โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • Ink Stone
จู่ๆ นักแสดงมือใหม่ก็ต้องรับภารกิจกอบกู้โลกด้วยการไปเป็นมือที่สาม แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของแต่ละโลกจะมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน [นิยายแปล]

ไป๋อวิ๋นอวี้ หนุ่มใสๆ วัยสิบเก้าปี เพิ่งจะผันตัวมาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ได้รับบทเล็กๆ มาบทหนึ่ง แต่ทว่าขณะที่ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย กลับมีรถบรรทุกพุ่งตรงมาทางเขาด้วยความเร็วสูง!

โชคดีมีหุ่นยนต์สีส้มแสนประหลาดหน้าตาละม้ายคล้ายดักแด้มาปรากฏตรงหน้าช่วยชีวิตไว้เขาได้อย่างทันท่วงที แต่ต้องแลกด้วยการที่อวิ๋นอวี้ต้องทะลุมิติไปต่างโลกและปฏิบัติภารกิจทำลายความสัมพันธ์ของตัวละครคู่หลักให้สำเร็จเพื่อช่วยโลกไว้!

อวิ๋นอวี้นักแสดงมือใหม่บัดนี้มีภารกิจกอบกู้โลกด้วยการไปเป็นมือที่สาม แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของแต่ละโลกจะมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่

อวิ๋นอวี้: ระบบ! ทำไมพวกเขาตกหลุมรักฉันง่ายจัง เพราะฉันหล่อเกินต้านใช่ไหม

ปูป้า: เปล่าหรอก นายแค่ใจง่าย

จู่ๆ นักแสดงมือใหม่ก็ต้องรับภารกิจกอบกู้โลกด้วยการไปเป็นมือที่สาม แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของแต่ละโลกจะมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Webnovel

เรื่อง : ทะลุมิติต่างภพกับระบบสร้างความร้าวฉาน

ผู้เขียน : ForeverPupa

ผู้แปล : Marano Team

---

[Quick Transmigration: Homewrecker System!] / [ForeverPupa]

©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with Webnovel by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

บทที่ 1 ปฐมบท ก้าวเล็กๆ สู่ความอับโชค

บทที่ 1 ปฐมบท ก้าวเล็กๆ สู่ความอับโชค

“แม่ครับ ผมไปก่อนนะ!” อวิ๋นอวี้ร้องบอกขณะผูกเชือกรองเท้า

ไม่มีเสียงตอบกลับ แหงล่ะ ก็เขาอยู่คนเดียวนี่นา แม่เขาเสียไปเมื่อหลายปีก่อนหลังการผ่าตัดที่ล้มเหลวมาแล้วหลายหน แต่ไม่เป็นไร อวิ๋นอวี้ทำเช่นนี้เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว นั่นก็เพื่อให้บรรยากาศในบ้านดูหดหู่น้อยลง เขาอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านสองชั้นหลังใหญ่ ตั้งแต่พ่อแต่งงานใหม่เมื่อปีก่อน อวิ๋นอวี้ก็เลือกอยู่ที่บ้านหลังเก่า ส่วนพ่อนั้นย้ายออกไปอยู่กับภรรยาใหม่

ไป๋อวิ๋นอวี้อายุสิบเก้าปีแล้ว เขาเป็นเด็กหนุ่มไร้มลทิน ไม่มีประวัติด่างพร้อย พื้นเพครอบครัวดี ภาพลักษณ์สะอาดสะอ้านมีภูมิฐาน

เขาเรียนจบมัธยมปลายแล้ว แต่ยังไม่คิดศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มตัดสินใจไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักแสดง และวันนี้ก็เป็นวันแรกในกองถ่ายของเขา

แต่บทบาทแรกของเขาเป็นแค่บทตัวประกอบที่โผล่มาแค่สองตอน ก่อนจะถูกเจี๋ยนทิ้ง

‘เฮ้อ…แค่สองตอน…’ อวิ๋นอวี้ใจแป้วอยู่บ้าง แต่นี่เป็นบทแรกของเขาเชียวนะ แถมยังเป็นบทหนุ่มกบฏรูปงามเสียด้วย เขาจะได้แสดงเป็นศิษย์ทรพีแห่งสำนักเซียน แม้กายภายนอกจะดูจิ้มลิ้มงามสง่า ทว่าจิตใจกลับชั่วร้าย เป้าหมายของเขาคือสังหารพระเอกซึ่งเป็นเจ้าสำนักเซียน

‘เอาวะ เจ้าของบทเจ้าสำนักเซียนเป็นถึงจักรพรรดิจอเงินสุดหล่ออย่างหานเย่ อย่างน้อยเราก็ได้ร่วมจอกับเขา…ถึงจะแค่สองตอนก็เถอะ…’

ปีนี้หานเย่เพิ่งอายุยี่สิบแปดปี ได้เล่นเป็นตัวเอกในหนังดังมาแล้วหลายเรื่อง ผู้ชายคนนี้ครองตำแหน่งหนุ่มหล่อกระชากใจอันดับหนึ่งแห่งชาติมาแปดปีซ้อน!

อวิ๋นอวี้เป็นแฟนตัวยงของเขา ที่เขาอยากเป็นนักแสดงก็เพราะหานเย่นี่แหละ

“อ๊าก!” อวิ๋นอวี้ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นข้องหมองใจ เขาทุ่มสุดตัวเพื่อคว้าบทที่ดีกว่านี้แล้ว ทว่าโชคดันไม่เข้าข้างเสียนี่

“ช่างเถอะ! เราต้องคิดบวกเข้าไว้ อวิ๋นอวี้ คิดบวกไว้!” เวลารู้สึกสิ้นหวัง อวิ๋นอวี้จะท่องคติประจำใจในหัว

‘คิดบวกเข้าไว้! ครั้งหน้าต้องทำได้ดีกว่านี้! นายยังมีชีวิตอยู่อีกนาน!’ อวิ๋นอวี้คิด

เขาทอดตามองถนนเบื้องหน้า ฝั่งตรงข้ามมีป้ายรถประจำทางที่จะพาเขาไปสู่กองถ่ายกองแรกในชีวิต ก้าวแรกก้าวนี้ถือเป็นก้าวแรกสู่โลกใบใหม่ อวิ๋นอวี้กระหยิ่มยิ้มพลางพยักหน้า

“ทุกอย่างจะต้องไปได้สว…”

‘ปี๊น!’

อวิ๋นอวี้หันไปทางขวาก็เห็นรถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งมาทางเขาด้วยความเร็วสูง

อวิ๋นอวี้หลับตาปี๋รอให้ร่างของเขากลายเป็นผัดเต้าหู้เสฉวนเละตุ้มเป๊ะ รออยู่กว่านาทีเหมือนในละครน้ำเน่าแต่ก็ไม่ตายสักที พออวิ๋นอวี้หรี่ตาดูก็ถึงกับอึ้งกิมกี่

รถบรรทุกคันนั้นอยู่ห่างจากตัวเขาไปเพียงหนึ่งนิ้ว ทว่ามันหยุดอยู่กับที่ เขาเหลือบมองคนขับรถที่มีสีหน้าหวาดผวา แม้แต่คนขับรถก็ไม่ขยับตัว ชายหนุ่มมองป้ายชื่อบนเสื้อของเจ้าตัว

‘ทรัคคุง… หือ ชื่อพิลึกแฮะ…’

“เดี๋ยวสิ เรื่องนั้นไม่สำคัญสักหน่อย!” อวิ๋นอวี้ตั้งสติได้หลังงุนงงอยู่นาน เขาพยายามขยับตัว ทว่าร่างกายกลับค้างอยู่ตำแหน่งเดิม

“ฉันไม่อยากมาตายตรงนี้นะ! ฉันยังหนุ่มยังแน่น! ยังใสๆ ไม่เคยถูกเจาะไข่แดงเลยด้วย! ถ้าจะตายก็ขอตายคาอกผู้ชายล่ำๆ ได้ไหมเล่า!” อวิ๋นอวี้โวยวาย

ชายหนุ่มสติแตกเป็นที่เรียบร้อย อย่างเดียวที่ขยับได้คือศีรษะ จึงหันซ้ายทีขวาทีเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ต้องประหลาดใจเมื่อสังเกตเห็นว่าทุกสรรพสิ่งคล้ายกับถูกหยุดเวลาไว้

คุณยายข้างบ้านนั่งไม่ไหวติงอยู่บนเก้าอี้สาน เจ้าหนูที่บ้านอยู่ถัดไปไม่กี่หลังยืนแน่นิ่งอยู่บนถนน แม้แต่นกก็ไม่กระดิกกระเดี้ย อวิ๋นอวี้อ้าปากหวอ

เขาเคยอ่านนิยายและดูหนังแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับการท่องเวลาและการเดินทางทะลุมิติมาแล้ว นี่หมายความว่าเขาจะได้รับพลังวิเศษและได้กลับชาติไปเกิดในยุคกลาง ไม่ก็สมัยจีนโบราณ หรือโลกที่มีมังกรและดันเจียน หรือต่างกาแล็กซีงั้นเหรอ สวรรค์ช่วย!

ทันใดนั้นก็มีลูกบอลสีรุ้งดิ่งลงมาจากฟ้าและ…

‘ปุ้ง!’

หุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักสวมกระโปรงเต้นรำสีชมพูโบกคทากายสิทธิ์หย็อยๆ พลางบินรอบตัวอวิ๋นอวี้อย่างคึกคัก

“วิ้งๆ วิ้งๆ! ระบบความสุขมาแล้ว! ข้าสามารถทำให้ชีวิตท่านมีแต่ความสุขและสุขภาพแข็งแรงได้! ท่านจะได้ทะลุมิติท่องโลกต่างๆ มากมาย! ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่มี…เหวอออ!”

ไม่ทันขาดคำหุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักก็ถูกหุ่นยนต์ประหลาดรูปร่างคล้ายดักแด้ที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาหัวโหม่งโครม อวิ๋นอวี้ยืนอึ้งมองหุ่นยนต์แมวน้อยน่ารักลอยละลิ่วหายไปจากสายตา

หุ่นยนต์รูปดักแด้บินรอบตัวอวิ๋นอวี้ เจ้าตัวนี้หน้าตาแปลกพิลึก อย่างกับตัวเมตาพอดจากเกมโปเกมอนเลย ดวงตาซึมกะทือทั้งสองของเจ้าหุ่นยนต์ดักแด้สีส้มจ้องอวิ๋นอวี้เขม็ง

เจ้าหุ่นยนต์ดักแด้ประกาศโดยไม่รอช้า

“เวลาของเราใกล้หมดแล้ว พอเวลากลับมาเดินเมื่อไร นายจะตายทันที แต่ฉันย้อนเวลากลับไปช่วยนายได้ ฉันคือปูป้า ระบบมือที่สาม ฉันช่วยชีวิตนายได้ ที่นายต้องทำก็แค่…เอ่อ…เป็นมือที่สาม”

อวิ๋นอวี้ใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์อยู่นาน เขากวาดตาสำรวจเจ้าระบบดักแด้หน้าตาน่าเกลียดที่อยู่ตรงหน้า เทียบกับแมวเหมียวน้อยน่ารักใส่กระโปรงสีชมพู…

“แต่ลูกแมวน่ารักตัวนั้น…”

“ช่างหัวมันสิ ไอ้ลูกแมวตัวนั้นมีประโยชน์กับเขาที่ไหน นายอยากกระโดดข้ามมิติไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ ไม่เจอเรื่องท้าทาย ไม่เผชิญความยากลำบาก ได้แต่ใช้ชีวิตลอยชายในต่างโลกไปวันๆ จนกว่าจะพอใจหรือไง น่าเบื่อแย่”

‘ชีวิตแบบนั้นแหละที่ฉันอยากมี…’ อวิ๋นอวี้รำพึง

“แต่ถ้ามีฉัน นายจะได้เดินทางท่องโลกมากมาย นายแค่ต้องสร้างความร้าวฉานให้กับคู่ตัวเอก เพราะตัวตนพวกเขาจะทำลายโลกที่พวกเขาอยู่อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ ขอแค่ทำให้ค่าความร้าวฉานเต็ม ภารกิจของนายก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ แล้วเราก็จะกระโดดไปโลกอื่นต่อ ง่ายใช่ไหมล่ะ”

‘เหอะ ง่ายกับผีน่ะสิ’ อวิ๋นอวี้โอดครวญในใจ

“แล้วฉันจะมีแต้มต่ออะไรหรือเปล่า นายมีตัวช่วยให้ฉันไหม อย่างร้านค้าในระบบน่ะ ฉันอ่านนิยายแนวทะลุมิติมาเยอะนะ! นายมีตัวช่วยให้ฉันใช่ไหมล่ะ”

“ไม่มี” ระบบตอบเสียงห้วน

[อวิ๋นอวี้: …นายช่วยฉันทำภารกิจได้ไหม]

[ปูป้า: ฉันให้นายดูโครงเรื่องกับค่าความร้าวฉานได้]

[อวิ๋นอวี้: ขออะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ น่านะ]

[ปูป้า: จะตายอยู่รอมร่อยังมีอารมณ์มาต่อรองอีกหรือไง]

‘ระบบอะไรไร้ประโยชน์ชะมัด!’

“นายเหลือเวลาไม่มากแล้ว” ระบบเร่งเร้า บินวนรอบอวิ๋นอวี้อีกสองสามครั้งแล้วเอ่ยขึ้น “เราจะเดินทางทะลุมิติกันเดี๋ยวนี้ สาม… สอง… หนึ่ง…”

“ดะ เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่พร้อม!”

“โดด”

……………………………………….

บทที่ 2 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (1)

บทที่ 2 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (1)

อวิ๋นอวี้กะพริบตาปริบๆ หลังตาพร่าเพราะแสงที่สว่างวาบไปพักหนึ่ง ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่นุ่มสบาย ชายหนุ่มสอดส่ายมองรอบๆ เพื่อดูว่าตนเดินทางทะลุมิติมาจริงๆ หรือทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน ส่วนไอ้ระบบดักแด้ประหลาดนั่นก็เป็นแค่ฝันร้าย

‘ผ้าม่านแบบยุคกลาง เตียงแบบยุคกลาง โต๊ะแบบยุคกลาง ทุกอย่างเป็นแบบยุคกลาง…’

“เดี๋ยวนะ! นี่เราทะลุมิติมาจริงๆ เหรอ!” อวิ๋นอวี้ดีดตัวผึงทันที

“ก็ใช่น่ะสิ” เจ้าระบบดักแด้โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้ บินรอบตัวอวิ๋นอวี้ “ยินดีต้อนรับสู่โลกแรก ตอนนี้นายอยู่ที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เรียเนล อาณาจักรอันรุ่งเรืองที่มีศาสนจักรถือครองอำนาจสูงสุด แต่แม้จะรุ่งเรืองมั่งคั่ง ศาสนจักรกลับปกครองอาณาจักรอย่างเผด็จการมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ แถมยังอ้างพระนามพระเจ้ากดขี่ข่มเหงประชาชนโดยไร้ความเมตตา”

“สรุปก็คือยุโรปยุคกลางดีๆ นี่เองสินะ…” อวิ๋นอวี้ตั้งข้อสังเกต

ปูป้าเมินอวิ๋นอวี้และร่ายต่อไป “มหาปุโรหิตคือผู้นำอาณาจักรที่แท้จริง ไม่ใช่องค์กษัตริย์ เขาเป็นบาทหลวงผู้เคร่งศาสนา แต่ก็เป็นคนหัวรุนแรงใจคออำมหิต และศิษย์ของเขา เจ้าชายไมเคิลแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เรียเนล ก็รับเอาคุณสมบัตินี้มาเต็มๆ เขาเป็นองค์ชายที่สอง และเป็นว่าที่มหาปุโรหิตคนถัดไป เขาอายุสิบแปดปี มีฉายาว่าไมเคิลจอมกระหายเลือด”

“ไมเคิลจอมกระหายเลือดงั้นเหรอ” อวิ๋นอวี้สังหรณ์ใจกับชื่อนี้ชอบกล “เขาสั่งประหารชีวิตคนเป็นพันๆ เพราะพวกนั้นปฏิเสธไม่นับถือศาสนาของเขาหรือไง”

“ใช่ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาก็ฆ่าคนไปแล้วสามร้อยคน”

อวิ๋นอวี้กลืนน้ำลายเอื้อก “จะบอกว่าเขาคือตัวเอกในโลกนี้งั้นเหรอ”

“ถูกต้อง” ปูป้าลอยตัวอย่างสบายใจ “หมอนี่แค่คลั่งศาสนาและมีจิตใจอำมหิตเฉยๆ นายไม่ต้องกังวลให้มากหรอก”

“มันจะยากก็ตรงหมอนี่เป็นคนคลั่งศาสนาจิตใจอำมหิตนี่แหละ!” อวิ๋นอวี้ทึ้งผมตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม “นายคิดจะให้ฉันยั่วไอ้คนคลั่งศาสนานี่และทำให้เขาบ้านแตกเนี่ยนะ ฉันจะได้โดนจับประหารข้อหาเป็นแม่มดน่ะสิ!”

“นายไม่เป็นไรหรอกน่า” ปูป้าพูดเสียงใส “นี่เป็นแค่โลกแรก ถ้าไปโลกอื่นนายจะได้เจอสถานการณ์ที่แปลกใหม่กว่านี้อีกนะ”

“หนักกว่าเดิมอีกโว้ย!” อวิ๋นอวี้โวยวาย

หลังจากจนปัญญาจะเถียงกับระบบ อวิ๋นอวี้ก็สูดหายใจลึกก่อนจะถาม “แล้วคนรักของไอ้เจ้าชายคลั่งศาสนาคนนี้เป็นใครล่ะ”

“นักบุญหญิง”

“นักบุญหญิงเหรอ แต่… นักบุญหญิงต้องถือพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ” อวิ๋นอวี้งุนงง

“พวกเขาไม่เคยทำอะไรกันเลย แม้แต่มือก็ไม่เคยจับ เจ้าชายแค่หลงใหลนักบุญหญิงหัวปักหัวปำ เขาอุทิศชีวิตเพื่อนักบุญหญิง แต่นางมองเขาเป็นแค่ลูกศิษย์ที่ดี ยังไงก็ตาม ความสัมพันธ์อันดีนี้ก่อตัวตั้งแต่เจ้าชายอายุสิบห้า จวบจนกระทั่งตอนนี้”

ปูป้าฉายภาพโฮโลแกรมของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินต่อไป อวิ๋นอวี้เห็นภาพอาณาจักรที่ล่มสลายและศพไหม้เกรียมมากมาย และใจกลางเหตุการณ์นั้นคือหนุ่มหล่อที่กำลังใช้พลังแสงไล่สังหารทุกคน

“นักบุญหญิงล้มป่วย นางจะตายในอีกไม่ถึงปี และได้มอบพลังศักดิ์สิทธิ์แก่เจ้าชาย เพื่อให้เจ้าชายเป็นนักบุญองค์ใหม่ และด้วยพลังใหม่นี้ เขาจึงมองเห็นบาปทั้งหมดที่มนุษย์เคยก่อ” ปูป้าอธิบาย

“เขาก็เลยฆ่าทุกคนซะ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเคยทำบาป…”

“ถูกต้อง”

อวิ๋นอวี้ถอนหายใจ สถานการณ์นี้ไม่มีตรงไหนง่ายสักนิด ความบ้าคลั่งของเจ้าชายฝังรากลึกถึงกระดูกแล้ว ตอนนี้ที่เขาพอจะทำได้ก็มีแค่ตีสนิทกับนักบุญหญิง และห้ามไม่ให้นางมอบพลังศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าชายไมเคิลเท่านั้น

อวิ๋นอวี้เหลียวมองรอบตัว ดูเหมือนเขาจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างเจ้าขุนมูลนายในอาณาจักร อย่างน้อยระบบก็ชดเชยให้เขาอย่างดีล่ะนะ “ปูป้า ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างใครงั้นเหรอ”

“นายคือดยุกดาเมียน เดลกอสโตร ดยุกยศใหญ่จากเขตเดลกอสโตร และยังเป็นแวมไพร์หนึ่งเดียวในอาณาจักรที่ยังรอดชีวิต เพราะนายเป็นแวมไพร์ตนเดียวที่แข็งแกร่งพอจะทานทนรัศมีเทพของนักบุญหญิงได้”

“นายเข้าใกล้นักบุญหญิงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตัวนายจะลุกไหม้”

“และนายจะทำตัวหลุดบทบาทไม่ได้ด้วย ถ้าพระเอกจับได้ เขาจะใช้พลังของโลกนี้เตะเราออกจากมิติ และนายจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

“มีอะไรจะถามไหม”

“ถามจริงนะ นายมีความแค้นฝังหุ่นกับฉันหรือไง” อวิ๋นอวี้ชักหงุดหงิด รู้สึกไม่สบอารมณ์กับตัวเอง เพราะแวบหนึ่งเขาดันเผลอไปคิดว่าไอ้ระบบนี่มันใจดีที่มอบร่างคนใหญ่คนโตให้เขาทำภารกิจเสียได้

ปูป้าไม่สนใจเสียงบ่นและแสดงภาพโฮโลแกรมภาพใหม่ แต่ครั้งนี้เป็นค่าความร้าวฉาน “ค่าความร้าวฉานปัจจุบันระหว่างเจ้าชายกับนักบุญหญิงคือ 20% นายต้องตั้งใจแยกพวกเขาจากกันอย่างเต็มที่ด้วย ขอบคุณ”

“เดี๋ยวสิ ฉันมีคำถามสองข้อ ทำไมค่าความร้าวฉานถึงเป็น 20% แล้วล่ะ แล้วค่าดวงสมพงศ์ที่อยู่ข้างๆ ค่าความร้าวฉานคืออะไร” อวิ๋นอวี้สังเกตว่ามีแถบมิเตอร์อีกอันในภาพโฮโลแกรม

“ค่าดวงสมพงศ์คือค่าความรู้สึกรักใคร่ของตัวเอกที่มีต่อนาย เผื่อว่านายอยากจะจีบตัวเอกด้วย ค่าความร้าวฉานและค่าดวงสมพงศ์ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของตัวเอกโดยตรง ส่วนเหตุผลที่ค่าความร้าวฉานขึ้นเป็น 20% แล้วนั้น ขอให้นายตั้งใจหาคำตอบเอง”

อวิ๋นอวี้ลองนึกภาพตัวเองเกี้ยวพาราสีไอ้คนคลั่งศาสนาที่จะจับเขาเผาในข้อหาแม่มดถ้าตัวเขาทั้งคู่สัมผัสกัน “แหวะ”

“ในเมื่อนายหมดคำถามแล้ว ฉันจะถ่ายทอดเรื่องราวลงในหัวนายให้ ขอตัวไปพักก่อนละ บ๊ายบาย” หุ่นยนต์ดักแด้กะพริบตาและหายวับไป ทิ้งให้อวิ๋นอวี้หัวเสียอยู่ตามลำพัง

ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ อวิ๋นอวี้จึงลุกจากเตียงมาส่องกระจก แล้วชายหนุ่มก็ต้องประหลาดใจ

“เอ๋ ฉันเป็นแวมไพร์แต่ก็ยังมีเงาในกระจกเหรอเนี่ย” อวิ๋นอวี้ปรารมภ์ “แปลกดีแฮะ”

“ในข้อมูลตัวละครไม่มีอธิบายไว้ แต่นั่นหมายความว่าวิญญาณของนายแกร่งกล้าพอที่จะดึงเอาอนุภาคในตัวดยุกดาเมียนออกมาได้ เขาจึงมีเงาในกระจก ถ้าเล่นไปเรื่อยๆ เราอาจรู้สาเหตุก็ได้นะ” ปูป้าบอกอย่างเป็นนัย

แต่อวิ๋นอวี้มัวแต่ชื่นชมรูปลักษณ์ตัวเองในกระจกจนไม่ได้สนใจฟังที่ระบบพูด

“โอ้โฮแฮะ ทั้งหล่อทั้งดูภูมิฐาน” อวิ๋นอวี้เอ่ยชมชายในกระจก ดยุกดาเมียนมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวกายซีดเผือด และมุมปากที่โค้งขึ้น ทำให้เขาดูเหมือนกำลังยิ้มตลอดเวลา เส้นผมสีน้ำตาลรวบไว้ด้วยโบสีเงิน

ดยุกดาเมียนดูเหมือนมนุษย์อายุยี่สิบปลายๆ แต่ความจริงอายุอานามของเขาเกือบสามร้อยปีแล้ว เขาล่อหลอกให้ทุกคนคิดว่าเขาคือนายใหญ่แห่งคฤหาสน์ได้สำเร็จ เท่าที่อ่านจากเรื่องราวในระบบ ดูเหมือนว่าจู่ๆ ดยุกดาเมียนก็ปรากฏตัวมาสวมรอยเป็นบุตรชายคนที่สอง ฆ่าผู้สืบสกุลตัวจริง แล้วดยุกคนก่อนก็ยอมรับเขาในฐานะลูกชาย และยกอาณาเขตเดลกอสโตรให้เขา

“แต่พลังนี่จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันเข้าใกล้นักบุญหญิงไม่ได้ เผลอๆ พลังจะไม่มีผลกับนักบุญหญิงคนนั้นด้วย” อวิ๋นอวี้ครวญ

อวิ๋นอวี้มองไปนอกหน้าต่าง พระจันทร์ลอยเด่น เห็นแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ชายหนุ่มสงสัยว่าตัวเขาคงอ่อนแอลงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เหมือนบรรดาแวมไพร์ในหนัง

ทันใดนั้นอวิ๋นอวี้ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู แล้วเสียงแผ่วเบาก็เอ่ยขึ้น “นายท่าน เจ้าชายไมเคิลเสด็จมา พระองค์สั่งให้ท่านไปพบเขา มิเช่นนั้นพระองค์จะให้กองทัพทำลายคฤหาสน์เสีย”

อวิ๋นอวี้เลิกคิ้ว ทว่ายังคงวางท่าสงบนิ่งและกล่าวว่า “บอกเขาให้รอ ข้าจะไปพบเขาในไม่ช้า”

อวิ๋นอวี้แตะเขี้ยว กลืนน้ำลายลงคอแล้วหดเขี้ยวกลับ เขาขยาดเจ้าชายองค์นี้เพราะภาพที่ระบบแสดงให้ดู เจ้าชายหนุ่มเผาทุกคนในอาณาจักรด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ความปรานี

“อ…เอาล่ะ ในเมื่อเป้าหมายเสนอตัวมาถึงที่ เราก็คงไม่ต้องไปถึงวิหารหรือเข้าใกล้นักบุญหญิงสินะ” อวิ๋นอวี้พยายามเก็บสีหน้า เขาพร้อมจะสวมบทบาทอย่างนักแสดงแล้ว

ดยุกดาเมียนผู้งามสง่าเปิดประตูเพื่อไปพบกับเจ้าชายไมเคิลผู้คลั่งศาสนา

……………………………………….

บทที่ 3 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (2)

บทที่ 3 ล้างคำสาปให้ผมที ท่านนักบุญสุดหล่อลากไส้! (2)

ท่ามกลางความมืด อวิ๋นอวี้พิศมองใบหน้าเจ้าชายไมเคิล เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง แววตาคมกริบ แต่ด้วยใบหน้าสะอาดสะอ้านมีเค้าโครงความเป็นเด็กหนุ่มทำให้เขาดูน่ากลัวน้อยลง หรือกล้าพูดได้ว่าหล่อเหลาเอาการทีเดียว

เจ้าชายไมเคิลกำลังนั่งหลังตรงอยู่ในห้องรับแขก เขาสงสัยมานานแล้วว่าดยุกมีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาไม่รู้ว่าทำไม

ดยุกดาเมียน เดลกอสโตรเป็นบุตรคนที่สองของดยุกคนก่อน ตั้งแต่ที่พี่ชายของเขาเสียชีวิต เขาก็กลายเป็นดยุกคนใหม่แทน เขาเป็นดยุกที่มีอำนาจ ฐานะร่ำรวย แต่มักทำตัวไม่เด่น เขาปฏิเสธกระทั่งตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะมีอิทธิพลมากพอที่จะรับตำแหน่งนี้ก็ตาม

ไม่มีใครเคยสงสัยท่านดยุกผู้สุภาพและสง่างามคนนี้เลย แต่เจ้าชายไมเคิลรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณ แต่เขารู้สึกได้ถึงรังสีปีศาจที่อยู่รอบตัวดยุกดาเมียนในครั้งล่าสุดที่พวกเขาพบกันที่งานเลี้ยง เขาต้องการคลี่คลายความสงสัยของตัวเอง

“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบเจ้าชายไมเคิลในยามนี้ ขอข้าทราบประสงค์ของท่านได้หรือไม่” อวิ๋นอวี้เดินมาตามโถงทางเดิน ใบหน้าด้านข้างอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ ทว่าด้วยผิวพรรณอันขาวซีด อวิ๋นอวี้จึงดูละม้ายคล้ายวิญญาณที่ประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย เจ้าชายไมเคิลรู้สึกระวังตัวยิ่งกว่าเดิม

เจ้าชายไมเคิลตอบ “ข้ามาที่นี่เพราะท่านดยุกดาเมียนพลาดพิธีคืนศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว”

“ข้าไม่ได้เข้าร่วมคืนศักดิ์สิทธิ์เพราะร่างกายข้าไม่สู้ดี ฝ่าบาท” อวิ๋นอวี้ตอบอย่างนอบน้อม แต่เจ้าชายไมเคิลกลับมองเป็นข้ออ้างแบบขอไปที

“คืนศักดิ์สิทธิ์เป็นคืนที่พระเจ้าประทานพร คืนที่เหล่าเทวดาจะบินอยู่เหนือเราและนักบุญหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์จะสวดอำนวยพรเราด้วยพระองค์เอง ท่านไม่เข้าร่วมค่ำคืนสำคัญนี้มาหลายปีแล้ว” เจ้าชายไมเคิลกล่าว

‘เอ่อ เจ้าชาย ถ้าฉันเข้าร่วมคืนศักดิ์สิทธิ์นั่น ก็ได้กลายเป็นมันเผาพอดีสิ’

อวิ๋นอวี้อยากอุดหูตัวเองเมื่อได้ยินไมเคิลพูดคำศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายคำ ได้ยินแล้วรู้สึกแสบแก้วหูอย่างไรบอกไม่ถูก

“ขออภัยฝ่าบาทที่ข้าไม่ได้ไปปรากฏตัวในคืนสำคัญ” อวิ๋นอวี้โค้งคำนับ “แต่ข้าแน่ใจว่าเจ้าชายไมเคิลไม่ได้มาถึงที่พักของข้ายามค่ำคืนเพียงเพื่อกล่าวเรื่องนี้”

ดยุกยิ้มอย่างมีนัยซึ่งไมเคิลไม่ทันตั้งตัว จริงอยู่ที่ไมเคิลไม่ได้ไตร่ตรองมากนัก เขามาที่คฤหาสน์ดยุกเพราะสงสัยว่าท่านดยุกเป็นพวกนอกรีต หรือแย่กว่านั้นก็เป็นปีศาจ เขาพร้อมจะประหารดยุกตรงนี้หากอีกฝ่ายล่วงเกินหรือโจมตีเขา

แต่ผิดคาดที่ดยุกให้ความร่วมมือ

เมื่อเผชิญกับคำถามตรงจุดเช่นนี้ เขาก็นิ่งไปอย่างทำอะไรไม่ถูก

เขาอุทิศตนแด่พระเจ้าตั้งแต่เกิด ไม่เคยมีเพื่อนและไม่อยากมีด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาต้องการคือการอุทิศตนเองแด่พระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นการเผชิญหน้ากับสถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ

เจ้าชายไมเคิลรู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่ก็นึกบางอย่างออกแล้วยืดหลังตรงก่อนจะกล่าว “ในเมื่อท่านดยุกยังไม่ได้ร่วมช่วยเหลือศาสนจักร ข้าจึงอยากมาหารือกับท่านเรื่องเงินบริจาคที่ท่านจะมอบให้วิหารศักดิ์สิทธิ์”

‘แหม ถึงกับรีดเงินกับขุนนางไปให้ศาสนจักรเลยหรือไง’

“ฝ่าบาทพอจะมาเดินเล่นกับข้าในสวนคืนนี้ได้หรือไม่” อวิ๋นอวี้เสนอ

“ได้สิ”

อวิ๋นอวี้กับเจ้าชายไมเคิลเดินเตร่ในสวน ทั้งสองไม่ได้รู้จักมักคุ้นกัน บรรยากาศจึงเงียบเชียบน่าอึดอัดเสียเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาหยุดอยู่ที่ศาลาแล้วนั่งลงชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน

แต่ทว่าไมเคิลกลับขมวดคิ้วทันที “เปล่าประโยชน์ แทนที่จะเดินอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้ ข้าอยากแนะนำให้ท่านดยุกอ่านตำราศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็ช่วยคนพเนจรยามค่ำคืน พระเจ้าจะอวยพรท่านหากปฏิบัติเช่นนั้น”

อวิ๋นอวี้เมินคำสั่งสอนของอีกฝ่าย เขาเอนตัวอย่างสบาย กล่าวเสียงทุ้มชวนหลงใหล “ฝ่าบาท พวกเรากำลังชมจันทร์อันงดงาม สวนอันรื่นรมย์ในคืนฤดูร้อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้พวกเราเสพสุข ไหนเลยจึงห้ามไม่ให้ยินดีกับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เรากัน”

“…เสพสุขมากเกินไปก็ไม่ดี” ไมเคิลโต้แย้งอย่างดื้อดึง

อวิ๋นอวี้พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้และถอนหายใจ “ข้าเห็นว่าการเสพสุขมากนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่า อย่างเช่นการเสพกามเล่า ฝ่าบาทจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านเคยเสพกาม อย่างไรเสียเราต่างก็เป็นผู้ชาย”

“ข้าอุทิศตนแด่พระเจ้า ย่อมไม่ลุ่มหลงในกามารมณ์”

“ฝ่าบาทคงไร้สมรรถภาพเป็นแน่ ในเมื่อชายทุกคนต่างต้องปลดปล่อยตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” อวิ๋นอวี้ยิ้ม ดวงตาจดจ้องไปยังหว่างขาไมเคิล

ไมเคิลหมุนตัวหนีโดยพลันพร้อมเอ่ยตำหนิเสียงกร้าว “ร…ไร้ยางอาย! ไม่มีใครกล้าพูดกับข้าเช่นนี้! พระเจ้าจะลงโทษท่านด้วยความพิโรธ!”

ไมเคิลกล่าวเช่นนั้น แต่ใบหูกลับแดงปลั่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สายตาแวมไพร์นั้นมองเห็นได้ชัดในความมืด อวิ๋นอวี้จึงสังเกตเห็น

ไมเคิลเดินออกจากสวนทันที เขาสะกดกลั้นความอับอายแล้วกล่าว “ดยุกดาเมียน ข้าขอสั่งให้ท่านมาหาข้าที่วิหารวันรุ่งขึ้น! ข้าจะลงโทษท่านแน่หากท่านไม่มา!”

อวิ๋นอวี้ถูกข่มขู่ซึ่งหน้า แต่กลับยิ้มตอบ “น้อมรับฝ่าบาท ข้าจะนำเงินบริจาคไปให้มากพอที่จะทุเลาความโกรธของท่าน”

ไมเคิลขึงตามอง แต่แล้วก็หันหลังเดินรี่ออกจากสวนไป

อวิ๋นอวี้ถอนหายใจ เขายังนั่งอยู่ที่ศาลาและเรียกระบบออกมา “ปูป้า อยู่หรือเปล่า”

ปูป้าปรากฏตัวบินอยู่ข้างๆ เขา “มีอะไร”

“ค่าความร้าวฉานเป็นยังไงแล้ว”

ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอวิ๋นอวี้ ปูป้าพูดเสียงเย็น “ค่าความร้าวฉานยังอยู่ที่ 20% แต่ค่าดวงสมพงศ์เพิ่มมา 5% ยินดีด้วย”

อวิ๋นอวี้เลิกคิ้ว “ฉันเพิ่งเจอเขา ค่าดวงสมพงศ์เพิ่มขึ้นมาได้ยังไงกัน”

“ฉันก็ไม่แน่ใจ อาจเพราะนายบอกว่าเขาไม่เคยช่วยตัวเองมั้ง”

“อย่ามาตลกหน่อยเลย! ฉันแค่อยากทำให้เขารู้สึกผิด เขาจะได้รู้ตัวในอีกไม่นานว่าเขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน จะต้องมีความคิดลามกเกี่ยวกับนักบุญหญิงแน่!”

“ไม่น่าได้ผลนะ” ปูป้าพูด “เอาเถอะ ต่อให้นายอยากจะพิศวาสกับตัวเอก มันก็ไม่ส่งผลกับภารกิจของนายหรอก ภารกิจหลักของนายก็คือเติมค่าความร้าวฉานให้เต็ม”

“ฉันรู้น่า!” อวิ๋นอวี้เดาะลิ้น ระบบหายตัวไปอีกครั้ง

อวิ๋นอวี้คิดว่าการสอดแทรกเรื่องธรรมชาติของผู้ชายกับไมเคิลจะปลุกความต้องการของเขา และเขาก็น่าจะรู้สึกมีความใคร่อยู่บ้างเวลาพบหน้านักบุญหญิง เขาน่าจะรู้สึกผิดและพยายามตีตัวออกหากจากนาง

แต่กลับเป็นค่าดวงสมพงศ์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนค่าความร้าวฉานไม่ยอมขยับเลย

‘นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น พรุ่งนี้ฉันจะทำให้ดีกว่านี้’

วันต่อมา อวิ๋นอวี้มาถึงวิหารในตอนเย็น เพราะเขาอาจจะตายด้วยแสงแดดได้ เขาแต่งตัวมิดชิดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงขนาดสวมถุงมือ มีเพียงแค่ลำคอและใบหน้าเท่านั้นที่เปิดเผยออกมา

แต่เมื่อเข้ามาในวิหาร เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เป็นจริงตามที่เขาคาดไว้ ศาสนจักรไม่ได้มีรัศมีความศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว มีเพียงนักบุญหญิงเท่านั้นที่แผดเผาเขาได้ พวกหน้าไหว้หลังหลอกที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ไม่อาจทำอันตรายเขาได้

‘ที่นี่มีเพียงนักบุญหญิงที่ไร้มลทิน’

เขานั่งลงตรงม้านั่ง รอการมาถึงของไมเคิลในชุดคลุมสีขาวศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเจ้าชายเห็นดยุกนั่งลอยชายแถมยังดูเหม่อลอย ไมเคิลก็ลอบมองใบหน้าด้านข้างดยุกอีกครั้ง ดยุกเป็นผู้ใหญ่ที่มีเสน่ห์ แต่ผิวขาวซีดของเขาทำให้ดูสุขภาพไม่ดี

ด้วยความเป็นห่วง เจ้าชายจึงเดินเข้าไปหาดยุกและยื่นขวดน้ำให้ “ท่านดยุกดูเหนื่อยล้า”

อวิ๋นอวี้มองไปทางไมเคิลแล้วแย้มยิ้ม เขารับขวดน้ำมาจิบเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เขานิ่งงันไปแล้วถาม “ขวดนี้คือน้ำอะไร”

“น้ำมนตร์ช่วยเพิ่มพลังให้กับท่าน” ไมเคิลตอบตามตรง “ท่านถามทำไม น้ำมนตร์ออกฤทธิ์ทันทีเลยหรือ”

“ฝ่าบาทช่างห่วงใยนัก” อวิ๋นอวี้ยิ้มบางๆ แต่น้ำเสียงแอบแหบพร่า

[ปูป้า! เจ้าระบบ! ช่วยด้วยยย! อ้ากกก!]

ระบบโผล่มาตรงหน้าอวิ๋นอวี้และถาม “เกิดอะไรขึ้น”

ไมเคิลมองไม่เห็นหุ่นยนต์ดักแด้ที่ลอยอยู่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่อวิ๋นอวี้ห่วงในตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนดื่มน้ำเดือดขมๆ ลงคอ เขาโอดครวญในใจ

[ฉันเผลอดื่มน้ำมนตร์เข้าไป! ทำไงดี ฉันจะตายหรือเปล่า]

[ปูป้า: นายไม่ตายหรอก ถ้าไม่ได้อาบน้ำมนตร์นั่น อย่างมากก็เป็นไข้]

[เดี๋ยวนะ แวมไพร์เป็นไข้ด้วยเหรอ]

[ปูป้า: ร่างกายของนายอ่อนแอลงเพราะน้ำมนตร์ ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มถึงจะกลับเป็นปกติ]

เจ้าระบบที่ลอยตรงหน้าไมเคิลถามอวิ๋นอวี้

[ปูป้า: นายไม่ถามหรือไงว่าทำไมเขาไม่เห็นฉัน]

[ฉันอ่านนิยายทะลุมิติมามากพอน่า นายล่องหนต่อหน้าเขาถูกไหม]

[ชิ น่าเบื่อ]

ระบบหายไปอีกครั้ง ไมเคิลเห็นดยุกเหม่อลอยแถมดูท่าทางไม่สู้ดี ไมเคิลเป็นข้ารับใช้พระเจ้า ย่อมรู้ได้ว่าเมื่อไรที่คนต้องการความช่วยเหลือ

“ท่านดยุกดูไม่สบาย” ไมเคิลบอก ยื่นมือไปหมายจะอังหน้าผากดยุก แต่ดยุกเบือนหน้าหนี

“ข้าสบายดี” อวิ๋นอวี้ยิ้มสุภาพ “ข้าแค่เหนื่อยจากเมื่อวาน ไหนๆ ข้าก็มาที่นี่เพื่อมอบเงินบริจาคให้กับท่านแล้ว ฝ่าบาทจะยินดีพาข้าเที่ยวชมมหาวิหารนี้ได้หรือไม่”

ไมเคิลยินดีที่มีคนสนใจจะชมวิหารเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาของพวกเขา “ได้แน่นอน” ไมเคิลตอบ

พวกเขาเดินชมรอบมหาวิหารแห่งนี้ ไมเคิลเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับวิหารอย่างกระตือรือร้นให้กับดยุก ส่วนดยุกก็ยิ้มเป็นพิธีและพยักหน้ารับหลายหน

การกระทำของอวิ๋นอวี้สวนทางกับความคิด เขาสังเกตพฤติกรรมของไมเคิลขณะรักษากิริยาท่าทางของตัวเอง ความจริงแล้วน้ำมนตร์นั้นมีฤทธิ์แรงพอจะทำให้เขารู้สึกอ่อนแอ

อวิ๋นอวี้สังเกตหนุ่มผู้กระตือรือร้นคนนี้ ถ้าเป็นร่างจริงของเขา เขากับไมเคิลก็น่าจะอายุไล่เลี่ยกัน อาจจะเพราะไมเคิลเกิดมาในฐานะนักบวช จึงถูกปลูกฝังความคลั่งศาสนามาตั้งแต่เด็ก

ไม่กี่เดือนก่อน ไมเคิลก็เพิ่งจะสั่งสังหารคนเกือบสามร้อยคน เพราะคนพวกนั้นไม่ยอมนับถือศาสนา แต่ในสายตาของไมเคิลแล้ว สิ่งที่เขาทำคือความยุติธรรมสูงสุด เพราะเขาไม่เข้าใจอีกด้านเลย

บางทีอวิ๋นอวี้ก็สงสารชายคนนี้ ตอนนี้ไมเคิลดูช่างไร้เดียงสาขณะอธิบายทุกอย่างภายในวิหารนี้อย่างขะมักเขม้น ความไร้เดียงสาและความกระฉับกระเฉงของวัยเยาว์ปรากฏอย่างชัดเจน

อวิ๋นอวี้เผลอลูบหัวของไมเคิล ไมเคิลจึงหยุดชะงัก เงยหน้ามองดยุก “ท่านทำอะไร”

อวิ๋นอวี้ดึงมือออกทันที “ม…ไม่มีอะไร”

ไมเคิลจ้องมองดยุกเขม็ง ทว่าดยุกบ่ายหน้าหนีเลี่ยงสายตาเขา

สายตาอวิ๋นอวี้เหลือบไปเห็นห้องที่อยู่สุดทางเดินทันที อวิ๋นอวี้รู้สึกได้ถึงรังสีความร้อนมาจากห้องนั้น

‘นั่น…ห้องของนักบุญหญิงหรือ’

เมื่อเห็นสายตาดยุกไปหยุดอยู่ที่ห้องหนึ่ง ไมเคิลก็เอาตัวเข้ามาบังสายตาอวิ๋นอวี้ ท่าทีไร้เดียงสาและเยาว์วัยหายไปแล้ว กลายเป็นสีหน้ามืดมนและกดดันราวจะกลืนกินคนที่กล้าเข้าใกล้

“ห้องใครกัน”

“เขตหวงห้าม” ไมเคิลกล่าว “นี่คือห้องนักบุญหญิง ทุกคนห้ามเข้าใกล้ ท่านไม่คู่ควรจะมองห้องของนาง”

……………………………………….

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...