โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รถไฟฟ้า...มาช้านะเธอ สรุปปัญหา BTS ใครผิด ใครแพะ?

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 15.30 น.

โดย รุ่งนภา พิมมะศรี

เป็นปัญหาใหญ่ของชาวกรุงที่เดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เมื่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดปัญหาระลอกใหม่ (ก่อนนี้ก็มีปัญหาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเกิดถี่กว่าที่เคย ส่งผลให้การเดินรถล่าช้า ทำชีวิตคนกรุงป่วนต่อเนื่องหลายวัน ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้

วันแรกที่เกิดปัญหาการเดินรถล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ใช้บริการ บีทีเอสแจ้งสาเหตุที่รถไฟฟ้าขัดข้องว่า “เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง ทำให้ขบวนรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ” ก่อนจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้ระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง เพราะโดนคลื่นวิทยุสื่อสารรบกวน

“ระบบอาณัติสัญญาณ” คืออะไร ?

ก่อนจะเข้าประเด็นว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับปัญหานี้บ้าง มาทำความรู้จักกันก่อนว่า “ระบบอาณัติสัญญาณ” คืออะไร

ระบบอาณัติสัญญาณ คือ ระบบจัดความปลอดภัยในการเดินรถไฟ เป็นระบบกลไกสัญญาณไฟ หรือระบบคอมพิวเตอร์ในการเดินขบวนรถไฟแจ้งให้พนักงานขับรถทราบสภาพเส้นทาง เพื่อให้การเดินรถดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันบีทีเอสใช้ระบบอาณัติสัญญาณของ “บอมบาร์ดิเอร์” ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก โดยใช้คลื่นความถี่ 2400 MHz ในการสื่อสาร

*บีทีเอสเปิดประเด็น “โดนคลื่นสื่อสารรบกวน” *

หลังจากเกิดปัญหา บีทีเอสบอกว่าสาเหตุหลักที่การเดินรถและระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง เกิดจากบริษัทกำลังปรับเปลี่ยนระบบวิทยุสื่อสาร ซึ่งการปรับเปลี่ยนจะแล้วเสร็จในวันที่ 29 มิถุนายน

ขณะเดียวกัน บีทีเอสเปิดประเด็นว่า มีคลื่นวิทยุสื่อสารจากภายนอกที่ความเข้มสัญญาณสูงรบกวน โดยเฉพาะบริเวณสถานีพร้อมพงษ์ สถานีอโศก และสถานีสยาม ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อระหว่างสายสีลมและสายสุขุมวิท ทำให้บริเวณดังกล่าวไม่สามารถเดินรถได้ด้วยความเร็วตามปกติ

ชี้เป้าคลื่นรบกวนเป็นของ “ดีแทค”

จากนั้นมีข่าวออกมาว่า คลื่นที่ตรวจสอบพบว่ารบกวนระบบอาณัติสัญญาณของบีทีเอสนั้น เป็นคลื่น 2300 MHz ที่มีแรงสูงถึง 20 วัตต์ ซึ่งมี 2 เจ้าที่ใช้คลื่นนี้อยู่ คือ ดีแทค และทีโอที

จากนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ส่งรถตรวจสอบการใช้งานคลื่นความถี่วิทยุและการใช้งานโทรศัพท์ออกตรวจสอบสัญญาณในช่วงเช้าวันที่ 26 มิถุนายน และได้เชิญ ทีโอที ดีแทค และบีทีเอส เข้าร่วมประชุมหารือกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา

ปิดสัญญาณดีแทค แต่บีทีเอสยังขัดข้อง

หลังการประชุมหารือ บีทีเอสขยับไปใช้ช่วงคลื่นที่ไกลจาก 2300 MHz ที่คิดว่าเป็นสาเหตุ ฝั่งดีแทคชี้แจงว่า การใช้งานบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของดีแทค และทีโอที ไม่ได้ส่งคลื่นใด ๆ ออกมา นอกเหนือจากแบนด์วิดท์ที่ได้รับจัดสรรจาก กสทช. จึงไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้บีทีเอสขัดข้องตามที่เป็นข่าว

หลังจากร่วมประชุมและวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหา นำไปสู่การทดลองปิดเสาส่งสัญญาณดีแทค และทีโอที คลื่นความถี่ 2300 MHz ในวันที่ 29 มิถุนายน แต่ปรากฏว่าระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ยังขัดข้องอีก รูปการณ์จึงเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่า ดีแทค จะเป็นเพียง “แพะ”

*สรุปใครผิดอะไรตรงไหนบ้าง ? *

ดีแทคและทีโอที รีบให้พิสูจน์หลักฐาน และรอดตัว ได้ออกจากปัญหาไปก่อน ส่วนใครผิด ? แน่นอนล่ะว่า บีทีเอสยังไงก็แก้ตัวไม่ขึ้นสำหรับปัญหาและความบกพร่อง เพราะปัญหามันเริ่มจากบีทีเอสใช้คลื่นย่าน 2400 MHz เป็นคลื่นอันไลเซนส์แบนด์ ที่ไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องจ่ายค่าใช้คลื่น จึงเป็นคลื่นที่ใช้กันเยอะ ทั้งไวไฟ โทรศัพท์บ้านไร้สาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

บีทีเอสใช้คลื่นย่านนี้มานานหลายปี ก่อนที่ กสทช.จะเกิด ในยุคนั้นกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ดูแลคลื่นความถี่ พูดได้ว่าใช้ตามสะดวก ไม่ต้องขอ ไม่ต้องจ่าย ไม่มีใครกำกับดูแล

สรุป บีทีเอสผิดที่ 1.ไม่ลงทุนเช่าคลื่นความถี่เฉพาะ จึงต้องรับมือปัญหาที่ตามมา 2.ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ใช้คลื่นความถี่เฉพาะ เสี่ยงต่อการโดนคลื่นอื่นรบกวน แต่ก็ไม่ยอมลงทุนติดตั้งระบบป้องกันคลื่นรบกวน จึงเท่ากับว่าไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการให้บริการถึง 2 ชั้น (ยังไม่นับปัญหายิบย่อยอื่น ๆ) ล่าสุดหลังจากมีปัญหา บีทีเอสได้ซื้ออุปกรณ์รับส่งสัญญาณใหม่ และอุปกรณ์กรองสัญญาณเพื่อป้องกันคลื่นรบกวนจากภายนอก เป็นการแก้ไขปัญหาแล้ว ซึ่งทำช้าก็ยังดีกว่าไม่ทำ

หลังจากสรุปว่าบีทีเอสผิดอย่างไรแล้ว ดูข้อจำกัดของบีทีเอสบ้าง…

นอกจากคลื่นย่าน 2400 MHz แล้ว บีทีเอสยังมีคลื่นย่าน 800-900 MHz ที่ใช้เป็นระบบสื่อสาร trunk radio ซึ่งจ่ายค่าคลื่นให้ กสทช.ทุกปี แต่ที่ใช้คลื่นย่าน 2400 MHz ในการรับส่งในระบบอาณัติสัญญาณนั้นเป็นมาตรฐานของระบบบอมบาร์ดิเอร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้กัน หากต้องย้ายช่วงคลื่น บีทีเอสก็ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด เป็นเงินหลักพันล้าน ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่ซื้อระบบนี้มาก็ลงทุนไปมหาศาลแล้ว

นอกจากนั้น กรณีปัญหาบีทีเอสครั้งนี้ยังนำไปสู่การเปิดประเด็นใหญ่ และน่าสนใจกว่า คือ ปัญหานี้ทำให้รู้ว่าประเทศไทยไม่เคยมีการจัดสรรและสงวนช่วงคลื่นสำหรับกิจการขนส่งทางราง อย่างที่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่พัฒนากว่าเราเขามีกัน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนแม่บทใด ๆ สำหรับอนาคต มีเพียงการอนุมัติคลื่นสำหรับรถไฟความเร็วสูงเมื่อปีที่แล้ว

…และส่วนนี้จะเป็นความผิดใครอื่นไม่ได้ นอกจากภาครัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...