PTC เทรดวันแรกราคาพุ่ง 90% เล็งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า หวังช่วยสร้างรายได้ประจำ
วันนี้ PTC หรือ บริษัท พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจคลังน้ำมันสำหรับรับ เก็บ ผสมและจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก โดยเปิดเทรดราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปแตะ 6.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 92.68% จากราคาไอพีโอที่ 3.50 บาท
โดยนายวีรวัฒน์ บูรพพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTC กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้การตอบรับอย่างล้นหลาม เกินกว่าความคาดหมายที่วางไว้ ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้บริษัทจะนำเงินไปใช้ 2 ส่วน คือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ และชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน คาดว่าจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 0.2 เท่า ซึ่งจะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายโครงการอื่นๆ มากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอ (Recurring Income)ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และโรงไฟฟ้าชุมชน เป็นต้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2565 หนึ่งโครงการ
พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนก่อสร้างจุดรับน้ำมันทางรถไฟที่คลังศรีสะเกษ มูลค่าลงทุนประมาณ 85-90 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า ในด้านการเพิ่มช่องทางการขนส่งน้ำมัน อีกทั้งช่วยลดต้นทุนการขนส่งน้ำมันให้แก่ลูกค้า รวมถึงสร้างระบบท่อเพื่อลำเลียงและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการสูบรับน้ำมันจากจุดรับน้ำมันทางรถไฟเข้าถังเก็บน้ำมันของบริษัท โดยการลงทุนในส่วนนี้จะมีมูลค่าประมาณ 15-20 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มการเติบโตในปี 2565บริษัทคาดว่ายอดจ่ายน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ทำให้ยอดจ่ายน้ำมันปรับตัวลดลง ซึ่งปีนี้เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้น ทำให้คาดหวังว่าบริษัทจะมีการฟื้นตัวค่อนข้างแรง
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในปีนี้ บริษัทประเมินว่าจะปรับตัวขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมันที่ขยายตัวและปริมาณน้ำมันในตลาดโลกที่น้อยลง รวมถึงความกังวลว่าจะเกิดสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียจะเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นไม่ได้มีนัยสำคัญต่อรายได้ของบริษัท เป็นเพียงการบริหารจัดการสต๊อกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมีต้นทุนการดำเนินงานค่อนข้างคงที่ จึงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ ปัจจุบันอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 75% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 30%
จากนโยบายแผนพลังงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานสำหรับการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2558 - 2579 (Oil Plan) ได้ประมาณการความต้องการเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งประเภทเบนซินและดีเซลที่จะเพิ่มขึ้นในกรณีที่ทุกอย่างเป็นปกติ (Business as Usual: BAU) จาก 32,207.9ล้านลิตรในปี 2569สู่ 45,561.00ล้านลิตรในปี 2579เติบโตร้อยละ 41.02หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 3.5ซึ่งเมื่อประเมินปริมาณการใช้น้ำมันทั้งสองชนิดในภาคขนส่งจริงจากปี 2558ที่ 24,054ล้านลิตร อัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันไปถึงปี 2569ตามแผนในกรณี BAU จะเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 34.32คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ร้อยละ 2.99ต่อปี โดยปี 2563ไทยมีการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในภาคการขนส่ง 27,355.38ล้านลิตรต่อปี
ส่วนในอนาคตของธุรกิจน้ำมัน แม้มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการใช้พลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในรูปแบบของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขจำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2564 มีอยู่เพียง 31,277 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.1654 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด รวมถึงยังมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการใช้ ดังนั้นมั่นใจว่าน้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนภาคการขนส่งของประเทศเช่นที่ผ่านมา
ด้านนายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หุ้นของ PTC ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันค่อนข้างมาก เพราะธุรกิจมีความมั่นคงทางรายได้และมีโอกาสเติบโตจากโครงการในอนาคตอีกมาก แต่จำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายเพียง 110 ล้านหุ้น ไม่เพียงพอต่อการจัดสรร ทำให้การเสนอขายหุ้นไอพีโอครั้งนี้เป็นการเสนอขายเฉพาะนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น ภายหลังการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังว่านักลงทุนสถาบันจะสนใจและเข้ามาซื้อหุ้น PTC ในกระดาน