บทเรียนชีวิตจาก ‘แม่’ ที่ประทับใจคุณที่สุดคืออะไร
Mission To The Moon
อัพเดต 12 ส.ค. 2564 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2564 เวลา 13.00 น. • Tanyaporn Thasak‘แม่’ ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ทำอาหารอร่อยไม่เหมือนใคร
คนคนเดียวที่รู้เสมอว่า ‘ของที่เราหาไม่เจอ’ นั้นอยู่ตรงไหน
คนที่คอยดูแลทุกคน (และสัตว์ทุกตัว) ในบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
.
แม่ คนธรรมดาๆ ที่มาพร้อมกับพลังความรักอันยิ่งใหญ่
.
ในชีวิตนี้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากแม่ ทั้งเรื่องที่แม่สอนตรงๆ หรือเราแอบจำเอาเองอ้อมๆ ทั้งดีและไม่ดี ทั้งควรทำตามและไม่ควรทำตาม
.
ในบทความเรื่อง ‘Enduring Lessons From My Mom’
Debra Weiner ผู้เขียนได้แบ่งปันบทเรียนอันล้ำค่า ที่เหล่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเรียนรู้จาก ‘แม่’ ของพวกเขา
.
.
Creating Something Out of Nothing: รู้จักสร้างคุณค่าจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว
.
Nick Cave เติบโตในบ้านที่รัฐเป็นคนอุดหนุนให้ เขาเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 7 คน แถมลูกแต่ละคนยังห่างกันแค่ปีเดียว ครอบครัวของ Nick เป็นครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่าง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรเลย
.
เป็นเพราะแม่ของเขามอบประสบการณ์น่าอัศจรรย์ให้มากมาย ประสบการณ์ที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทองหรือของหรูหรา
.
แม่ของเขาเล่าให้ฟังว่าเย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกงาน เธอกลับบ้านมาและพบว่าไม่มีอาหารเหลือในตู้เย็นเลย นอกจากป๊อปคอร์น แต่เธอจะให้ลูกรู้ไม่ได้ว่าเราไม่มีอะไรกิน เลยดึงความสนใจด้วยวิธีอื่น
.
“เด็กๆ วันนี้เราจะฉลองกัน เราจะดูหนังและกินป๊อปคอร์นกันไปด้วย!”
.
Nick และพี่น้องต่างพากันตื่นเต้นจนไม่ทันสังเกตความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีอะไรกิน แต่เพราะการที่แม่เปลี่ยนสิ่งเล็กๆ อย่างป๊อปคอร์นให้กลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเช่นนี้แหละ เขาจึงเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี และเลือกที่จะจดจำเรื่องราวดีๆ ของแต่ละเหตุการณ์
.
นอกจากนั้น เวลาเขามอบของอะไรให้แม่ ถึงจะเป็นของเล็กๆ เธอมักจะตอบด้วยความดีใจและภูมิใจจนเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันยิ่งใหญ่มาก
.
หลังจากที่ฐานะของบ้านเขาดีขึ้นมาหน่อย ทุกๆ ครั้งที่แม่ของเขาทำอาหาร เธอจะทำเผื่อเพื่อนบ้านที่ฐานะไม่ค่อยดีอยู่เสมอ โดย Nick และพี่น้องจะเป็นคนนำอาหารใส่กล่องไปให้ครอบครัวนั้น
.
แม้ว่าบ้านเขาเองก็ไม่ได้มีเงินทองมากมาย แต่การที่เขาได้มีโอกาสส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้อื่นเช่นนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเองก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
.
“สิ่งเล็กๆ ก็พิเศษและมีคุณค่าได้” นี่แหละคือบทเรียนล้ำค่าที่แม่มอบให้
.
(Nick Cave เป็นศิลปินชาวอเมริกัน ผลงานของเขาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังมากมาย อย่าง MoMA, สมิธโซเนียน และ de Young)
.
.
The Courage to Change: กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
.
Deb Spera เล่าว่าแม่ของเธอติดเหล้า อาจเป็นเพราะว่าแม่ท้องเธอตอนอายุเพียง 16 และพ่อเธออายุเพียง 19 ทั้งสองหนีตามกันไปยังรัฐเทนเนสซีเพื่อแต่งงาน เพราะแถวบ้านไม่มีใครยอมให้พวกเขาแต่งกันเลย
.
อยู่กินกันเพียง 12 ปีพวกเขาก็แยกทาง แม่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน การงานก็ไม่มีทำ ทั้งคู่ประทังชีวิตด้วยแสตมป์แลกอาหาร (Food Stamps) แต่ทุกครั้งที่แม่ต้องไปแลกของกิน เธอจะสวมวิก สวมผ้าพันคอและแว่นตา เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าไม่มีเงิน
.
แม่เธอดื่มเยอะขึ้น Deb จำได้ว่าหลายครั้งแม่กลับบ้านทีก็แทบจะเช้าแล้ว อีกทั้งตอนเธออายุ 14 เธอจำได้ว่าแม่ของเธอพยายามที่จะจากโลกนี้ไป เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนเราถึงอยากทำอะไรเช่นนี้ จนกระทั่ง Deb โตขึ้นมา เธอจึงเข้าจะว่าแม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และหลายๆ ครั้งแม่ห้ามการกระทำของตัวเองไม่ได้
.
การโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบกับแม่ที่ติดเหล้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้จากแม่คือ ‘ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง’
.
ในที่สุดแม่ของเธอก็เลิกดื่ม เลิกสูบบุหรี่ เรียนจนได้วุฒิมัธยมปลาย และทำงานเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์จนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
.
Deb มองว่าถ้าคนที่ผ่านอะไรมาเยอะอย่างแม่เปลี่ยนได้ เธอคิดว่าเธอก็เปลี่ยนได้เช่นกัน
.
สิ่งแรกที่เธอเปลี่ยนคือเธอลาออกจากงานที่ทำให้เธอทุกข์ใจ และหันมาทำงานที่เธอรัก เธอเริ่มเขียนนวนิยายขนาดสั้น และพัฒนามาเป็นนิยายฉบับเต็มที่พึ่งตีพิมพ์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน
.
อีกสิ่งที่เธอเปลี่ยนคือความคิดเธอ จากอดีตเธอมักจะมองว่าเธอเป็น ‘เหยื่อ’ จากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า คนเราเลือกได้ว่าจะยึดติดอยู่กับอดีตหรือปล่อยมันไป
.
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองมากๆ ในการตระหนักถึงพฤติกรรมของตัวเองและพยายามเปลี่ยนตัวเอง อย่างที่แม่ของ Deb ทำ
.
เห็นสิ่งที่ไม่ดีและพยายามเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่านี่แหละเรียกว่า ‘ความกล้า’
.
(Deb Spera นักเขียนเจ้าของหนังสือเรื่อง Call Your Daughter Home และโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์)
.
.
The Big D: ความฝันอันยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากระเบียบวินัย
.
แม่ของ Charlene Gehm MacDougcal เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารอิตาเลียน ส่วนพ่อของเธอเล่นดนตรีอยู่ตามบาร์ ครอบครัวของเธอจนมากๆ แต่แม่อยากมอบอะไรที่ ‘พิเศษ’ ให้เธอและพี่สาวเสมอ
.
แม่จะแบ่งเงิน 2-3 เหรียญทุกๆ สัปดาห์เพื่อออมไว้ให้เธอกับพี่ทำตามความฝัน และสำหรับ Charlene แล้วฝันของเธอคือการเต้น
.
ตอน 6 ขวบ เธอเริ่มเรียนเต้นสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละเพียง 1 ชั่วโมง แต่คลาสที่สอนทุกอย่าง ทั้งแจ๊ซ บัลเลต์ และกายกรรมรวมกันเช่นนั้น เธอจึงไม่ค่อยได้เรียนรู้มากเท่าไร ดังนั้นอีก 6 วันที่เหลือของสัปดาห์ เธอจึงต้องฝึกฝนอยู่ทุกวัน ฝึกให้คุ้มค่าแก่เงินออมที่แม่ลงทุนไป
.
เธอจึงได้เรียนรู้คำว่า ‘ระเบียบวินัย’ ไปโดยปริยาย
.
ตอน Charlene อายุ 10 ขวบ พี่สาวของเธอเสียชีวิตในอุบัติเหตุ การฝึกของเธอจึงต้องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เธอต้องทำให้ได้ เพราะที่พ่อแม่ทุ่มเทให้เธอและพี่สาว ตอนนี้เหลือแค่เธอแล้ว
.
ความเพียรพยายามของ Charlene ประสบความสำเร็จ ตอนอายุ 17 เธอเริ่มต้นเส้นทางของการเป็นนักบัลเลต์อาชีพ เธอได้แสดงที่โรงละครใหญ่ๆ มากมายทั่วโลก
.
แต่เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถเต้นตลอดไปได้ ช่วง 5 ปีสุดท้ายของอาชีพนักเต้น เธอจึงเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อเป็นทุนในการศึกษาต่อ และเมื่อเส้นทางนักเต้นของเธอจบลง เธอจึงเข้าเรียนปริญญาตรีที่ New York University และปริญญาโทที่ Columbia University
.
แน่นอนว่าความสำเร็จด้านการเรียนก็เป็นเพราะ ‘ระเบียบวินัย’ ของเธอเช่นกัน
.
หากเราไม่มีวินัย เราอาจจะปล่อยทุกอย่างไปง่ายๆ แต่บทเรียนในชีวิตสอนเธอว่าชีวิตนี้สั้นกว่าที่คิด ถ้าไม่ทำวันนี้ก็อาจไม่มีโอกาสได้ทำอีกแล้ว
.
(Charlene Gehm MacDougcal เป็นนักเต้นบัลเลต์มืออาชีพของบริษัท จอฟฟรีย์ บัลเลต์ บริษัทชั้นนำระดับโลก)
.
.
ความสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความกล้าที่จะเปลี่ยน และระเบียบวินัยในตัวเอง สามบทเรียนอันล้ำค่านี้เอง ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้
.
แล้วคุณผู้อ่านล่ะ พอจะจำได้ไหมว่ามีบทเรียนชีวิตอะไรบ้างที่ได้จากแม่?
.
.
แปลและเรียบเรียงจาก
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration