โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านขนมนันทวัน 19 ปีความอร่อยแห่งเมืองเพชร กับความท้าทายในยุคขนมไทยไม่อินเทรนด์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ส.ค. 2563 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2563 เวลา 12.56 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง/ภาพ

เมื่อไปเยือนเมืองเพชรบุรี ชะอำ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก่อนกลับก็คือ แวะร้านขนมหวานสักร้าน เพราะเพชรบุรีเป็นเมืองแห่งขนมหวานและน้ำตาลโตนด ถ้าไม่ไปถึงถิ่น หรือผ่านไปผ่านมาแล้วไม่มีขนมติดไม้ติดมือกลับมา อาจจะโดนว่าเอาได้ว่า “ไปไม่ถึงเพชรบุรี”

ในบรรดาร้านขนมหวานมากมาย หนึ่งร้านขนมและของฝากที่อยู่ในใจลูกค้าก็คือ“บ้านขนมนันทวัน” ที่เจ้าของร้านบอกว่า ลูกค้าที่ร้านค่อนข้างต่างจากลูกค้าร้านอื่นตรงที่ไม่ใช่ลูกค้าที่มาเที่ยวกับทัวร์ แต่เป็นลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่ไปเที่ยวกันเอง ซึ่งทางร้านเรียกว่า“รถบ้าน”

บ้านขนมนันทวันก่อร่างขึ้นมาในห้วงเวลาของวิกฤตต้มยำกุ้ง และกำลังจะมีงานฉลองก้าวสู่ 20 ปีในช่วงปลายปีนี้ ก็มาเจอกับวิกฤตโควิด-19 ซะก่อน

สุพจน์ เพชราภิรัชต์ เจ้าของบ้านขนมนันทวัน บอกเล่าจุดเริ่มต้นของบ้านขนมแสนอร่อยให้ฟังว่า ก่อนหน้าจะทำร้านขนม เขาทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และรถบรรทุกแบรนด์ฮีโน่ แต่เนื่องจากในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งกระทบตลาดรถยนต์เสียหายหนักมาก ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์อยู่ในขั้นแย่ นันทวัน เพชราภิรัชต์ ภรรยาของเขา (เสียชีวิตไปแล้ว) จึงเสนอไอเดียว่า อยากทำร้านขนม เป็นช่องทางหารายได้อีกทางหนึ่ง

ในตอนแรกคิดว่าจะทำเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ แต่ด้วยความที่ที่ดินอยู่ริมถนนเพชรเกษม ถ้าจะทำเล็ก ๆ ก็เสียดาย จึงปรับเปลี่ยนแบบออกมาเป็น 2 อาคาร และมีลานจอดรถตรงกลาง บนพื้นที่รวม 2 ไร่ การก่อสร้างร้านแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการด้วยเงินลงทุน 15 ล้านบาทในสมัยนั้น

เรื่องการทำขนม นันทวัน ผู้เป็นลูกสาวของเจ้าของร้าน”เอกชัย สาลี่สุพรรณ” ได้นำองค์ความรู้ด้านการทำขนมที่ฝึกหัดร่ำเรียนจากคุณแม่นฤมลมาคิดเมนูและลงมือทำเองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมที่เป็นผู้ร่วมบุกเบิก ส่วนสุพจน์ก็ช่วยจัดวางสินค้าในร้าน เป็นการเริ่มต้นที่ทำกันเอง รวมพนักงานขายแล้วใช้คนราว 10 คนเท่านั้น

ด้วยความที่ตั้งคอนเซ็ปต์ตั้งแต่แรกว่าจะให้เป็นบ้านไม่ใช่ร้าน จึงออกแบบอาคารให้รูปทรงเหมือนบ้านหลังใหญ่ ๆ และแทนที่จะตั้งชื่อว่า ร้านขนมนันทวัน ก็เป็นบ้านขนมนันทวัน

2-3 ปีแรกหลังจากเปิดร้านในช่วงปลายปี พ.ศ. 2544 ผลตอบรับยังไม่ดีอย่างที่หวังไว้ “ปีแรกคุณนันทวันร้องไห้ทุกวัน เพราะมันขาดทุนทุกวัน ขายได้วันละ 2,000-3,000 วันอาทิตย์ได้สัก 10,000 บาท อยู่ลำบากในช่วง 2-3 ปีแรก” สุพจน์เล่า

เขาเล่าต่ออีกว่า โชคดีที่เปิดร้านได้ปีกว่า ๆ ม.ร.ว.ถนัดศรีมาแวะที่ร้านแล้วเขียนแนะนำลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์และหลังจากนั้นคุณชายถนัดศรีก็แวะที่ร้านบ่อย ๆ จนเป็นที่มาของการที่บ้านขนมนันทวันได้ป้าย “เชลล์ชวนชิม” กว่า 10 ป้าย ซึ่งเมนูแรก ๆ และเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือ เค้กกล้วยตาก และเค้กฝอยทอง

หลังจากนั้น บ้านขนมนันทวันก็ขยายใหญ่โตขึ้น มีการซื้อที่ดินเพิ่มลึกเข้าไปด้านหลัง และสร้างโรงงาน แล้วขอการรับรองมาตรฐานการผลิตของเยอรมนีที่ต้องผ่านการควบคุมตรวจสอบคุณภาพอย่างโหดหินมาก

นอกจากร้านขนมก็มีร้านอาหารไทย “นั่งกินลมชมเขาวัง”และร้านกาแฟ “กาเฟสถาน” เปิดตามมา ในพื้นที่เดียวกัน และล่าสุด ลูกสาวผู้เรียนเชฟจากเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตและเคยทำงานในร้านอาหารที่ประเทศฝรั่งเศสได้เปิดร้านอาหารฝรั่งชื่อร้าน “บุษยา” เพิ่มมาอีกหนึ่งร้าน

พูดถึงเฉพาะร้านขนมและของฝากนั้น ขนมที่ขายในร้านเป็นของบ้านขนมนันทวันเองประมาณ 70 รายการ นอกจากนั้นเป็นของที่รับฝากขาย รวม ๆ แล้วก็มากกว่าหลายร้อยรายการคิดเป็นสัดส่วนขนมที่ทำเอง 35% และขนมที่รับฝากขายอีก 65%

สุพจน์บอกว่า จุดเด่นของแบรนด์บ้านขนมนันทวัน คือ คุณภาพ ตั้งแต่คุณภาพ-มาตรฐานของโรงงาน คุณภาพสูตรและความพิถีพิถันในการผลิต การพัฒนาสินค้าทุกตัวจะต้องผ่านการลงคะแนนของคณะกรรมการทั้ง 10 คนด้วยคะแนนแบบเอกฉันท์เท่านั้น จึงจะถือว่าผ่าน ส่วนสินค้าที่ฝากขายก็ต้องผ่านการเคาะของคณะกรรมการก่อนเช่นกัน ที่สำคัญคือ ขนมทุกอย่างของบ้านขนมนันทวันไม่มีการใส่สารกันบูด ซึ่งเป็นเหมือนคำสัญญาที่ให้กับลูกค้าว่า ถ้าเข้ามาที่นี่ ลูกค้าสบายใจได้ว่าไม่มีสารกันบูดแน่นอน

เขายกตัวอย่างความพิถีพิถันในการรักษาคุณภาพสินค้าว่า อย่างขนมชั้นจะต้องทำให้ได้ 11 ชั้นทุกวัน ซึ่งเทคนิคการทำยาก ต้องใช้ความพิถีพิถันมาก หากวันไหนเกิดความผิดพลาด ทำไม่ได้ 11 ชั้น ก็จะนำมาขายในราคาสินค้ามีตำหนิ จะไม่เอาขนมชั้นที่ทำไม่ได้ 11 ชั้นมาขายราคาปกติเด็ดขาด “ถึงแม้ว่ารสชาติมันไม่ต่างกันหรอก แต่เทกซ์เจอร์ที่สัมผัสเวลากินมันต่าง”

อย่างที่บอกว่า คอนเซ็ปต์ของร้านคือ ความเป็นบ้านขนม ไม่ใช่ร้าน นั่นมาจากการที่เจ้าของตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้แต่แรกว่าจะโฟกัสที่กลุ่มรถบ้านคือ คนที่เดินทางท่องเที่ยวเองด้วยรถส่วนตัว ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากับรถทัวร์

ข้อดีและถือเป็นข้อได้เปรียบของการเจาะกลุ่มลูกค้ารถบ้านคือ ลูกค้ากลุ่มนี้เป็น repeat customer ที่กลับมาซื้อซ้ำอย่างคนที่ไปเที่ยวหัวหินบ่อย ๆ ก็จะแวะที่ร้านทุกครั้ง ซึ่งข้อมูลนี้ได้มาจากการที่ร้านมีระบบบัตรสมาชิกที่ระบุได้ว่าลูกค้าของร้านเป็น repeat customer มากถึง 30-40%

สุพจน์เปิดเผยว่า หลังจาก 3 ปีแรกที่ขาดทุน กราฟผลประกอบการของบ้านขนมนันทวันก็เป็นขาขึ้นเรื่อยมา จนมาถึงช่วงพีกในปี พ.ศ. 2558-2559 หลังจากช่วงปลายปี 2559 มาถึงช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดเป็นช่วงที่สถานการณ์ทรง ๆ ต้องประคับประคองไม่ให้กราฟตกลง

มาถึงปีนี้ ก็ถึงจุดที่สุดจะต้านทานได้ เหตุจากโควิด-19พ่นพิษตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงตอนนี้ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว การเดินทางลดน้อยลง ยอดขายของร้านก็ตกลงเช่นกันกับธุรกิจอื่น ๆ แม้จะขายออนไลน์ได้บ้าง แต่ก็ยังเป็นยอดขายที่เล็กน้อยมาก

เขาเปิดเผยว่า ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมถือว่าเป็นไฮซีซั่นของร้าน ซึ่งช่วงไฮซีซั่นนี้ ในภาวะปกติ บ้านขนมนันทวันจะทำยอดขายได้เดือนละประมาณ 10 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ สรุปยอดขายเดือนเมษายนหายไปมากกว่า 90% เหลือเพียง 1 ล้านกว่าบาทเท่านั้น

“เอาตัวเลขเดือนเมษายนมาดูแล้วส่ายหน้า มันเป็นช่วงหนึ่งเดือนที่ทรมานมาก เป็นหนึ่งเดือนที่ยาวนานมาก”

เมื่อขายได้น้อย ก็ต้องปรับลดการผลิตลง ซึ่งการปรับลดการผลิตก็กระทบไปถึงวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ วัตถุดิบบางอย่างที่สั่งมาแล้วก็ต้องแบกรับไว้ก่อน ในส่วนของสินค้าฝากขาย ปกติถ้าขายไม่ออก ร้านจะส่งคืนผู้ผลิต แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ทางร้านก็ไม่ได้ส่งคืน โดยยอมขายขาดทุน เพื่อให้สต๊อกนี้หมดไปให้ได้

“ตอนนี้เป็นเรื่องที่โหดร้าย แต่ก็โดนกันทุกคน ผมว่าตัวเราเองมีหน้าที่ปรับตัวให้ไปกับสถานการณ์ให้ได้”

แม้สถานการณ์จะยากลำบากอย่างไรก็ตาม สุพจน์ยังคงดูแลพนักงาน 130 คนให้สามารถประคับประคองชีวิตต่อไปได้ เขาให้พนักงานทำงานเดือนละ 15 วัน และยังจ่ายเงินเดือน 75% แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีการจ่ายโบนัสด้วยเมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของพนักงานที่เกรดเฉลี่ยมากกว่า 2.5 ขึ้นไป ซึ่งให้ต่อเนื่องมาแล้วหลายปี รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาที่มาทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านเกิน 1 ปีก็จะได้รับทุนนี้ด้วย

“เลี้ยง ๆ กันไป ตอนนี้ประคับประคองทุกส่วน” เจ้าของบ้านขนมนันทวันบอก

ถ้าตัดสถานการณ์โควิด-19 ออกไป พูดถึงเฉพาะภาวะปกติ ร้านขนมไทยก็เผชิญความท้าทายมากอยู่แล้ว ทั้งเรื่องตลาดที่แคบลง เพราะเทรนด์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมขนมฝรั่งและขนมญี่ปุ่นมากกว่าขนมไทยหลายเท่าตัว และเรื่องวัตถุดิบที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนของธรรมชาติ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขนมไทยไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ก็เพราะขนมไทยเต็มไปด้วยน้ำตาลและกะทิ ซึ่งไม่เป็นมิตรกับเทรนด์รักสุขภาพในปัจจุบัน

บ้านขนมนันทวันเองก็เล็งเห็นข้อจำกัดของขนมไทยที่ไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนวัยรุ่นและวัยทำงาน จึงพยายามปรับตัว อย่างเช่น ทำหม้อแกงหวานน้อย ทำหม้อแกงขนาดเล็กลง และมีการทำหม้อแกงกรอบ เพื่อให้เก็บรักษาได้นานและพกพาสะดวก

จากการพยายามจะปรับให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภค ก็พบปัญหาระหว่างทาง ซึ่งสุพจน์แชร์ให้ฟังว่า การทำขนมสูตรหวานน้อยให้คงรูปร่างหน้าตาดังเดิมนั้นยากมาก ทั้งยังต้นทุนสูงขึ้นกว่าสูตรหวานปกติราว 20% เขายกตัวอย่างที่เคยทำหม้อแกงหวานน้อย ลดน้ำตาลลง 20% เมื่อน้ำตาลหายไป 20% หม้อแกงก็จะไม่สามารถอยู่ในโครงสร้างและรูปร่างหน้าตาเดิมได้ จึงต้องเติมส่วนผสมอื่นทดแทนลงไป ถ้าเป็นหม้อแกงเผือกหวานน้อย ก็ต้องเติมเผือกแทนน้ำตาลที่หายไป ซึ่งต้นทุนราคาเผือกสูงกว่าราคาน้ำตาลมาก

เรื่องวัตถุดิบที่คุณภาพดีและวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างลูกตาล น้ำตาลโตนดที่มีผลผลิตไม่แน่นอน ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็เป็นความท้าทายของธุรกิจขนมอย่างมาก ไหนจะเรื่องการสต๊อกวัตถุดิบที่ออกเพียงฤดูกาลเดียวเอาไว้ใช้ตลอดทั้งปี ซึ่งมีต้นทุนการจัดการสต๊อกสูงอีก

ในอดีตขนมที่เป็นซิกเนเจอร์ของบ้านขนมนันทวันอย่างเค้กกล้วยตากก็ต้องเลิกผลิตไป เพราะไม่มีกล้วยตากที่มีคุณภาพเท่าเดิม เนื่องจากซัพพลายเออร์คนเดิมเลิกผลิตกล้วยตาก ส่งผลให้ร้านต้องเลิกทำเค้กกล้วยตากตามไปด้วย นี่เป็นตัวอย่างของความท้าทายด้านวัตถุดิบที่ร้านขนมต้องเผชิญและต้องจัดการให้ได้

อีกความท้าทายหนึ่งที่บ้านขนมนันทวันกำลังหาทางทำให้สำเร็จให้ได้ก็คือ การส่งขนมที่มีความต้องการสูง อย่างขนมหม้อแกง ซึ่งเป็นขนมที่อายุสั้นมากไปให้ถึงมือลูกค้าได้โดยยังคงสภาพดี ก่อนหน้านี้ใช้วิธีรับออร์เดอร์และหิ้วเข้ามาเองเวลาที่เจ้าของเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ แล้วค่อยไปใช้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหารให้ไปส่งที่บ้านลูกค้า ส่วนตอนนี้กำลังทดลองใช้บริการบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งที่เป็นรถห้องเย็น ยังไม่ทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องหาหนทางต่อไป

สำหรับแฟน ๆ ที่อยากกินขนมหม้อแกงก็อดใจรอกันก่อนนะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...