โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หนังตะลุง" ศิลปะที่สอนจริยธรรมนอกกรอบศาสนา กรณีศึกษาจากหนังตะลุง "น้องเดียว"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ก.พ. 2567 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2567 เวลา 00.20 น.
(ภาพประกอบ) การเล่นหนังตะลุง (ภาพจากหนังสือ วัฒนะรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

หนังตะลุง ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอัตลักษณ์/วัฒนธรรมอันแข็งทื่อของชาวใต้อย่างที่เคยเข้าใจ หากแต่ช่วยเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ของชาวใต้ด้วยการนำนวัตกรรมและโลกทัศน์สมัยใหม่เข้ามาสู่ภาคใต้ เช่น“หนังตะลุงน้องเดียว”

จริยธรรมที่หนังตะลุงน้องเดียวฯ เสนอจำนวนมาก มิได้มาจากศาสนาหรือนิทานพื้นบ้าน หากแต่เปิดพื้นที่ให้กับทุนนิยมและมองว่าจริยธรรมเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล (individualism) ที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพมากกว่าการเคารพผู้ใหญ่หรือความเชื่อทางศาสนา เช่น หนีตามผู้ชายดีกว่าแต่งงานอย่างถูกต้อง หลายผัวหลายเมียดีกว่ารักเดียวใจเดียว 7- Eleven ดีกว่าร้านขายของชำในชุมชน เป็นต้น

หนังตะลุง จึงไม่ใช่คู่ตรงข้ามของความเป็นสมัยใหม่ หากแต่เป็นเวที (platform) ในการนำเสนอความทันสมัยแก่ชาวใต้ การปรับตัวดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังตะลุงน้องเดียวฯ ได้รับความนิยมและการเติบโตนี้ก็สะท้อนว่า มโนทัศน์หรือวัฒนธรรมการเสพจริยธรรมของชาวใต้ได้เปลี่ยนไปแล้ว

“หนังตะลุง” กับศาสนา

หนังตะลุงเป็นการแกะหนังวัวเป็นรูปตัวละครสำหรับเชิด ซึ่งแพร่หลายในแหลมมลายูและชวา เรียกกันว่า Wayang Kulit โดย บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง (2558) เสนอว่า ในทางประวัติศาสตร์ หนังตะลุงคือเครื่องมือให้ความบันเทิงกับคนท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสอนศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับ อนุรักษ์ เจ้ยทอง (2551) ที่เสนอว่า นายหนังมักประยุกต์ใช้นิยายหรือคำสอนในทางพุทธศาสนาสอดแทรกเข้ากับการดำเนินเรื่อง กล่าวโดยสรุปคือ ในทางประวัติศาสตร์ การแสดงหนังตะลุงมีความเกี่ยวโยงกับศาสนา

อย่างไรก็ตาม หนังตะลุงยังให้ภาพคู่ตรงกันข้ามกับศาสนาได้ด้วย ขณะที่กระแสอิสลามานุวัตน์ (Islamization) แพร่หลายขึ้นในอุษาคเนย์ช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาจากการย้ายถิ่นไปศึกษาศาสนาในตะวันออกกลางและกลับมาเผยแพร่ศาสนาในดินแดนนี้ ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมได้ถูกวิพากษ์ว่าไม่มีความเป็นอิสลามแท้เป็นต้น กระแสอิสลามานุวัตน์จึงมีส่วนในการเปลี่ยนมโนทัศน์ทางศาสนาของคนในอาณาบริเวณนี้ (ทวีลักษณ์ พลราชม, 2559)

หนังตะลุงเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ให้ภาพความตรงกันข้ามกับอิสลามแท้ การที่ซูการ์โน (Sukarno) ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียประกาศใช้ปัญจสีละ (Pancasila) เป็นอุดมการณ์ของรัฐชาติแทนที่จะทำให้เป็นรัฐอิสลาม นักวิชาการมองว่า เพราะซูการ์โนเองมาจากครอบครัวมุสลิมชั้นสูง (Priyayi Muslims) ซึ่งไม่ได้เคร่งครัดในหลักศาสนาและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของชวา ซึ่งซูการ์โนมีความคลั่งไคล้ในหนังตะลุงอย่างมาก (Martin Ramstedt, 2004, p. 13)

ดังนั้น แม้จะมองว่าหนังตะลุงเป็นสิ่งที่ใช้สอนศาสนาพราหมณ์ พุทธและอิสลามดังที่เชื่อกัน แต่หนังตะลุงและศาสนาก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน บทความนี้เสนอว่า หนังตะลุงที่เติบโตในประเทศไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของหนังน้องเดียวลูกทุ่งวัฒนธรรม สะท้อนชัดว่า จริยธรรมที่หนังตะลุงสื่อออกมาจำนวนมากเป็นแนวคิดที่อยู่นอกกรอบศาสนาและที่ยิ่งกว่านั้นยังต่อต้านความเชื่อท้องถิ่นอีกด้วย

การเสนอแนวคิดใหม่ที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมนั้นดำเนินไปได้ด้วยการเสริมมุขตลกเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลาย หนังตะลุงได้ทำหน้าที่สื่อสมัยใหม่ที่สอนให้คนปรับตัวต่อทุนนิยมและเน้นระบบคุณค่าจริยธรรมเชิงปัจเจกนิยม มิใช่การตัดสินถูกผิดตามกรอบความเชื่อท้องถิ่นและศาสนา

“หนังตะลุงน้องเดียว” ลูกทุ่งวัฒนธรรม

บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง หรือนายหนัง น้องเดียว (ลูกทุ่งวัฒนธรรม) เป็นนักเชิดหนังตะลุงที่พิการทางสายตา เกิดเมื่อ พ.ศ. 2533 ที่จังหวัดพัทลุง เขาเริ่มฝึกการพากษ์หนังตะลุงจาการฟังเทปและเลียนเสียงตัวละครต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ น้องเดียวเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างร้องเพลงและต่อมาพัฒนาเป็นการเล่นหนังตะลุง เขาประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 20 ปีต้น ๆ และมีชื่อเสียงมากที่สุดในปัจจุบัน โดยวัดจากการรับงานซึ่งแทบไม่มีวันหยุด

ราคาในการรับหนังน้องเดียวขนาดจอเล็กยาว 5 เมตรอยู่ที่ 30,000 บาท และจอคอนเสิร์ตยาว 12 เมตรอยู่ที่ 60,000 บาท แบบหลังใช้โปรเจคเตอร์เพิ่มอีก 4 ตัว กล่าวคือ 2 ตัวส่องไปยังหน้าจอทั้งสองข้างเพื่อให้ภาพบริบทเรื่องราวที่หนังตะลุงกำลังเล่นอยู่ในขณะนั้น เช่น พระราชวัง ป่า วัด ฯลฯ อีก 2 ตัวฉายให้เห็นภาพด้านหลังจอเพื่อให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้านหลังฉาก มีเครื่องปั่นไฟเพื่อลดปัญหาไฟตกและรถหกล้อบรรทุกเก้าอี้เพื่อบริการผู้ชมตัวละ 20-50 บาท เขาได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากบริษัทบ้านดนตรี KOY และปุ๋ยไข่มุกตราเรือไวกิ้ง

นิยามวัฒนธรรมจากข้างล่าง

หนังตะลุงน้องเดียว ต่างจากหนังตะลุงคณะอื่น ๆ ตรงที่ไม่ใช้เวลาในการเล่นบทออกโรงนานเกินไป ซึ่งน้องเดียวเล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อ เพราะคนยุคปัจจุบันไม่ได้มีเวลาว่างมาก หากแต่ต้องรีบกลับไปพักผ่อนเพื่อทำงานและเรียนหนังสือในวันรุ่งขึ้น เขาจึงเริ่มเล่นตั้งแต่เวลา 20.00 น. และเลิกราวเที่ยงคืน ขณะที่หนังอื่น ๆ เริ่มราว 22.00 น. และเลิกประมาณตีสอง

น้องเดียวยืนยันว่าเขามิได้ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม เพราะเขาก็ยังใช้รูปฤษีและพระอิศวรเป็นตัวออกโรงแม้จะใช้เวลาเพียง 10 นาที มีการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น รุกขเทวดา นางเมขลา นางธรณี พระภูมิเจ้าที่ และพระรัตนตรัย การกล่าวถึงเทพเจ้าท้องถิ่นสะท้อนว่าหนังตะลุงผูกพันกับความเชื่อท้องถิ่นมากกว่าศาสนาใหญ่ ๆ

ต่อด้วยฉากที่นายหนังทักทายผู้ฟัง เขาพัฒนารูปหนังซึ่งทันยุคอยู่เสมอ เช่น โดเรมอน อุลตร้าแมน ตัวหนังตะลุงขี่ได้โนเสาร์ บ้างก็นั่งเฮลิคอปเตอร์บินลงมาจากด้านบนของจอ โดยพาดพึงถึงตำรวจว่า “เดี๋ยวนี้ตำรวจตั้งด่านเยอะจนเกินไป หากนั่งรถมาก็กลัวจะเสียเงินและเวลา” เขาได้รับการปรบมือและโห่ร้องต้อนรับอย่างล้นหลาม เพราะนวัตกรรมที่ใช้ดูแปลกใหม่และมุขที่สื่อออกมาตรงกับปัญหาที่ผู้คนประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน

น้องเดียวถูกตั้งคำถามว่าการปรับรูปแบบหนังตะลุงของเขาจะทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งเขาอธิบายว่า“วัฒนธรรมต้องดำเนินไปตามยุคสมัย ต้องมีทั้งคนเล่นและคนดู ไม่ใช่มีแต่ความดั้งเดิมแต่ไม่มีคนดู วัฒนธรรมต้องไม่มีแต่ชื่อ แต่ต้องจับต้องได้และดำรงอยู่จริง” (บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง: 2560) ความหมายของคำว่า วัฒนธรรม ของน้องเดียวจึงมีความเป็นพลวัตที่ต้องปรับตามวิถีของผู้คน ซึ่งต่างจากการนิยามแบบตายตัวของราชบัณฑิตยสภา (2555) ที่ว่า “วัฒนธรรมเป็นสิ่งดีงาม…เป็นความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน”

วัฒนธรรมในมิติหลังนี้สื่อนัยไปทางวัฒนธรรมของชาติที่เป็นสากลมากกว่าท้องถิ่น ขณะที่วัฒนธรรมของน้องเดียวหมายถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน สิ่งที่คนทั่วไปทำกันจนเป็นธรรมเนียมโดยไม่ต้องตัดสินว่าดีงามหรือไม่ก็จัดเป็นวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมการกิน การเที่ยวหรือการวิจารณ์ เป็นต้น นิยามนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในโลกสมัยใหม่เพราะเชื่อว่าค่านิยมของคนมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงไม่ควรถูกนิยามให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้อำนาจรัฐชาติ

หนังตะลุงเปิดรับวิถีทุนนิยม

น้องเดียวไม่เคยโจมตีทุนนิยมว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายในแบบที่ศาสนาเสนอ ในทางตรงกันข้าม เขาเน้นให้ผู้คนอยู่กับทุนนิยมและนำเอาวิธีให้บริการในรูปแบบใหม่มาประกอบธุรกิจ 7-Eleven เป็นตัวอย่างหนึ่งในการให้บริการที่สุภาพ โดยเปรียบเทียบกับร้านขายของชำในชุมชนที่เป็นบ้านสกปรก ไม่มีแอร์และยังจัดสินค้าไม่เป็นระเบียบ ราคาไม่ชัดเจน ที่ยิ่งกว่านั้น คนขายไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ เพราะบางคนเพิ่งทะเลาะกับสามี พูดไม่เพราะ และที่สำคัญร้านค้าเหล่านั้นไม่รู้จักเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

เป็นเหตุผลที่ถุงยางอนามัยไม่สามารถขายได้ เพราะหากสามีไปซื้อ คนขายก็จะเก็บเรื่องนี้ไว้บอกกับคนอื่น ๆ และภรรยาของคนนั้นว่า “เมื่อวานแฟนเธอมาซื้อถุงยาง เขาได้เอาไปใช้กับเธอหรือเปล่า” ซึ่งน้องเดียวมองว่า นี่เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวจนอาจทำให้สมาชิกในครอบครัวต้องทะเลาะกัน เขาแนะนำให้ร้านค้าเหล่านั้นปรับตัวตาม 7-Eleven คือทำหน้าที่บริการให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องสนใจอยากรู้เรื่องคนอื่น

น้องเดียววิจารณ์ข้าวหลามที่ขายในงานวัดว่ามีขนาดเล็กและแพงเกินไป เมื่อซื้อกระบอกใหญ่หลายครั้งก็กินไม่หมดและยากในการเก็บรักษา เขาเสนอให้ออกแบบกระบอกเหมือนลิปสติก ที่ใช้วิธีการหมุนเพื่อจะกินและสามารถหมุนเก็บกลับเข้าที่เดิมได้ และเลียบแบบการชิงโชคใต้ฝาเหมือนเครื่องดื่ม “อิชิตัน” แต่ไม่ใช่การลุ้นว่าจะได้รถเบนซ์หรือไม่ เป็นการลุ้นว่าข้าวหลามจะดิบหรือสุก มุขตลกเหล่านี้ถูกเพิ่มเข้าไปเพื่อลดความตึงเครียดของแม่ค้ารุ่นเก่าที่ถูกพาดพิงโดยตรง

หนังตะลุงสอนจริยธรรมนอกศาสนา

ทัศนะเรื่องหลายผัวหลายเมียถูกเน้นย้ำหลายครั้งในการแสดงของน้องเดียว เจ้าเมืองมีเมียน้อยหลายคนซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยของพระมเหสี แต่พระองค์ก็อธิบายว่าเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ต้องการของแปลกใหม่ การมีเซ็กส์เป็นคนละเรื่องกับความรัก นั่นคือแม้จะมีเมียน้อยจำนวนมาก แต่พระองค์ก็ยังรักมเหสีมากที่สุดและยังสามารถกลับวังตรงเวลาพร้อมทั้งบริหารบ้านเมืองได้ตามปกติ ซึ่งสุดท้ายพระมเหสีก็รับได้

ทำนองเดียวกันเมียของนายโถมีผัวใหม่ขณะที่ยังไม่ได้หย่าร้างกัน นายโถรับรู้และสนับสนุนให้เป็นเช่นนั้นเพราะตนต้องเป็นทหารรับใช้เจ้าเมืองซึ่งอาจไม่มีเวลาให้กับเมียได้มากพอ ขณะที่นายเท่งแย้งด้วยภาษิตท้องถิ่นว่า “หนามตอกเล็บ เห็บเข้าหู เมียคบชู้ มันช่างเจ็บปวด” นายแก้วเสริมว่า “ผัวเดียวเมียเดียว กลมเกลียวจนตาย ผัวมากเมียมาก ลำบากยากไร้” นายโถตอบว่า“นั่นไม่ใช่การคบชู้ เพราะชู้คือการคบหาโดยที่แฟนของอีกฝ่ายไม่ทราบ” โถมองว่าตนเป็นผัวผู้พี่ ส่วนผู้ชายอีกคนเป็นผัวผู้น้อง ต่างฝ่ายต่างช่วยให้เมียของตนมีความสุข ที่สำคัญ“การแต่งงานไม่ได้หมายความว่าร่างกายของผู้หญิงต้องตกเป็นของเรา เธอยังมีสิทธิที่จะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไรก็ได้และเราควรให้โอกาสกับเธอ ต้องยอมรับว่าผู้ชายหลายคนเป็นคนแก่ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ขณะที่ผู้หญิงยังมีความต้องการมาก” (บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง, 2555)

อาชีพทหารของนายเท่ง ยอดทอง หนูนุ้ย และโถ เป็นชีวิตที่ต้องเดินทาง คนเหล่านี้พบเจอผู้หญิงมากมายในต่างเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แม่หม้าย” การซื้อบริการหรือยอมเป็นผัวแม่หม้ายพร้อมกันหลายคนจึงเป็นเรื่องปกติ นอกจากน้องเดียวได้เสนอวิธีจีบสาวและทักษะในการรับมือกับผู้ชายแล้ว การใช้ถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่ถูกเน้นให้ต้องใช้ เขายังเสนอให้ทุกโรงเรียนมีบริการถุงยางหยอดเหรียญและให้ผู้หญิงทุกคนพกถุงยางอนามัยโดยไม่ต้องกลัวสังคมรังเกียจ จะเห็นว่า น้องเดียวไม่ได้สอนเรื่องความซื่อสัตย์ต่อคู่รักหรือศีล 5 ในกรอบศาสนา หากแต่สอนวิธีการมีเซ็กส์ที่ถูกต้องด้วยการป้องกัน และเซ็กส์เช่นนี้เป็นสิ่งที่รับได้ตราบที่ไม่ใช้กำลังขืนใจผู้หญิง

ลูกสาวของนายบองหลาหนีตามผู้ชายหลายครั้งจนเป็นที่นินทา หลายครั้งเธอเป็นเมียน้อย แต่บองหลาไม่ได้สนใจด้วยเหตุผลว่า อย่างน้อยเขามีทักษะในการใช้ชีวิต แม้จะไม่จบการศึกษาแต่เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่เคยของเงินพ่อแม่ เพราะหากไม่มี มันจะแอบขโมยของพ่อโดยไม่ต้องขอ (มุขนี้เสริมขึ้นมาเพื่อลดความกดดันอีกเช่นเคย) ลูกสาวมักได้ผัวรวยและส่งเงินให้พ่อใช้ ผัวคนปัจจุบันของเธอซื้อรถฟอร์จูนเนอร์ 4 ประตูให้กับพ่อตา บองหลากล่าวว่า “ลูกคนอื่นที่มีการศึกษาและแต่งงานตามกฎหมายไม่เห็นจะมีความสามารถทำเพื่อพ่อได้เท่ากับลูกกู บางคนชีวิตมันเองยังเอาไม่รอด ทุกอาชีพสำคัญในตัวมันเอง จึงไม่ควรดูถูกอาชีพผู้อื่น”

แนวคิดที่มองการใช้ร่างกายหาเงินว่าไม่ใช่สิ่งสกปรกเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการเป็นโสเภณีจะถูกมองในทางตรงกันข้าม คนเหล่านี้จึงต้องส่งเงินไปทอดกฐินที่บ้านและบวชชีเพื่อชำระภาพลักษณ์ของการเป็นโสเภณีที่ผิดศีลธรรมอันดี (สุรางค์ อาจณรงค์, 2560) น้องเดียวเสนอว่า ศักดิ์ศรีของคนอยู่ที่การเลี้ยงชีพอย่างสุจริต สำหรับพ่อแม่ แค่ได้เห็นลูกมีกินมีใช้และมีความสุขก็ภูมิใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นใหญ่เป็นโต และน้องเดียวไม่ได้มองว่าสิ่งนั้นขัดต่อศีลธรรมหรือจารีตที่ดีงามจนต้องชำระด้วยศาสนา

ท้าทายระบบอาวุโสของสังคมไทย

น้องเดียวท้าทายระบบอาวุโสด้วยการชี้ให้เห็นว่าเด็กที่ฉลาดสามารถเอาชนะผู้ใหญ่ได้ด้วยตรรกะที่ดีกว่า เด็กสามารถพูดทุกเรื่องได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม เช่น เด็กบอกว่าไม่พอใจอย่างมากที่หนังตะลุงมาเล่นที่สนามโรงเรียน น้องเดียวก็ตอบว่า ทางคณะได้จ่ายเงินค่าดูแลสนามให้กับครูใหญ่ไปแล้ว แต่เด็กก็ยังแย้งว่า “ครูใหญ่ได้เงินไป แต่สุดท้ายก็มาบังคับให้พวกเราเก็บขยะอยู่ดี ทำไมน้าไม่ไปเล่นในวัดล่ะ พระจะได้ทำงานบ้าง” พระก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในฐานะคนทั่วไปโดยปราศจากความศักดิ์สิทธิ์ พระสามารถฉันมาม่าในกุฏิ ร้องเพลง (ได้ไพเราะมาก) และบางครั้งถูกยายแก่ข้างวัดขอ ID ไลน์เพื่อจะทักมาคุยในคืนที่นอนไม่หลับ สิ่งเหล่านี้เรียกเสียงหัวเราะได้มาก ซึ่งในชีวิตจริงน้องเดียวเองมีอัธยาศัยนอบน้อม เขาจะเข้ากราบและพูดคุยกับเจ้าอาวาสทุกครั้งก่อนเริ่มการแสดง

หนังน้องเดียวได้ปรับตัวอย่างมากทั้งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โปรเจคเตอร์ การผลิตรูปตัวละครใหม่ ๆ ที่ทันยุค ตลอดจนเนื้อหาที่ท้าทายกับจริยธรรมศาสนาและจารีตท้องถิ่น สิ่งนี้สะท้อนชัดว่า วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและคนที่จะทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมได้ดีต้องเป็นคนที่ปรับตัวตามยุคสมัยได้ มิใช่การผลิตซ้ำของเก่าโดยแยกขาดจากบริบททางสังคมจนผู้คนไม่ให้ความสนใจ

มโนทัศน์ของชาวใต้ก็มิได้คงที่หรือเป็นหนึ่งเดียว ในอดีตพื้นที่นี้เป็นเมืองท่าซึ่งรับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายผ่านการเดินทางของผู้คน (cosmopolitanism) และปัจจุบันภาคใต้ยังถูกเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นทั่วโลกผ่านอินเตอร์เน็ต การศึกษาวัฒนธรรมหรือกรอบคิดของชาวใต้จึงควรถูกมองว่าหลากหลาย อนึ่ง จริยธรรมที่น้องเดียวเสนอสะท้อนว่าคนใต้ไม่ได้เชื่อแบบเดียวและมิได้อยู่ในกรอบศาสนาหรือความเชื่อท้องถิ่นแบบที่เข้าใจกัน หากแต่มีการเปิดรับสิ่งใหม่และเป็นโลกวิสัยที่เน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในระดับที่มากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Ramstedt, M. (Eds). (2004). Hinduism in modern Indonesia: A minority religion between local, national and global interests. London, England: Routledge.

ทวีลักษณ์ พลราชม. (2559). อัตลักษณ์แบบผสมผสานกลายพันธุ์ของผู้หญิงมุสลิมปาตานี “สามรุ่น” ผ่านระบบการศึกษาแผนใหม่ระหว่าง พ.ศ. 2500-2525. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ ครั้งที่ 10 โรงแรมราชมังคลาสงขลาเมอร์เมด.

บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง. (2560). รายการ “แกะกล้า” ตอน นายหนังตะลุงตาบอดอัจฉริยะ. อมรินทีวี ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560.

บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง. (2555). หนังตะลุงเรื่อง “รักข้ามภพ”. แสดงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ที่อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช.

สุรางค์ อาจณรงค์. (2560). การสร้างอำนาจต่อรองของผู้หญิงขายบริการในเมืองชายแดน: ศึกษากรณีเมืองเบตง จังหวัดยะลา. ดุษฎีนิพนธ์ สาขาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

อนุรักษ์ เจ้ยทอง (2551). หนังตะลุงกับการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน: กรณีหนังตะลุง คณะสุรเชษฏ์บันเทิงศิลป์ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2555). วัฒนธรรม. เข้าถึงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561 จากเว็บไซด์ www.royin.go.th/?knowledges=วัฒนธรรม-๗-สิงหาคม-๒๕๕๕

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 สิงหาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “หนังตะลุง” ศิลปะที่สอนจริยธรรมนอกกรอบศาสนา กรณีศึกษาจากหนังตะลุง “น้องเดียว”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...