพิลึกแฮะ…’
“เดี๋ยวสิ เรื่องนั้นไม่สำคัญสักหน่อย!” อวิ๋นอวี้ตั้งสติได้หลังงุนงงอยู่นาน เขาพยายามขยับตัว ทว่าร่างกายกลับค้างอยู่ตำแหน่งเดิม
“ฉันไม่อยากมาตายตรงนี้นะ! ฉันยังหนุ่มยังแน่น! ยังใสๆ ไม่เคยถูกเจาะไข่แดงเลยด้วย! ถ้าจะตายก็ขอตายคาอกผู้ชายล่ำๆ ได้ไหมเล่า!” อวิ๋นอวี้โวยวาย
ชายหนุ่มสติแตกเป็นที่เรียบร้อย อย่างเดียวที่ขยับได้คือศีรษะ จึงหันซ้ายทีขวาทีเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ต้องประหลาดใจเมื่อสังเกตเห็นว่าทุกสรรพสิ่งคล้ายกับถูกหยุดเวลาไว้
คุณยายข้างบ้านนั่งไม่ไหวติงอยู่บนเก้าอี้สาน เจ้าหนูที่บ้านอยู่ถัดไปไม่กี่หลังยืนแน่นิ่งอยู่บนถนน แม้แต่นกก็ไม่กระดิกกระเดี้ย อวิ๋นอวี้อ้าปากหวอ
เขาเคยอ่านนิยายและดูหนังแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับการท่องเวลาและการเดินทางทะลุมิติมาแล้ว นี่หมายความว่าเขาจะได้รับพลังวิเศษและได้กลับชาติไปเกิดในยุคกลาง ไม่ก็สมัยจีนโบราณ หรือโลกที่มีมังกรและดันเจียน หรือต่างกาแล็กซีงั้นเหรอ สวรรค์ช่วย!
ทันใดนั้นก็มีลูกบอลสีรุ้งดิ่งลงมาจากฟ้าและ…
‘ปุ้ง!’
หุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักสวมกระโปรงเต้นรำสีชมพูโบกคทากายสิทธิ์หย็อยๆ พลางบินรอบตัวอวิ๋นอวี้อย่างคึกคัก
“วิ้งๆ วิ้งๆ! ระบบความสุขมาแล้ว! ข้าสามารถทำให้ชีวิตท่านมีแต่ความสุขและสุขภาพแข็งแรงได้! ท่านจะได้ทะลุมิติท่องโลกต่างๆ มากมาย! ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่มี…เหวอออ!”
ไม่ทันขาดคำหุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักก็ถูกหุ่นยนต์ประหลาดรูปร่างคล้ายดักแด้ที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาหัวโหม่งโครม อวิ๋นอวี้ยืนอึ้งมองหุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักลอยละลิ่วหายไปจากสายตา
หุ่นยนต์รูปดักแด้บินรอบตัวอวิ๋นอวี้ เจ้าตัวนี้หน้าตาแปลกพิลึก อย่างกับตัวเมตาพอดจากเกมโปเกมอนเลย ดวงตาซึมกะทือทั้งสองของเจ้าหุ่นยนต์ดักแด้สีส้มจ้องอวิ๋นอวี้เขม็ง
เจ้าหุ่นยนต์ดักแด้ประกาศโดยไม่รอช้า
“เวลาของเราใกล้หมดแล้ว พอเวลากลับมาเดินเมื่อไร นายจะตายทันที แต่ฉันย้อนเวลากลับไปช่วยนายได้ ฉันคือปูป้า ระบบมือที่สาม ฉันช่วยชีวิตนายได้ ที่นายต้องทำก็แค่…เอ่อ…เป็นมือที่สาม”
อวิ๋นอวี้ใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์อยู่นาน เขากวาดตาสำรวจเจ้าระบบดักแด้หน้าตาน่าเกลียดที่อยู่ตรงหน้า เทียบกับแมวเหมียวน้อยน่ารักใส่กระโปรงสีชมพู…
“แต่ลูกแมวน่ารักตัวนั้น…”
“ช่างหัวมันสิ ไอ้ลูกแมวตัวนั้นมีประโยชน์กับเขาที่ไหน นายอยากกระโดดข้ามมิติไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ ไม่เจอเรื่องท้าทาย ไม่เผชิญความยากลำบาก ได้แต่ใช้ชีวิตลอยชายในต่างโลกไปวันๆ จนกว่าจะพอใจหรือไง น่าเบื่อแย่”
‘ชีวิตแบบนั้นแหละที่ฉันอยากมี…’ อวิ๋นอวี้รำพึง
“แต่ถ้ามีฉัน นายจะได้เดินทางท่องโลกมากมาย นายแค่ต้องสร้างความร้าวฉานให้กับคู่ตัวเอก เพราะตัวตนพวกเขาจะทำลายโลกที่พวกเขาอยู่อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ ขอแค่ทำให้ค่าความร้าวฉานเต็ม ภารกิจของนายก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ แล้วเราก็จะกระโดดไปโลกอื่นต่อ ง่ายใช่ไหมล่ะ”
‘เหอะ ง่ายกับผีน่ะสิ’ อวิ๋นอวี้โอดครวญในใจ
“แล้วฉันจะมีแต้มต่ออะไรหรือเปล่า นายมีตัวช่วยให้ฉันไหม อย่างร้านค้าในระบบน่ะ ฉันอ่านนิยายแนวทะลุมิติมาเยอะนะ! นายมีตัวช่วยให้ฉันใช่ไหมล่ะ”
“ไม่มี” ระบบตอบเสียงห้วน
[อวิ๋นอวี้: …นายช่วยฉันทำภารกิจได้ไหม]
[ปูป้า: ฉันให้นายดูโครงเรื่องกับค่าความร้าวฉานได้]
[อวิ๋นอวี้: ขออะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ น่านะ]
[ปูป้า: จะตายอยู่รอมร่อยังมีอารมณ์มาต่อรองอีกหรือไง]
…
‘ระบบอะไรไร้ประโยชน์ชะมัด!’
“นายเหลือเวลาไม่มากแล้ว” ระบบเร่งเร้า บินวนรอบอวิ๋นอวี้อีกสองสามครั้งแล้วเอ่ยขึ้น “เราจะเดินทางทะลุมิติกันเดี๋ยวนี้ สาม… สอง… หนึ่ง…”
“ดะ เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่พร้อม!”
“โดด”
……………………………………….
บทที่ 2 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (1)
บทที่ 2 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (1)
อวิ๋นอวี้กะพริบตาปริบๆ หลังตาพร่าเพราะแสงที่สว่างวาบไปพักหนึ่ง ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่นุ่มสบาย ชายหนุ่มสอดส่ายมองรอบๆ เพื่อดูว่าตนเดินทางทะลุมิติมาจริงๆ หรือทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน ส่วนไอ้ระบบดักแด้ประหลาดนั่นก็เป็นแค่ฝันร้าย
‘ผ้าม่านแบบยุคกลาง เตียงแบบยุคกลาง โต๊ะแบบยุคกลาง ทุกอย่างเป็นแบบยุคกลาง…’
“เดี๋ยวนะ! นี่เราทะลุมิติมาจริงๆ เหรอ!” อวิ๋นอวี้ดีดตัวผึงทันที
“ก็ใช่น่ะสิ” เจ้าระบบดักแด้โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้ บินรอบตัวอวิ๋นอวี้ “ยินดีต้อนรับสู่โลกแรก ตอนนี้นายอยู่ที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เรียเนล อาณาจักรอันรุ่งเรืองที่มีศาสนจักรถือครองอำนาจสูงสุด แต่แม้จะรุ่งเรืองมั่งคั่ง ศาสนจักรกลับปกครองอาณาจักรอย่างเผด็จการมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ แถมยังอ้างพระนามพระเจ้ากดขี่ข่มเหงประชาชนโดยไร้ความเมตตา”
“สรุปก็คือยุโรปยุคกลางดีๆ นี่เองสินะ…” อวิ๋นอวี้ตั้งข้อสังเกต
ปูป้าเมินอวิ๋นอวี้และร่ายต่อไป “มหาปุโรหิตคือผู้นำอาณาจักรที่แท้จริง ไม่ใช่องค์กษัตริย์ เขาเป็นบาทหลวงผู้เคร่งศาสนา แต่ก็เป็นคนหัวรุนแรงใจคออำมหิต และศิษย์ของเขา เจ้าชายไมเคิลแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เรียเนล ก็รับเอาคุณสมบัตินี้มาเต็มๆ เขาเป็นองค์ชายที่สอง และเป็นว่าที่มหาปุโรหิตคนถัดไป เขาอายุสิบแปดปี มีฉายาว่าไมเคิลจอมกระหายเลือด”
“ไมเคิลจอมกระหายเลือดงั้นเหรอ” อวิ๋นอวี้สังหรณ์ใจกับชื่อนี้ชอบกล “เขาสั่งประหารชีวิตคนเป็นพันๆ เพราะพวกนั้นปฏิเสธไม่นับถือศาสนาของเขาหรือไง”
“ใช่ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาก็ฆ่าคนไปแล้วสามร้อยคน”
อวิ๋นอวี้กลืนน้ำลายเอื้อก “จะบอกว่าเขาคือตัวเอกในโลกนี้งั้นเหรอ”
“ถูกต้อง” ปูป้าลอยตัวอย่างสบายใจ “หมอนี่แค่คลั่งศาสนาและมีจิตใจอำมหิตเฉยๆ นายไม่ต้องกังวลให้มากหรอก”
“มันจะยากก็ตรงหมอนี่เป็นคนคลั่งศาสนาจิตใจอำมหิตนี่แหละ!” อวิ๋นอวี้ทึ้งผมตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม “นายคิดจะให้ฉันยั่วไอ้คนคลั่งศาสนานี่และทำให้เขาบ้านแตกเนี่ยนะ ฉันจะได้โดนจับประหารข้อหาเป็นแม่มดน่ะสิ!”
“นายไม่เป็นไรหรอกน่า” ปูป้าพูดเสียงใส “นี่เป็นแค่โลกแรก ถ้าไปโลกอื่นนายจะได้เจอสถานการณ์ที่แปลกใหม่กว่านี้อีกนะ”
“หนักกว่าเดิมอีกโว้ย!” อวิ๋นอวี้โวยวาย
หลังจากจนปัญญาจะเถียงกับระบบ อวิ๋นอวี้ก็สูดหายใจลึกก่อนจะถาม “แล้วคนรักของไอ้เจ้าชายคลั่งศาสนาคนนี้เป็นใครล่ะ”
“นักบุญหญิง”
“นักบุญหญิงเหรอ แต่… นักบุญหญิงต้องถือพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ” อวิ๋นอวี้งุนงง
“พวกเขาไม่เคยทำอะไรกันเลย แม้แต่มือก็ไม่เคยจับ เจ้าชายแค่หลงใหลนักบุญหญิงหัวปักหัวปำ เขาอุทิศชีวิตเพื่อนักบุญหญิง แต่นางมองเขาเป็นแค่ลูกศิษย์ที่ดี ยังไงก็ตาม ความสัมพันธ์อันดีนี้ก่อตัวตั้งแต่เจ้าชายอายุสิบห้า จวบจนกระทั่งตอนนี้”
ปูป้าฉายภาพโฮโลแกรมของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินต่อไป อวิ๋นอวี้เห็นภาพอาณาจักรที่ล่มสลายและศพไหม้เกรียมมากมาย และใจกลางเหตุการณ์นั้นคือหนุ่มหล่อที่กำลังใช้พลังแสงไล่สังหารทุกคน
“นักบุญหญิงล้มป่วย นางจะตายในอีกไม่ถึงปี และได้มอบพลังศักดิ์สิทธิ์แก่เจ้าชาย เพื่อให้เจ้าชายเป็นนักบุญองค์ใหม่ และด้วยพลังใหม่นี้ เขาจึงมองเห็นบาปทั้งหมดที่มนุษย์เคยก่อ” ปูป้าอธิบาย
“เขาก็เลยฆ่าทุกคนซะ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเคยทำบาป…”
“ถูกต้อง”
อวิ๋นอวี้ถอนหายใจ สถานการณ์นี้ไม่มีตรงไหนง่ายสักนิด ความบ้าคลั่งของเจ้าชายฝังรากลึกถึงกระดูกแล้ว ตอนนี้ที่เขาพอจะทำได้ก็มีแค่ตีสนิทกับนักบุญหญิง และห้ามไม่ให้นางมอบพลังศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าชายไมเคิลเท่านั้น
อวิ๋นอวี้เหลียวมองรอบตัว ดูเหมือนเขาจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างเจ้าขุนมูลนายในอาณาจักร อย่างน้อยระบบก็ชดเชยให้เขาอย่างดีล่ะนะ “ปูป้า ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างใครงั้นเหรอ”
“นายคือดยุกดาเมียน เดลกอสโตร ดยุกยศใหญ่จากเขตเดลกอสโตร และยังเป็นแวมไพร์หนึ่งเดียวในอาณาจักรที่ยังรอดชีวิต เพราะนายเป็นแวมไพร์ตนเดียวที่แข็งแกร่งพอจะทานทนรัศมีเทพของนักบุญหญิงได้”
…
“นายเข้าใกล้นักบุญหญิงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตัวนายจะลุกไหม้”
…
“และนายจะทำตัวหลุดบทบาทไม่ได้ด้วย ถ้าพระเอกจับได้ เขาจะใช้พลังของโลกนี้เตะเราออกจากมิติ และนายจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
…
“มีอะไรจะถามไหม”
“ถามจริงนะ นายมีความแค้นฝังหุ่นกับฉันหรือไง” อวิ๋นอวี้ชักหงุดหงิด รู้สึกไม่สบอารมณ์กับตัวเอง เพราะแวบหนึ่งเขาดันเผลอไปคิดว่าไอ้ระบบนี่มันใจดีที่มอบร่างคนใหญ่คนโตให้เขาทำภารกิจเสียได้
ปูป้าไม่สนใจเสียงบ่นและแสดงภาพโฮโลแกรมภาพใหม่ แต่ครั้งนี้เป็นค่าความร้าวฉาน “ค่าความร้าวฉานปัจจุบันระหว่างเจ้าชายกับนักบุญหญิงคือ 20% นายต้องตั้งใจแยกพวกเขาจากกันอย่างเต็มที่ด้วย ขอบคุณ”
“เดี๋ยวสิ ฉันมีคำถามสองข้อ ทำไมค่าความร้าวฉานถึงเป็น 20% แล้วล่ะ แล้วค่าดวงสมพงศ์ที่อยู่ข้างๆ ค่าความร้าวฉานคืออะไร” อวิ๋นอวี้สังเกตว่ามีแถบมิเตอร์อีกอันในภาพโฮโลแกรม
“ค่าดวงสมพงศ์คือค่าความรู้สึกรักใคร่ของตัวเอกที่มีต่อนาย เผื่อว่านายอยากจะจีบตัวเอกด้วย ค่าความร้าวฉานและค่าดวงสมพงศ์ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของตัวเอกโดยตรง ส่วนเหตุผลที่ค่าความร้าวฉานขึ้นเป็น 20% แล้วนั้น ขอให้นายตั้งใจหาคำตอบเอง”
อวิ๋นอวี้ลองนึกภาพตัวเองเกี้ยวพาราสีไอ้คนคลั่งศาสนาที่จะจับเขาเผาในข้อหาแม่มดถ้าตัวเขาทั้งคู่สัมผัสกัน “แหวะ”
“ในเมื่อนายหมดคำถามแล้ว ฉันจะถ่ายทอดเรื่องราวลงในหัวนายให้ ขอตัวไปพักก่อนละ บ๊ายบาย” หุ่นยนต์ดักแด้กะพริบตาและหายวับไป ทิ้งให้อวิ๋นอวี้หัวเสียอยู่ตามลำพัง
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ อวิ๋นอวี้จึงลุกจากเตียงมาส่องกระจก แล้วชายหนุ่มก็ต้องประหลาดใจ
“เอ๋ ฉันเป็นแวมไพร์แต่ก็ยังมีเงาในกระจกเหรอเนี่ย” อวิ๋นอวี้ปรารมภ์ “แปลกดีแฮะ”
“ในข้อมูลตัวละครไม่มีอธิบายไว้ แต่นั่นหมายความว่าวิญญาณของนายแกร่งกล้าพอที่จะดึงเอาอนุภาคในตัวดยุกดาเมียนออกมาได้ เขาจึงมีเงาในกระจก ถ้าเล่นไปเรื่อยๆ เราอาจรู้สาเหตุก็ได้นะ” ปูป้าบอกอย่างเป็นนัย
แต่อวิ๋นอวี้มัวแต่ชื่นชมรูปลักษณ์ตัวเองในกระจกจนไม่ได้สนใจฟังที่ระบบพูด
“โอ้โฮแฮะ ทั้งหล่อทั้งดูภูมิฐาน” อวิ๋นอวี้เอ่ยชมชายในกระจก ดยุกดาเมียนมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวกายซีดเผือด และมุมปากที่โค้งขึ้น ทำให้เขาดูเหมือนกำลังยิ้มตลอดเวลา เส้นผมสีน้ำตาลรวบไว้ด้วยโบสีเงิน
ดยุกดาเมียนดูเหมือนมนุษย์อายุยี่สิบปลายๆ แต่ความจริงอายุอานามของเขาเกือบสามร้อยปีแล้ว เขาล่อหลอกให้ทุกคนคิดว่าเขาคือนายใหญ่แห่งคฤหาสน์ได้สำเร็จ เท่าที่อ่านจากเรื่องราวในระบบ ดูเหมือนว่าจู่ๆ ดยุกดาเมียนก็ปรากฏตัวมาสวมรอยเป็นบุตรชายคนที่สอง ฆ่าผู้สืบสกุลตัวจริง แล้วดยุกคนก่อนก็ยอมรับเขาในฐานะลูกชาย และยกอาณาเขตเดลกอสโตรให้เขา
“แต่พลังนี่จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันเข้าใกล้นักบุญหญิงไม่ได้ เผลอๆ พลังจะไม่มีผลกับนักบุญหญิงคนนั้นด้วย” อวิ๋นอวี้ครวญ
อวิ๋นอวี้มองไปนอกหน้าต่าง พระจันทร์ลอยเด่น เห็นแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ชายหนุ่มสงสัยว่าตัวเขาคงอ่อนแอลงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เหมือนบรรดาแวมไพร์ในหนัง
ทันใดนั้นอวิ๋นอวี้ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู แล้วเสียงแผ่วเบาก็เอ่ยขึ้น “นายท่าน เจ้าชายไมเคิลเสด็จมา พระองค์สั่งให้ท่านไปพบเขา มิเช่นนั้นพระองค์จะให้กองทัพทำลายคฤหาสน์เสีย”
อวิ๋นอวี้เลิกคิ้ว ทว่ายังคงวางท่าสงบนิ่งและกล่าวว่า “บอกเขาให้รอ ข้าจะไปพบเขาในไม่ช้า”
อวิ๋นอวี้แตะเขี้ยว กลืนน้ำลายลงคอแล้วหดเขี้ยวกลับ เขาขยาดเจ้าชายองค์นี้เพราะภาพที่ระบบแสดงให้ดู เจ้าชายหนุ่มเผาทุกคนในอาณาจักรด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ความปรานี
“อ…เอาล่ะ ในเมื่อเป้าหมายเสนอตัวมาถึงที่ เราก็คงไม่ต้องไปถึงวิหารหรือเข้าใกล้นักบุญหญิงสินะ” อวิ๋นอวี้พยายามเก็บสีหน้า เขาพร้อมจะสวมบทบาทอย่างนักแสดงแล้ว
ดยุกดาเมียนผู้งามสง่าเปิดประตูเพื่อไปพบกับเจ้าชายไมเคิลผู้คลั่งศาสนา
……………………………………….
บทที่ 3 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (2)
บทที่ 3 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (2)
ท่ามกลางความมืด อวิ๋นอวี้พิศมองใบหน้าเจ้าชายไมเคิล เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง แววตาคมกริบ แต่ด้วยใบหน้าสะอาดสะอ้านมีเค้าโครงความเป็นเด็กหนุ่มทำให้เขาดูน่ากลัวน้อยลง หรือกล้าพูดได้ว่าหล่อเหลาเอาการทีเดียว
เจ้าชายไมเคิลกำลังนั่งหลังตรงอยู่ในห้องรับแขก เขาสงสัยมานานแล้วว่าดยุกมีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาไม่รู้ว่าทำไม
ดยุกดาเมียน เดลกอสโตรเป็นบุตรคนที่สองของดยุกคนก่อน ตั้งแต่ที่พี่ชายของเขาเสียชีวิต เขาก็กลายเป็นดยุกคนใหม่แทน เขาเป็นดยุกที่มีอำนาจ ฐานะร่ำรวย แต่มักทำตัวไม่เด่น เขาปฏิเสธกระทั่งตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะมีอิทธิพลมากพอที่จะรับตำแหน่งนี้ก็ตาม
ไม่มีใครเคยสงสัยท่านดยุกผู้สุภาพและสง่างามคนนี้เลย แต่เจ้าชายไมเคิลรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณ แต่เขารู้สึกได้ถึงรังสีปีศาจที่อยู่รอบตัวดยุกดาเมียนในครั้งล่าสุดที่พวกเขาพบกันที่งานเลี้ยง เขาต้องการคลี่คลายความสงสัยของตัวเอง
“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบเจ้าชายไมเคิลในยามนี้ ขอข้าทราบประสงค์ของท่านได้หรือไม่” อวิ๋นอวี้เดินมาตามโถงทางเดิน ใบหน้าด้านข้างอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ ทว่าด้วยผิวพรรณอันขาวซีด อวิ๋นอวี้จึงดูละม้ายคล้ายวิญญาณที่ประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย เจ้าชายไมเคิลรู้สึกระวังตัวยิ่งกว่าเดิม
เจ้าชายไมเคิลตอบ “ข้ามาที่นี่เพราะท่านดยุกดาเมียนพลาดพิธีคืนศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว”
“ข้าไม่ได้เข้าร่วมคืนศักดิ์สิทธิ์เพราะร่างกายข้าไม่สู้ดี ฝ่าบาท” อวิ๋นอวี้ตอบอย่างนอบน้อม แต่เจ้าชายไมเคิลกลับมองเป็นข้ออ้างแบบขอไปที
“คืนศักดิ์สิทธิ์เป็นคืนที่พระเจ้าประทานพร คืนที่เหล่าเทวดาจะบินอยู่เหนือเราและนักบุญหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์จะสวดอำนวยพรเราด้วยพระองค์เอง ท่านไม่เข้าร่วมค่ำคืนสำคัญนี้มาหลายปีแล้ว” เจ้าชายไมเคิลกล่าว
‘เอ่อ เจ้าชาย ถ้าฉันเข้าร่วมคืนศักดิ์สิทธิ์นั่น ก็ได้กลายเป็นมันเผาพอดีสิ’
อวิ๋นอวี้อยากอุดหูตัวเองเมื่อได้ยินไมเคิลพูดคำศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายคำ ได้ยินแล้วรู้สึกแสบแก้วหูอย่างไรบอกไม่ถูก
“ขออภัยฝ่าบาทที่ข้าไม่ได้ไปปรากฏตัวในคืนสำคัญ” อวิ๋นอวี้โค้งคำนับ “แต่ข้าแน่ใจว่าเจ้าชายไมเคิลไม่ได้มาถึงที่พักของข้ายามค่ำคืนเพียงเพื่อกล่าวเรื่องนี้”
ดยุกยิ้มอย่างมีนัยซึ่งไมเคิลไม่ทันตั้งตัว จริงอยู่ที่ไมเคิลไม่ได้ไตร่ตรองมากนัก เขามาที่คฤหาสน์ดยุกเพราะสงสัยว่าท่านดยุกเป็นพวกนอกรีต หรือแย่กว่านั้นก็เป็นปีศาจ เขาพร้อมจะประหารดยุกตรงนี้หากอีกฝ่ายล่วงเกินหรือโจมตีเขา
แต่ผิดคาดที่ดยุกให้ความร่วมมือ
เมื่อเผชิญกับคำถามตรงจุดเช่นนี้ เขาก็นิ่งไปอย่างทำอะไรไม่ถูก
เขาอุทิศตนแด่พระเจ้าตั้งแต่เกิด ไม่เคยมีเพื่อนและไม่อยากมีด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาต้องการคือการอุทิศตนเองแด่พระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นการเผชิญหน้ากับสถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
เจ้าชายไมเคิลรู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่ก็นึกบางอย่างออกแล้วยืดหลังตรงก่อนจะกล่าว “ในเมื่อท่านดยุกยังไม่ได้ร่วมช่วยเหลือศาสนจักร ข้าจึงอยากมาหารือกับท่านเรื่องเงินบริจาคที่ท่านจะมอบให้วิหารศักดิ์สิทธิ์”
‘แหม ถึงกับรีดเงินกับขุนนางไปให้ศาสนจักรเลยหรือไง’
“ฝ่าบาทพอจะมาเดินเล่นกับข้าในสวนคืนนี้ได้หรือไม่” อวิ๋นอวี้เสนอ
“ได้สิ”
อวิ๋นอวี้กับเจ้าชายไมเคิลเดินเตร่ในสวน ทั้งสองไม่ได้รู้จักมักคุ้นกัน บรรยากาศจึงเงียบเชียบน่าอึดอัดเสียเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาหยุดอยู่ที่ศาลาแล้วนั่งลงชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน
แต่ทว่าไมเคิลกลับขมวดคิ้วทันที “เปล่าประโยชน์ แทนที่จะเดินอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้ ข้าอยากแนะนำให้ท่านดยุกอ่านตำราศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็ช่วยคนพเนจรยามค่ำคืน พระเจ้าจะอวยพรท่านหากปฏิบัติเช่นนั้น”
อวิ๋นอวี้เมินคำสั่งสอนของอีกฝ่าย เขาเอนตัวอย่างสบาย กล่าวเสียงทุ้มชวนหลงใหล “ฝ่าบาท พวกเรากำลังชมจันทร์อันงดงาม สวนอันรื่นรมย์ในคืนฤดูร้อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้พวกเราเสพสุข ไหนเลยจึงห้ามไม่ให้ยินดีกับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เรากัน”
“…เสพสุขมากเกินไปก็ไม่ดี” ไมเคิลโต้แย้งอย่างดื้อดึง
อวิ๋นอวี้พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้และถอนหายใจ “ข้าเห็นว่าการเสพสุขมากนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่า อย่างเช่นการเสพกามเล่า ฝ่าบาทจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านเคยเสพกาม อย่างไรเสียเราต่างก็เป็นผู้ชาย”
“ข้าอุทิศตนแด่พระเจ้า ย่อมไม่ลุ่มหลงในกามารมณ์”
“ฝ่าบาทคงไร้สมรรถภาพเป็นแน่ ในเมื่อชายทุกคนต่างต้องปลดปล่อยตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” อวิ๋นอวี้ยิ้ม ดวงตาจดจ้องไปยังหว่างขาไมเคิล
ไมเคิลหมุนตัวหนีโดยพลันพร้อมเอ่ยตำหนิเสียงกร้าว “ร…ไร้ยางอาย! ไม่มีใครกล้าพูดกับข้าเช่นนี้! พระเจ้าจะลงโทษท่านด้วยความพิโรธ!”
ไมเคิลกล่าวเช่นนั้น แต่ใบหูกลับแดงปลั่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สายตาแวมไพร์นั้นมองเห็นได้ชัดในความมืด อวิ๋นอวี้จึงสังเกตเห็น
ไมเคิลเดินออกจากสวนทันที เขาสะกดกลั้นความอับอายแล้วกล่าว “ดยุกดาเมียน ข้าขอสั่งให้ท่านมาหาข้าที่วิหารวันรุ่งขึ้น! ข้าจะลงโทษท่านแน่หากท่านไม่มา!”
อวิ๋นอวี้ถูกข่มขู่ซึ่งหน้า แต่กลับยิ้มตอบ “น้อมรับฝ่าบาท ข้าจะนำเงินบริจาคไปให้มากพอที่จะทุเลาความโกรธของท่าน”
ไมเคิลขึงตามอง แต่แล้วก็หันหลังเดินรี่ออกจากสวนไป
อวิ๋นอวี้ถอนหายใจ เขายังนั่งอยู่ที่ศาลาและเรียกระบบออกมา “ปูป้า อยู่หรือเปล่า”
ปูป้าปรากฏตัวบินอยู่ข้างๆ เขา “มีอะไร”
“ค่าความร้าวฉานเป็นยังไงแล้ว”
ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอวิ๋นอวี้ ปูป้าพูดเสียงเย็น “ค่าความร้าวฉานยังอยู่ที่ 20% แต่ค่าดวงสมพงศ์เพิ่มมา 5% ยินดีด้วย”
อวิ๋นอวี้เลิกคิ้ว “ฉันเพิ่งเจอเขา ค่าดวงสมพงศ์เพิ่มขึ้นมาได้ยังไงกัน”
“ฉันก็ไม่แน่ใจ อาจเพราะนายบอกว่าเขาไม่เคยช่วยตัวเองมั้ง”
“อย่ามาตลกหน่อยเลย! ฉันแค่อยากทำให้เขารู้สึกผิด เขาจะได้รู้ตัวในอีกไม่นานว่าเขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน จะต้องมีความคิดลามกเกี่ยวกับนักบุญหญิงแน่!”
“ไม่น่าได้ผลนะ” ปูป้าพูด “เอาเถอะ ต่อให้นายอยากจะพิศวาสกับตัวเอก มันก็ไม่ส่งผลกับภารกิจของนายหรอก ภารกิจหลักของนายก็คือเติมค่าความร้าวฉานให้เต็ม”
“ฉันรู้น่า!” อวิ๋นอวี้เดาะลิ้น ระบบหายตัวไปอีกครั้ง
อวิ๋นอวี้คิดว่าการสอดแทรกเรื่องธรรมชาติของผู้ชายกับไมเคิลจะปลุกความต้องการของเขา และเขาก็น่าจะรู้สึกมีความใคร่อยู่บ้างเวลาพบหน้านักบุญหญิง เขาน่าจะรู้สึกผิดและพยายามตีตัวออกหากจากนาง
แต่กลับเป็นค่าดวงสมพงศ์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนค่าความร้าวฉานไม่ยอมขยับเลย
‘นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น พรุ่งนี้ฉันจะทำให้ดีกว่านี้’
…
วันต่อมา อวิ๋นอวี้มาถึงวิหารในตอนเย็น เพราะเขาอาจจะตายด้วยแสงแดดได้ เขาแต่งตัวมิดชิดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงขนาดสวมถุงมือ มีเพียงแค่ลำคอและใบหน้าเท่านั้นที่เปิดเผยออกมา
แต่เมื่อเข้ามาในวิหาร เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เป็นจริงตามที่เขาคาดไว้ ศาสนจักรไม่ได้มีรัศมีความศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว มีเพียงนักบุญหญิงเท่านั้นที่แผดเผาเขาได้ พวกหน้าไหว้หลังหลอกที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ไม่อาจทำอันตรายเขาได้
‘ที่นี่มีเพียงนักบุญหญิงที่ไร้มลทิน’
เขานั่งลงตรงม้านั่ง รอการมาถึงของไมเคิลในชุดคลุมสีขาวศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเจ้าชายเห็นดยุกนั่งลอยชายแถมยังดูเหม่อลอย ไมเคิลก็ลอบมองใบหน้าด้านข้างดยุกอีกครั้ง ดยุกเป็นผู้ใหญ่ที่มีเสน่ห์ แต่ผิวขาวซีดของเขาทำให้ดูสุขภาพไม่ดี
ด้วยความเป็นห่วง เจ้าชายจึงเดินเข้าไปหาดยุกและยื่นขวดน้ำให้ “ท่านดยุกดูเหนื่อยล้า”
อวิ๋นอวี้มองไปทางไมเคิลแล้วแย้มยิ้ม เขารับขวดน้ำมาจิบเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เขานิ่งงันไปแล้วถาม “ขวดนี้คือน้ำอะไร”
“น้ำมนตร์ช่วยเพิ่มพลังให้กับท่าน” ไมเคิลตอบตามตรง “ท่านถามทำไม น้ำมนตร์ออกฤทธิ์ทันทีเลยหรือ”
“ฝ่าบาทช่างห่วงใยนัก” อวิ๋นอวี้ยิ้มบางๆ แต่น้ำเสียงแอบแหบพร่า
[ปูป้า! เจ้าระบบ! ช่วยด้วยยย! อ้ากกก!]
ระบบโผล่มาตรงหน้าอวิ๋นอวี้และถาม “เกิดอะไรขึ้น”
ไมเคิลมองไม่เห็นหุ่นยนต์ดักแด้ที่ลอยอยู่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่อวิ๋นอวี้ห่วงในตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนดื่มน้ำเดือดขมๆ ลงคอ เขาโอดครวญในใจ
[ฉันเผลอดื่มน้ำมนตร์เข้าไป! ทำไงดี ฉันจะตายหรือเปล่า]
[ปูป้า: นายไม่ตายหรอก ถ้าไม่ได้อาบน้ำมนตร์นั่น อย่างมากก็เป็นไข้]
[เดี๋ยวนะ แวมไพร์เป็นไข้ด้วยเหรอ]
[ปูป้า: ร่างกายของนายอ่อนแอลงเพราะน้ำมนตร์ ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มถึงจะกลับเป็นปกติ]
เจ้าระบบที่ลอยตรงหน้าไมเคิลถามอวิ๋นอวี้
[ปูป้า: นายไม่ถามหรือไงว่าทำไมเขาไม่เห็นฉัน]
[ฉันอ่านนิยายทะลุมิติมามากพอน่า นายล่องหนต่อหน้าเขาถูกไหม]
[ชิ น่าเบื่อ]
ระบบหายไปอีกครั้ง ไมเคิลเห็นดยุกเหม่อลอยแถมดูท่าทางไม่สู้ดี ไมเคิลเป็นข้ารับใช้พระเจ้า ย่อมรู้ได้ว่าเมื่อไรที่คนต้องการความช่วยเหลือ
“ท่านดยุกดูไม่สบาย” ไมเคิลบอก ยื่นมือไปหมายจะอังหน้าผากดยุก แต่ดยุกเบือนหน้าหนี
“ข้าสบายดี” อวิ๋นอวี้ยิ้มสุภาพ “ข้าแค่เหนื่อยจากเมื่อวาน ไหนๆ ข้าก็มาที่นี่เพื่อมอบเงินบริจาคให้กับท่านแล้ว ฝ่าบาทจะยินดีพาข้าเที่ยวชมมหาวิหารนี้ได้หรือไม่”
ไมเคิลยินดีที่มีคนสนใจจะชมวิหารเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาของพวกเขา “ได้แน่นอน” ไมเคิลตอบ
พวกเขาเดินชมรอบมหาวิหารแห่งนี้ ไมเคิลเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับวิหารอย่างกระตือรือร้นให้กับดยุก ส่วนดยุกก็ยิ้มเป็นพิธีและพยักหน้ารับหลายหน
การกระทำของอวิ๋นอวี้สวนทางกับความคิด เขาสังเกตพฤติกรรมของไมเคิลขณะรักษากิริยาท่าทางของตัวเอง ความจริงแล้วน้ำมนตร์นั้นมีฤทธิ์แรงพอจะทำให้เขารู้สึกอ่อนแอ
อวิ๋นอวี้สังเกตหนุ่มผู้กระตือรือร้นคนนี้ ถ้าเป็นร่างจริงของเขา เขากับไมเคิลก็น่าจะอายุไล่เลี่ยกัน อาจจะเพราะไมเคิลเกิดมาในฐานะนักบวช จึงถูกปลูกฝังความคลั่งศาสนามาตั้งแต่เด็ก
ไม่กี่เดือนก่อน ไมเคิลก็เพิ่งจะสั่งสังหารคนเกือบสามร้อยคน เพราะคนพวกนั้นไม่ยอมนับถือศาสนา แต่ในสายตาของไมเคิลแล้ว สิ่งที่เขาทำคือความยุติธรรมสูงสุด เพราะเขาไม่เข้าใจอีกด้านเลย
บางทีอวิ๋นอวี้ก็สงสารชายคนนี้ ตอนนี้ไมเคิลดูช่างไร้เดียงสาขณะอธิบายทุกอย่างภายในวิหารนี้อย่างขะมักเขม้น ความไร้เดียงสาและความกระฉับกระเฉงของวัยเยาว์ปรากฏอย่างชัดเจน
อวิ๋นอวี้เผลอลูบหัวของไมเคิล ไมเคิลจึงหยุดชะงัก เงยหน้ามองดยุก “ท่านทำอะไร”
อวิ๋นอวี้ดึงมือออกทันที “ม…ไม่มีอะไร”
ไมเคิลจ้องมองดยุกเขม็ง ทว่าดยุกบ่ายหน้าหนีเลี่ยงสายตาเขา
สายตาอวิ๋นอวี้เหลือบไปเห็นห้องที่อยู่สุดทางเดินทันที อวิ๋นอวี้รู้สึกได้ถึงรังสีความร้อนมาจากห้องนั้น
‘นั่น…ห้องของนักบุญหญิงหรือ’
เมื่อเห็นสายตาดยุกไปหยุดอยู่ที่ห้องหนึ่ง ไมเคิลก็เอาตัวเข้ามาบังสายตาอวิ๋นอวี้ ท่าทีไร้เดียงสาและเยาว์วัยหายไปแล้ว กลายเป็นสีหน้ามืดมนและกดดันราวจะกลืนกินคนที่กล้าเข้าใกล้
“ห้องใครกัน”
“เขตหวงห้าม” ไมเคิลกล่าว “นี่คือห้องนักบุญหญิง ทุกคนห้ามเข้าใกล้ ท่านไม่คู่ควรจะมองห้องของนาง”
……………………………………….