โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สุจิตต์ วงษ์เทศ /ต้นข้าวในทุ่งนา ถูกฆ่าด้วยเคียวเกี่ยวข้าว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ธ.ค. 2563 เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 12.30 น.
ลงแขกเกี่ยวข้าว เมื่อ 50 ปีมาแล้ว (ภาพของโสมนิมิตต์ พ.ศ.2512)

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ต้นข้าวในทุ่งนา

ถูกฆ่าด้วยเคียวเกี่ยวข้าว

 

ช่วงเวลาเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี ต้นข้าว “นาปี” ออกรวงเต็มท้องนา แต่ละรวงมีเมล็ดข้าวแน่นหนา และกำลังสุกเต็มที่เป็นสีเหลืองแก่ก่ำ

บรรดาชาวนาแต่โบราณกาลรู้ว่าถึงเวลาต้องเกี่ยวข้าวด้วยเคียวเพื่อเอาเมล็ดข้าวเปลือกเก็บไว้หุงหาพากันกินตลอดปี และเลือกสรรรวงที่มีเมล็ดข้าวงามๆ เก็บไว้เป็นพันธุ์ “ข้าวปลูก” ปีต่อไป

 

ฤดูกาลใหม่ ปีนักษัตรใหม่

ข้าวใหม่ที่ได้จากเกี่ยวข้าวเป็นผลผลิตใหม่ของชาวนาในสังคมเพาะปลูกยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว คนสมัยนั้นนับเป็น “ขึ้นฤดูกาลใหม่” และมี “ปีนักษัตรใหม่” จึงพร้อมกันยกเป็น “เดือนอ้าย” (หมายถึงเดือนลำดับที่ 1 ของปฏิทินทางจันทรคติ) ถือเป็นเริ่มความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหาร

“อ้าย” แปลว่าลำดับแรก หรือลำดับที่ 1 ตามประเพณีการนับของคนในตระกูลภาษาไท-ไต (ต้นตอภาษาไทย)

“ปีนักษัตร” เปลี่ยนตอนเดือนอ้ายซึ่งเป็นขึ้นฤดูกาลใหม่ของแต่ละปี เป็นปฏิทินดั้งเดิมของอุษาคเนย์รับจากจีน และตรงกับปฏิทินสากลราวเดือนธันวาคม (จึงไม่ได้เปลี่ยนปีนักษัตรช่วงสงกรานต์ตามที่เข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะแท้จริงแล้วสงกรานต์เป็นวัฒนธรรมอินเดียช่วงเปลี่ยน “ศักราช”)

 

ต้นข้าวถูกฆ่า

เกี่ยวข้าว คือการฆ่าแม่ข้าวตายเป็นผีด้วยเคียวเกี่ยวต้นข้าวขาดจากกัน ตามความเชื่อว่าเมื่อถูกเคียวเกี่ยวขาดจะทำให้เลือดแม่ข้าวคลุกเคล้าดินแล้วหล่อเลี้ยงต้นข้าวเติบโตในการปลูกข้าวครั้งต่อไป (แม่ข้าว คือขวัญของต้นข้าวที่ถูกฆ่าตายเป็นผีด้วยเคียวเกี่ยวขาดจากต้นข้าว แล้วได้รับยกย่องเป็นเจ้าแม่)

ต้นข้าวสุดท้ายที่ถูกเคียวเกี่ยวขาดแล้วเอารวงข้าวไป ทำให้ขวัญข้าวไม่มีที่อยู่ จึงต้องอาศัยสิงสู่ข้าวตก (คือต้นข้าวที่ชาวนามองไม่เห็นหรือมองข้ามไป เกี่ยวไม่หมด จึงไม่ถูกเกี่ยว แล้วตกๆ หล่นๆ เหลือค้างคาท้องนา) ทั้งนี้ เป็นไปตามความเชื่อดั้งเดิมว่าต้นข้าวมีชีวิต (เหมือนคน) ต้นข้าวตาย ส่วนขวัญข้าวไม่ตาย เพียงเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิตอยู่ต่างมิติซึ่งจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็น

ชาวนาเก็บข้าวตกซึ่งมีขวัญข้าวสิงอยู่โดยรวมเป็นพุ่มเป็นมัด แล้วเชิญไว้ในที่พิเศษสำหรับทำพิธีกรรม และเป็นพันธุ์ข้าวปลูกในฤดูทำนาต่อไป

 

แม่ข้าว คือ “รวงข้าวตก”

รวงข้าวตก หมายถึง รวงข้าวที่ถูกชาวนาเกี่ยวแล้ว แต่ถูกทำตกทิ้งในท้องนา เพราะเก็บไม่หมด จึงต้องทำพิธีเรียกขวัญเพื่อเชิญแม่ข้าวไปในพิธีนวดข้าวและในพิธีขนข้าวขึ้นเก็บในยุ้งฉาง (หรือเล้า) แล้วเรียก “ข้าวขวัญ” มีคำบอกเล่าโดย “เสฐียรโกเศศ” สรุปดังนี้

เมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวออกจากรวงแรก ตอนนั้นขวัญของข้าวหนีไปสิงอยู่ในรวงที่สองซึ่งยังไม่ถูกเกี่ยว แต่เมื่อรวงข้าวที่สองถูกเกี่ยวอีกเมื่อนั้นขวัญข้าวหนีไปสิงรวงที่สามเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไป ฯลฯ ในที่สุดหนีไปจนมุมอยู่รวงสุดท้าย แต่แล้วรวงสุดท้ายก็ถูกชาวนาเกี่ยวไปจนหมด ทำให้ขวัญข้าวหนีไปสิงอยู่รวงข้าวตกก็รอดจากถูกเกี่ยวขาด ชาวนาเลยพร้อมใจกันยกย่องรวงข้าวตกเป็นแม่ข้าว

การเกี่ยวข้าวของชาวนา เท่ากับชาวนาฆ่าแม่ข้าว หรือทำให้แม่ข้าวตาย เพื่อเอาเลือดกับเนื้อแม่ข้าวคลุกเป็นเนื้อดินท้องนาเป็นอาหารต้นข้าว เมื่อเพาะปลูกปีต่อไปต้นข้าวจะได้จำเริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงเอี้ยงดูจากเลือดและเนื้อของแม่ข้าว ขณะเดียวกันขวัญของแม่ข้าวจะสิงสู่อยู่ในต้นข้าวที่ปลูกใหม่ ครั้นถึงฤดูเก็บเกี่ยวแม่ข้าวจะถูกทำให้ตายเหมือนปีก่อนๆ จึงต้องมีพิธีทุกปี

[สรุปมาเรียบเรียงใหม่จากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของเสฐียรโกเศศ พิมพ์ในศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 4 เล่มที่ 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 84]

 

ข้าวหนีเคียว

“ขวัญข้าวหนีเคียวเกี่ยวข้าว” ต่อมาถูกเรียกสั้นๆ เป็นที่รู้กันต่อมาจนทุกวันนี้ว่า “ข้าวหนีเคียว” ยังมีความทรงจำสืบเนื่องความเชื่ออยู่ในถ้อยคำทำขวัญข้าว (ร่ายยาว) มีตอนหนึ่งว่า

“ขวัญเอ่ยอย่าเลยหนีไปห่างไกล ขวัญแม่อย่าตกใจให้ฉุนเฉียว เมื่อเวลาเขาตรงลงเคียวเกี่ยวกระหวัด แล้วมัดควบรวบรัดผูกเป็นกำ” (จากหนังสือ ประชุมเชิญขวัญ รวบรวมโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา พิมพ์ในงานปลงศพฯ พ.ศ.2474 หน้า 63)

เมื่อเกี่ยวเสร็จแล้ว เดือนอ้าย (ธันวาคม) จึงได้ “แม่ข้าว” ตามความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกิจกรรมต่อเนื่องไปอีกโดยไม่มีกำหนดเวลาตายตัว แต่จะเหลื่อมหรือทับซ้อนเวลากันก็มี ตลอดราว 3 เดือน คือ เดือน 1, 2, 3 เป็นงานเกี่ยวข้าว, นวดข้าว, เก็บข้าวใส่ยุ้งแล้วทำขวัญข้าว

 

เกี่ยวข้าว

การเกี่ยวข้าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ดังนี้

  • เมล็ดข้าวเต็มรวง หมายถึงการกำเนิดของข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักเลี้ยงคนให้มีชีวิตตลอดปี
  • การออกรวงของต้นข้าวตามกำหนดปีครั้งละอย่างสม่ำเสมอ เท่ากับเป็นช่วงเวลาได้ผลผลิตใหม่ที่จะเลี้ยงคนให้มีชีวิตตลอดฤดูกาล จึงถูกกำหนดเป็นเดือนแรกเรียก “เดือนอ้าย” (แปลว่า เดือน 1) ขึ้นฤดูกาลใหม่ ที่ต่อไปเรียก “นักษัตรใหม่” ส่วนคำว่า “เข้า” (คำเดิมของข้าว) มีความหมายว่า “ปี” (มี 12 เดือน หรือ 365 วัน)

 

เพลงเกี่ยวข้าว ไม่เล่นขณะเกี่ยวข้าว

ถ้าการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวมีจริงสมัยนั้น ชาวนาทุกคนก็เล่นร่วมกันทั้งชุมชนหลังเกี่ยวข้าวเสร็จหมดทุกแห่งแล้ว (ไม่ใช่การแสดงให้คนดูอย่างที่เข้าใจทุกวันนี้)

หญิงชายทุกคนร่วมกันเล่นเป็นพิธีกรรมเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์และจำเริญพืชพันธุ์ธัญญาหารตามความเชื่อในศาสนาผี เพราะเกี่ยวข้าวคือการฆ่าแม่ข้าวเอาเลือดหล่อเลี้ยงต้นข้าวเติบโตที่จะมีกำเนิดอีกในปีต่อไป ดังนั้น ต้องร่วมกันเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันด้วยถ้อยคำเชิงสังวาส แสดงสัญลักษณ์การสมสู่เพื่อการกำเนิด (ถ้าไม่มีสมสู่ ก็ไม่มีกำเนิด)

ตำราบางเล่มบอกว่าเมื่อถึงหน้าเกี่ยวข้าว ชาวนาสมัยก่อนเล่นเพลงเกี่ยวข้าวหรือเต้นกำรำเคียวขณะ “ลงแขก” เกี่ยวข้าว เพื่อความสนุกสนานร่วมกันตามวิถีชาวนา แต่ชีวิตจริงของชาวนาไม่พบว่าเป็นอย่างตำราบอกไว้

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...