โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ไม้สัก" มีค่าถึงขั้นเป็น "ส่วย" แทนทองคำ ทั้งยังเกี่ยวพันกับการตั้ง "กรมป่าไม้"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2567 เวลา 05.51 น.
ซุงไม้สักที่มัดเป็นแพล่องลงมาตามแม่น้ำ (ภาพจาก

ไม้สัก เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยมานับร้อยๆ ปี และครั้งหนึ่งก็เคยมี “ส่วยไม้สัก” ที่หัวเมืองเหนือส่งให้กรุงเทพฯ แทนทองคำ แสดงถึงบทบาทของไม้สักในฐานะของมีค่า นอกจากนี้ ไม้สักก็ยังมีความเชื่อมโยงกับการก่อตั้ง “กรมป่าไม้” ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ. 2439 และโปรดฯ ให้สังกัดกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย

ในอดีต บทบาทของไม้สักตามข้อมูลที่ ดร.สุรีย์ ภูมิภมร ค้นคว้าและเรียบเรียงเกี่ยวกับต้นไม้ต่างๆ รวมทั้งต้นสักไว้ใน “พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย” กล่าวถึงต้นสักหรือไม้สักตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงยุครัตนโกสินทร์ สรุปได้ดังนี้

เริ่มจากสมัยสุโขทัย ต้นสักเป็นพืชที่ปลูกได้ทั่วไป แต่ศิลาจารึกสุโขทัยกลับบันทึกถึงต้นไม้อื่นเป็นส่วนใหญ่ โดยมากเป็นต้นโพธิ์และไม้ผลต่างๆ มีเพียงศิลาจารึกวัดเสมา สุโขทัย ที่บาทหลวงสมิธค้นพบ ซึ่งกล่าวถึงไม้สักไว้ตอนหนึ่งว่า “ต้องการไม้สักตำลึงหนึ่งเพื่อบูชาครู” นอกจากนี้ก็พบไม้สักในรายการเครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปประเทศจีน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นยุคทองของ “ไม้ฝาง” ลูกค้าสำคัญในเวลานั้นคือญี่ปุ่น ที่ใช้ไม้ฝางทำเฟอร์นิเจอร์และสีย้อมผ้าไหม รายงานของแคมป์เฟอร์บันทึกเกี่ยวกับไม้ฝางว่า โกดังสินค้าของชาวดัชต์มีแต่ไม้ฝางกองอยู่มาก ในช่วงนั้นตลาดมีความต้องการไม้ฝางมาก ส่วนไม้สักนั้นในยุโรปนำไปทำเฟอร์นิเจอร์แล้ว แต่การส่งออกไม้สักของอยุธยามีน้อยมาก

การค้า “ไม้สัก” เริ่มเฟื่องฟูในสมัยกรุงธนบุรี มีคนพม่าเข้ามาทำไม้ในภาคเหนือของไทย โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าครองนคร เนื่องจากพม่าปิดป่าไม้สัก ช่วงนี้เองที่ฝรั่งจากพม่าและอินเดียเข้ามาทําไม้ในเมืองไทย แต่คนยุโรปก็ยังรู้จักเฉพาะไม้สักอินเดีย การทําไม้สักยุคนี้มีข้อจํากัดและระเบียบที่ยุ่งยากจากฝ่ายรัฐบาลและเจ้าครองนคร ช่วงเริ่มต้นการทําไม้สัก ฝรั่งจึงว่าจ้างคนจีน คนพม่า และคนเหนือ มาช่วยดําเนินงานแทน

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การทําไม้สักยังคงอยู่ในมือของคนจีนและคนพม่า ธุรกิจการค้าไม้สักเป็นของคนจีน ส่วนการทําไม้ การชักลากไม้ เป็นของคนพม่า โดยในปี 2326 การค้าขายไม้สักของไทยมีมูลค่าปีละไม่เกิน 630,000 บาท เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ยังล้าสมัย เงินทุนมีจํากัด และยังไม่มีการส่งออก

ต่อมาไม้สักมีราคาสูงขึ้น บริษัทยุโรปจึงสนใจที่จะทําไม้เสียเอง จนบางครั้งเกิดการแย่งป่าสัมปทาน ต้องแบ่งป่าสัมปทานให้เล็กลง จนสร้างปัญหาให้ผู้ได้รับสัมปทาน ขณะที่ผู้ได้รับสัมปทานก็ทําไม้เกินกําลังผลิตของป่า มีการตัดไม้ออกมากจนยากที่ผู้ครองนครจะควบคุมได้

พ.ศ. 2372 สมัยรัชกาลที่ 3 จดหมายเหตุฉบับที่ 1/1191 ระบุว่า ได้ตั้ง “ขุนจําเริญรักษา” เป็นเจ้าภาษีไม้ขอนสัก โดยครอบคลุมถึงไม้ตะแบก ตะเคียน ยาง และไม้อุโลก สะท้อนถึงความสำคัญของไม้สักในฐานะพืชสร้างมูลค่า

ต่อมาในปี 2388 หัวเมืองฝ่ายเหนือส่งไม้สักเป็น “ส่วย” แทนทองคําให้กรุงเทพมหานคร นับว่าไม้สักมีคุณค่าสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ จดหมายเหตุ ฉบับที่ 16/1204 มีบันทึกเรื่องการติดสินบนเจ้าพนักงานของฝรั่งที่เมาะลําเลิง เพื่อขอตัดไม้ขอนสักที่อยู่ปลายเขตแดนเมืองเชียง ใหม่ เมืองลําพูน เมืองตาก และเมืองระแหง

เวลานั้นป่าส่วนใหญ่ที่มีการทําไม้เป็นป่าของเจ้าครองนคร เช่น เจ้าทิพไกสร เป็นเจ้าของป่าเมืองปายและป่าแม่ฮ่องสอน เจ้ามะโหตรประเทศ เป็นเจ้าของป่าขุนยวมและป่าเมืองยวม พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นเจ้าของป่าแม่แหยะ ป่าท่าตาฝัง และป่าท่าสองยาง ใครที่เข้าไปตัดไม้ในเขตป่าเหล่านี้จะต้องจ่ายเงินค่าตอต้นละ 3-5 รูปี (การทํากิจกรรมไม้ในช่วงนั้นจะจ่ายเงินอินเดีย) หากเจ้าของป่ามีอันเป็นไป ก็จะตกเป็นของลูกหลาน

การขออนุญาตทําไม้สักนั้น ผู้ขออนุญาตจะติดต่อกับเจ้าของป่า หากตกลงกันได้ก็ทำหนังสือสัญญาไว้ในใบลาน สัญญาทําไม้จะระบุพื้นที่ที่ให้ทําไม้เท่านั้น มิได้ระบุปริมาณไม้สักที่จะอนุญาตให้ตัด ผู้รับอนุญาตจึงพยายามที่จะกอบโกยผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ ส่วนการชําระเงินค่าตอของการทําสัมปทาน เงินที่ได้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เจ้าครองนครได้ส่วนหนึ่ง, เจ้าของป่าได้อีกส่วนหนึ่ง และเจ้าพนักงานที่ไปเก็บเงินค่าตออีกส่วนหนึ่ง

รูปแบบของการเก็บค่าตอยังคงถือปฏิบัติเรื่อยมา จนปี 2416 มีการปรับปรุงค่าตอเสียใหม่ เมื่อพระนริทราชเสนี ข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ ขอขึ้นค่าตอเพื่อมอบให้รัฐบาลกลาง เช่น ที่ป่าแม่ยวมจะมีขึ้นอีก 3 สลึง ส่วนป่าแม่ปาย, ป่าท่าตาฝัง, ป่าท่าสองยาง และป่าแม่เมยให้ขึ้นอีก 2 รูปี

หลังจากนั้นมา รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ก็ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในการทำป่าไม้มากขึ้น

ปี 2417 สมัยต้นรัชกาลที่ 5 มีการตราพระราชบัญญัติรักษาเมือง จ.ศ. 1236 ว่าด้วยการอนุญาตทําป่าไม้สัก ในปีเดียวกันนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงให้ตราพระบรมราชโองการว่าด้วยการภาษีไม้ขอนสักและไม้กระยาเลย จ.ศ. 1236 ว่าด้วยการออกอนุญาตไม้และจัดเก็บภาษีให้ได้ระเบียบและมาตรฐานเดียวกัน โดยให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ

หากมีผู้ใดสนใจทําไม้สักให้ติดต่อผู้รักษาเมือง หรือเจ้าครองนคร และขอสัตยาบันจากรัฐบาล เพื่อให้การเก็บเงินเข้าพระคลังมหาสมบัติเป็นไปอย่างมีระบบ ทางรัฐบาลกลางได้แต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เมืองเชียงใหม่ทําหน้าที่เก็บค่าตอ ขณะที่การทําไม้สักได้ขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลก็ได้ประกาศพระบรมราชโองการเรื่อง “ซื้อไม้ขอนสัก” พ.ศ. 2427, 2430

ขณะเดียวกัน กระแสการอนุรักษ์ป่าไม้ก็เริ่มเกิดขึ้น

ปี 2432 พระยาดํารงค์ราชพลขันธ์ ราชทูตสยามประจํากรุงเบอร์ลิน เสนอให้มีการปรับปรุงกิจกรรมป่าไม้เสียใหม่ ไม่ควรให้มีการทําไม้มากเกินไป และเสนอให้มีการจัดการป่าไม้และในพื้นที่ว่างเปล่า ปลูกป่าขึ้นมาใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้

ปี 2435 พระยาสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาการมณฑลพายัพ กําหนดให้แก้ไขสัญญาสัมปทานไม้สักใหม่อีกครั้ง ร่างสัญญาใหม่นี้ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ตัดไม้สัก 1 ต้น จะต้องปลูกไม้สักชดเชย 4 ต้น นับว่าสัญญานี้เริ่มมองเห็นความจำเป็นในการปลูกไม้สักขึ้นแทนไม้ที่ตัดไป แม้ในทางปฏิบัติจะค่อนข้างหละหลวม

ในช่วงนี้อังกฤษได้จ่ายเงินลงทุนในกิจกรรมทําไม้สักถึง 14 ล้านบาท ขณะนั้นสัดส่วนการทําไม้สักเป็นบริษัทไทยร้อยละ 48 บริษัทอังกฤษร้อยละ 42 และอีกร้อยละ 10 เป็นของบริษัทที่ฝรั่งเศสหนุนหลัง ขณะเดียวกันราชสำนักสยามก็เริ่มใช้ชาวต่างชาติในกิจการป่าไม้

หมอเอ็ม.เอ. ชิค (Dr.M.A. Cheek) ชาวอเมริกัน นายแพทย์ที่ทำกิจการป่าไม้จนร่ำรวย หมอชิคมีความผูกพันกับรัฐบาลสยาม และได้รับมอบหมายให้ดําเนินการค้าไม้สักไทยในตลาดต่างประเทศ และชักชวนให้บริษัทในยุโรปเข้ามาทํากิจกรรมป่าไม้สัก ได้เอาเงินในพระคลังเข้าทํากิจกรรมป่าไม้ แต่การบริหารหย่อนยานจนต้องริบไม้ที่ทําเป็นของหลวง จนเป็นที่มาให้เกิดความคิดที่จะให้กิจกรรมป่าไม้ทั้งหมดเป็นของรัฐ

นายเอฟ. เดอ แคสเตน สกอยด์ (Mr.F. de Castenskiold) ครูชาวเดนมาร์กของกองทหารวัง รัฐสยามจ้างให้ช่วยจัดการเก็บไม้และทําป่าไม้ที่ล้มเหลวของหมอชิค ไปช่วยพิจารณาจัดการกิจกรรมป่าไม้ภาคเหนือ แต่สิ้นชีวิตระหว่างการเดินทางเสียก่อน

ปี 2438 รัฐสยามว่าจ้าง นายเอช.เอ. เสลด (Mr.H.A. Slade) นายเสลดสำรวจป่าไม้ของไทยอยู่ 4 เดือน 29 วัน และเขียนรายงานถวายกรมหมื่นดํารงราชานุภาพ มีข้อความที่น่าสนใจว่า

“…ป่าไม้ทั้งหลายนั้นควรต้องถือว่าเป็นทุนทรัพย์ของหลวงที่ได้ลงทุนไว้แล้วในกาลก่อนช้านาน เพื่อให้เป็นผลประโยชน์แก่คนที่เกิดในชั้นหลัง เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานป่าไม้จะต้องระวังรักษาทุนทรัพย์ของเดิมนี้ไว้ให้ดี จัดให้ได้ประโยชน์เป็นกําไรให้ได้มากตามแต่จะจัดได้ เก็บกินแต่กําไรไปเท่านั้น ไม่มีอํานาจที่จะจับต้องทุนทรัพย์ของเดิมนั้นได้เลย…”

นายเสลดแนะนําให้ตั้งกรมป่าไม้และเก็บค่าตอ ให้ออกพระราชบัญญัติป่าไม้ ยุติการรับเช่าทําไม้นอกจากจะจําเป็นจริงๆ

ในวันที่ 18 กันยายน ปี 2439 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 62/385 ถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เมื่อครั้งดํารงพระยศเป็นกรมหมื่นดํารงราชานุภาพ ทรงเห็นว่าความคิดของนายเสลดนั้นเป็นความถูกต้องดีแท้ทุกประการ ทรงเสนอว่า เรื่องกรมป่าไม้นั้นเป็นตกลงให้ตั้ง และให้นําร่างพระราชบัญญัติการป่าไม้เสนอที่ประชุมรัฐมนตรี

เพราะ “ไม้สัก” จึงนำสู่การก่อตั้ง “กรมป่าไม้” สํานักงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดูแลรับผิดชอบการทําไม้สัก ภายหลังกรมป่าไม้จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

ดร.สุรีย์ ภูมิถาวร. พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย, สำนักพิมพ์มติชน มกราคม 2548

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 มิถุนายน 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไม้สัก” มีค่าถึงขั้นเป็น “ส่วย” แทนทองคำ ทั้งยังเกี่ยวพันกับการตั้ง “กรมป่าไม้”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...