โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ก๊วนป่วนยุโรป กับข้อเท็จจริง "ไวกิ้ง" ไม่เคยเรียกตัวเองว่าไวกิ้ง? ทำไมเดินทาง-ปล้นไปทั่ว?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 มี.ค. 2565 เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 00.54 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ผู้เข้าร่วมเทศกาล Up Helly Aa ใน Lerwick เทศกาลรำลึกอิทธิพลของไวกิ้งแถบสแกนดิเนเวีย ต่อ Shetland Islands, สหราชอาณาจักร แต่งกายเป็นชาวไวกิ้ง เมื่อ 31 ม.ค. 2017 (ภาพจาก ANDY BUCHANAN / AFP)

ตำนานและเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มชนที่คนทั่วไปเรียกกันว่า“ไวกิ้ง” ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์และสื่อบันเทิงมากมายตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่มีรายละเอียดหลายประการที่อาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งรวมถึงการเรียกชื่อกลุ่มชนของตัวเองไปจนถึงเรื่องเหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องออกปล้นจนถูกรับรู้ว่าเป็น “พลพรรค” ที่อาละวาดไปทั่วยุโรป

นักประวัติศาสตร์และคนทั่วไปรู้กันว่าช่วงเวลาที่ “ไวกิ้ง” ออกเดินทางจากแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ก, นอร์เวย์ และสวีเดน บางกลุ่มจัดรวมฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ด้วย) ล่องเรือไปรอบตอนเหนือของซีกโลกคือช่วงศตวรรษที่ 9-11 ออกปล้นและบุกโจมตีภูมิภาคต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้ แต่อีกด้านหนึ่งกลุ่มไวกิ้งไม่ได้มีเพียงก๊วนที่ออกปล้น “ไวกิ้ง” ยังมีกลุ่มที่ออกเดินทางเพื่อทำการค้า บุกเบิกค้นหาดินแดนใหม่อีกด้วย

“ยุคไวกิ้ง”

“ยุคแห่งไวกิ้ง” ที่กลุ่มไวกิ้งออกปฏิบัติการจากแถบสแกนดิเนเวียที่กล่าวข้างต้นไปจนถึงคำเรียกกลุ่มชนนี้ว่า “ไวกิ้ง” นั้น ในทัศนะของนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งมองว่า คำว่า “ไวกิ้ง” นี้ไม่เคยถูกใช้โดยชาว “นอร์สเม็น” (Northmen) เพื่อเรียกชื่อกลุ่มชนของตัวเอง หรือแม้แต่กลุ่มชนในภูมิภาคใกล้เคียงที่ตกเป็นเป้านปล้นสะดมก็ไม่ได้ใช้คำว่า “ไวกิ้ง” เรียกพวกเขาเช่นกัน

กลุ่มแฟรงค์ส (Franks) หรือคำที่ใช้กันในปัจจุบันคือ ฝรั่งเศส (France) เรียกชาว “ไวกิ้ง” ว่า “นอร์มังส์” (Normans) อันหมายความตามรูปคำแบบตรงไปตรงมาว่า “กลุ่มคนจากทางเหนือ” คนทางเหนือนี้ (สแกนดิเนเวีย) เป็นคนกลุ่มคนที่ใช้ภาษาสื่อสารแบบเดียวกันซึ่งแตกต่างจากภาษาที่ชาวฝรั่งเศสใช้

แต่คำถามที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงวันนี้คือ “ต้นกำเนิดของคำว่า ‘ไวกิ้ง’ มาจากไหน?” ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างชัดเจน

นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าอาจหมายถึง “Creekman” สื่อสารทำนองว่า “กลุ่มชนผู้ล่องเรือ” และเมื่อค้นภาษานอร์สโบราณ คำว่า viking เป็นคำนามอันหมายถึง การปล้นสะดม หรือโจรสลัด แต่ต้นกำเนิดของมันก็ยังคงเป็นปริศนาที่ถกเถียงกันอยู่

ไม่ว่าคำศัพท์นี้จะมีที่มาอย่างไร สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือความหมายของตัวศัพท์ซึ่งถูกนำมาใช้นิยามกลุ่มคนที่มีความประพฤติในลักษณะ “โจรสลัด” แต่ในข้อเท็จจริง คำว่า “ไวกิ้ง” มักถูกใช้เหมารวมว่าหมายถึง กลุ่มคนที่ล่องเรือออกปล้นสะดม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีกลุ่มคนที่ออกเดินเรือ (ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ) เพื่อสำรวจดินแดนใหม่ในช่วงบุกเบิกและเดินทางกลับถิ่นกำเนิดของตัวเองเพื่อทำการเกษตรอีกครั้ง

ยุคแห่งไวกิ้งในตะวันตกมักถูกมองว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวสแกนดิเนเวียแล่นเรือออกปล้นสะดมในช่วงปลายศตวรรษที่ 9 ซึ่งพวกเขาเริ่มต้นบุกปล้นยุโรปตะวันตกเป็นครั้งแรกโดยเป้าหมายแรกๆ ของไวกิ้งคืออารามในศาสนาคริสต์ ซึ่งนำมาซึ่งวีรกรรมและการโจมตีที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมสยดสยอง

การบุกโจมตีของชาวไวกิ้ง เริ่มมีมากขึ้นในศตวรรษที่ 9 และขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ศตวรรษที่ 10 จากนั้นก็เริ่มลดระดับลงและจางหายไปในช่วงศตวรรษที่ 11 โดยในช่วงเวลานี้เองชาวไวกิ้ง ที่ถูกชาวยุโรปแถบนั้นเรียกอีกชื่อว่าพวก “นอกรีต” เริ่มเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน มีข้อมูลว่า กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เป็นแหล่งสุดท้ายในแถบยุโรปตะวันตกที่ประชากรเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

ชาวไวกิ้งเชื่อถือเรื่องเทพนิยายมากกว่า คติของชาวนอร์ส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับเรื่อง “แอสการ์ด” หรือที่สถิตของพระเจ้า ความเชื่อถือ “โอดิน” เป็นเทพแห่งเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าทั้งปวง “ธอร์” เทพเจ้าผู้มีพละกำลังผู้ปกป้องมวลมนุษย์จากยักษ์ “เฟรย์” เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวนอร์สบูชาเทพเหล่านี้ที่วิหารอพพ์ซาลา ทุก 9 ปีจะมีงานเลี้ยงฉลองพระเจ้า นำสิ่งมีชีวิตเพศผู้อย่างละ 9 มาสังเวยเทพเจ้า ซึ่งในสิ่งมีชีวิตนี้รวมถึงมนุษย์ด้วย พวกเขาสังเวยตามความเชื่อว่าจะทำให้พระเจ้าช่วยคุ้มครองมนุษย์จากภัยพิบัติ บันดาลพืชผลให้อุดมสมบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุข

ในที่นี้เพื่อให้สื่อสารโดยเข้าใจง่ายจึงขอใช้คำศัพท์ที่คุ้นชินกันแล้วสำหรับเรียกพวกเขาว่า “ไวกิ้ง” สำหรับชาวไวกิ้งแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มชนที่ต้องปรับตัวเข้ากับบริบทแวดล้อมทางธรรมชาติของตัวเองเพื่ออยู่รอด ด้วยเหตุนี้ข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่แถบนั้นจึงมีความสำคัญสำหรับการศึกษากลุ่มไวกิ้ง ในแถบยุโรปตะวันตกในยุคของไวกิ้ง

ภูมิหลังของสแกนดิเนเวีย

ช่วงเวลานั้นแถบสแกนดิเนเวียโบราณล้อมรอบไปด้วยปากน้ำที่เป็นทะเลลึก ภูเขา และป่า ซึ่งเป็นอุปสรรคขวางกั้นการไปมาหาสู่กันระหว่างคนในภูมิภาคด้วยการเดินทางทางบก อย่างไรก็ตาม บางช่วงเวลาสภาพภูมิประเทศเอื้อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับทำการเกษตรรอบชุมชน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ท้องทะเลที่มีอยู่โดยรอบก็บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ในการเดินทางติดต่อกัน เรือจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายประเทศในสแกนดิเนเวีย ในเดนมาร์ก แทบเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ล้อมรอบด้วยน้ำ เป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่น้อยอยู่ห่างจากกันมากกว่า 500 แห่ง เช่นเดียวกับในสวีเดนที่แม่น้ำและทะเลสาบเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการเดินทางติดต่อกัน

ด้วยเหตุผลทางธรรมชาติทำให้ชาวสแกนดิเนเวียน ไม่เพียงต้องทำเกษตร และเดินเรือ แต่ยังทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มชนที่มีทักษะสร้างเรืออย่างยอดเยี่ยม พวกเขาทดลองสร้างเรือแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างใบเรือ และนวัตกรรมการต่อ “กระดูกงู” ของเรือทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือไปโดยปริยาย ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาประดิษฐ์กระดูกงูเรือได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่ชัดเจนเพียงพอคืออิทธิพลของมันที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวสแกนดิเนเวีย

กระดูกงูทำให้เรือของพวกเขากว้างและแบน และยังช่วยให้เรือขับเคลื่อนในผืนน้ำได้อย่างมั่นคง ข้อได้เปรียบเหล่านี้ทำให้พวกเขาสามารถใช้เสาเรือและใบเรือในการล่องไปในทะเลเปิด และยังช่วยเพิ่มระยะทางและความเร็ว ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงสร้างเรือในส่วนที่อยู่ใต้ผิวน้ำให้แข็งแกร่งและยืดหยุ่นเพียงพอก็ช่วยให้เรือต้านแรงคลื่นได้

แต่คำถามที่สำคัญคือ ทำไมพวกเขาต้องเดินทางจากบ้านไปในที่ห่างไกลเพื่อปล้นสะดม หรือสำรวจหาดินแดนใหม่

ในช่วงเวลานั้น คนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ชาวไวกิ้งต้องออกเดินทางจากแถบสแกนดิเนเวีย เชื่อว่า คนยุโรปในเวลานั้นคงสามารถแยกแยะความแตกต่างของไวกิ้งได้เฉพาะกลุ่มที่เป็นพ่อค้าแลกเปลี่ยนสินค้า กับกลุ่มไวกิ้งทั่วไปที่บุกปล้นประเทศในแถบยุโรป

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งอธิบายว่า แม้แต่ไวกิ้ง ที่เป็นพ่อค้าแลกเปลี่ยนสินค้าก็ยังไม่ได้เป็นมิตรเหมือนภาพพ่อค้าทั่วไป พวกไวกิ้งเองก็ต้องระแวดระวังโจรสลัดเช่นกัน ชาวไวกิ้งที่แลกเปลี่ยนสินค้ายังติดอาวุธอย่างเต็มที่ ถ้าให้เปรียบเทียบก็อาจเรียกได้ว่าพวกเขาก็มีพิษสงรอบตัวไปจนถึงฟันทุกซี่ก็ว่าได้ หากพวกเขาพบเห็นเรือขนาดเล็กที่บรรทุกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ พวกเขาก็พร้อมจะโยนตราชั่งทิ้ง แล้วหันมาจับดาบแย่งชิงสินค้าเสียเอง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องคุ้มกันข้าวของของตัวเองด้วย

ทำไมเดินทางจากบ้านไปไกล…ปล้นและหาดินแดน

เหตุผลของการออกเดินทางยังไม่สามารถระบุแบบเจาะจงได้อย่างแน่ชัด แต่นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่ามีหลายสันนิษฐานด้วยกัน และเชื่อมโยงกับความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และบริบทของประเทศต่างๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย

1. ที่ดินในถิ่นกำเนิดมีจำกัด ยกตัวอย่างเช่น กรณีนอร์เวย์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในแถบนั้นออกจากพื้นที่ไปตั้งรกรากในหมู่เกาะแอตแลนติค แม้ว่าบางกลุ่มมีเหตุผลเพื่อต้องการหนีจากพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองอันเข้มงวดของกษัตริย์แฮโรลด์ (ค.ศ. 860-930) แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาออกเดินทางจากบ้านเกิดของตัวเองเพราะพื้นที่ในนอร์เวย์ มีจำกัด

ชาวนอร์เวย์ออกเดินทางพร้อมกับข้าวของที่เคลื่อนย้ายง่าย และสัตว์ เพื่อไปตั้งรกรากในพื้นที่อื่น แต่หลายส่วนก็มักพบปัญหาเดิม คือเมื่อย้ายไปแล้วก็มักเจอกระแสคนหลั่งไหลเข้ามาครอบครองดินแดนเช่นกันโดยเฉพาะในช่วง ค.ศ. 874 ขณะที่การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานดำเนินไปจนถึงปี 930 ในช่วงเวลาสั้นๆ ดินแดนที่เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานก็ถูกจับจองไปหมดทำให้หลายกลุ่มต้องเดินทางต่อไปที่กรีนแลนด์

2. ความยากจน ตัวอย่างหนึ่งที่อาจสะท้อนสถานะทางการเงินของชาวสแกนดิเนเวียในยุคนั้นเทียบกับชาวยุโรปตะวันตกแถบอื่นอาจพอสะท้อนภาพได้ ตัวอย่างที่ว่าหมายถึง ชาวนอร์เวย์รายหนึ่งนามว่า ออตตาร์ (Ottar หรือ Ohthere) ซึ่งมาจากฮาลโกแลนด์ (Halgoland) ทางตอนเหนือสุดของนอร์เวย์ ซึ่งแทบจะเป็นพื้นที่อยู่เหนือสุดที่ชาวยุโรปอาศัยอยู่

เรื่องราวของออตตาร์ อยู่ในบันทึกของกษัตริย์อัลเฟรด แห่งเวสเซ็กซ์ (Wessex) ซึ่งจดบันทึกจากคำบอกเล่าของออตตาร์ ที่กษัตริย์อัลเฟรดรับฟังมา เนื้อหาบรรยายว่า ออตตาร์ ถือเป็นคนที่ร่ำรวยในหมู่ชาวสแกนดิเนเวีย มีสัตว์ป่าในครอบครองจำนวนหนึ่ง เมื่อเขามาพบกับกษัตริย์อัลเฟรด เขายังถือครองสัตว์ที่ผ่านการฝึกสอนมาแล้ว 600 ตัว ออตาร์ เรียกสัตว์ป่าเหล่านี้ว่า “เรนเดียร์” (Reindeer) มี 6 ตัวที่ใช้สำหรับเป็นเหยื่อจับเรนเดียร์ป่า ซึ่งถือว่าเป็นของหายากสำหรับชาวยุโรป แม้ว่าเขาจะเป็นคนใหญ่โตสำหรับแถบภูมิภาคละแวกของเขาเอง แต่ทรัพย์ที่เขาครอบครองยังมีแค่ วัว 20 ตัว แกะ 20 ตัว และหมู 20 ตัว เมื่อจะไถดิน ก็ยังไถด้วยม้า

การหาทรัพย์ของออตตาร์ ส่วนใหญ่มาจากภาษีที่ชาวยุโรปจ่ายให้ ซึ่งก็จ่ายเป็นขนสัตว์ ขนนกต่างๆ กระดูกวาฬ และเชือกที่ทำจากหนังวาฬ และแมวน้ำ

ทุก ๆ ปี ออตตาร์ จะเดินทางออกจากนอร์เวย์พร้อมกับทรัพย์สินของเขาเพื่อไปแลกเปลี่ยนสินค้าที่เมืองเฮดิบี (Hedeby) ในเดนมาร์ก ต้องเดินทางกว่า 1,600 ไมล์ในแต่ละครั้งเพื่อไปพบปะกับพ่อค้านักแลกเปลี่ยนสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อนำทรัพย์สินหรูหรา อาทิ ไวน์, ผ้าไหม และแร่อย่างทอง และเงินกลับไปยังบ้านตัวเอง

ไม่เพียงแค่ชาวนอร์เวย์ ชาวสวีเดนก็ยังต้องเดินทางไกลในระยะทางใกล้เคียงกันเพื่อไปไบเซนเทียม (Byzentium) เมืองหลวงของอาณาจักรไบเซนไทน์ (Byzantine) ซึ่งการเดินทางทริปนี้ยากลำบากแสนสาหัส ความยากลำบากเหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในเอกสารของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 7 (Constantine Porphyrogennetos)

เมื่อพิจารณาจากสภาพความแตกต่างและความพยายามเดินทางฝ่าฟันความยากลำบากเพื่อไปแลกเปลี่ยนสินค้าอันหรูหรากลับมา อาจพอสะท้อนให้เห็นสภาพสถานะทางการเงินที่ไม่น่าพอใจสำหรับชาวสแกนดิเนเวียนในยุคนั้น และบางครั้งพวกเขาก็ปล้นเพื่อครอบครองสิ่งมีค่าเมื่อพวกเขาไม่มีต้นทุนอะไรมากนัก

หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างศิลาจารึกในสแกนดิเนเวีย ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าการปล้นสะดมโดยไวกิ้ง เริ่มต้นในปลายศตวรรษที่ 8 ระหว่างรัชสมัยพระเจ้าชาร์เลอมาญ แห่งฝรั่งเศส (แต่ข้อมูลด้านหนึ่งก็มีรายงานว่า ช่วงศตวรรษที่ 6 ชาวนอร์เวย์โบราณบุกโจมตีชายฝั่งทะเลฝรั่งเศส) จากนั้นก็ดำเนินไปยาวนานกินเวลาอีกอย่างน้อย 2 ศตวรรษ จนพระเจ้าวิลเลียม มหาราช มีชัยชนะในค.ศ. 1066 ส่วนพวกนอร์แมนส์ ก็ได้ครอบครองดินแดนในอังกฤษไปแล้ว การปล้นสะดมจึงจางหายไป

3. การเมือง ในช่วงเวลานั้น การปกครองทางการเมืองในแต่ละพื้นที่ของสแกนดิเนเวียก็สืบเนื่องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศอีกด้วย บริบทเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจกันภายในเป็นประจำ และมีการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ชนชั้นนำเช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคอื่น

แม้จะมีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ พร้อมสะสมทรัพย์กันยกใหญ่เพราะขุนนางต้องการเป็นใหญ่ และการปรับอัตราการเก็บภาษีในพื้นที่ แต่ระบบการปกครองของพวกเขาก็น่าสนใจ กลุ่มประเทศนอร์ดิกเป็นตัวแทนการจัดระเบียบทางการปกครองแบบสภาท้องถิ่น ในสวีเดนเรียกกันว่า “ติง” เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ ส่วนกษัตริย์นั้นสืบต่อกันทางสายโลหิต ส่วนบทบาทของนักรบมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสภาที่มีความสำคัญสูงสุดนี้มีสิทธิ์ขับไล่กษัตริย์ได้ด้วย

ด้วยภาวะการเมืองอันเข้มข้นนี้ นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งมองว่า บริบททางการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้คนแถบสแกนดิเนเวียออกเดินทางหาดินแดนใหม่เพื่อตั้งรกราก

เมื่อปัจจัยเหล่านี้ควบรวมกัน ทำให้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 9 ไวกิ้งรวมตัวกันเข้ากลายเป็นกองทัพใหญ่มีไพร่พลหลักหมื่นนาย เรือรบไม่ต่ำกว่า 500 ลำ และเริ่มปล้นสะดมครั้งใหญ่ในอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 10 แต่การปล้นสะดมในแถบตะวันออกไม่ค่อยพบเห็น เนื่องจากเป็นช่วงที่จักรวรรดิรัสเซียรุ่งเรือง

ในช่วงที่ปล้นสะดมและการย้ายถิ่นฐานที่เริ่มเสื่อมลงนั้น อาจต้องย้อนข้อมูลกลับไปที่ช่วงเริ่มต้นที่ชาวไวกิ้ง เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นในดินแดนใหม่ นักประวัติศาสตร์มองว่าเป็นเรื่องน่าสนใจที่ชาวสแกนดิเนเวีย ล้วนปรับตัวเข้ากับพื้นที่แวดล้อมและวัฒนธรรมใหม่ได้อย่างดี คำอธิบายของกรณีนี้คือ พวกเขามีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มคนในพื้นที่เอง แม้ว่าจะสามารถครอบครองดินแดนได้จากทักษะและแรงขับเคลื่อนต่างๆ แต่พวกเขาไม่สามารถดูแลดินแดนและสิ่งที่ครอบครองได้ เนื่องจากจำนวนสิ่งของที่ครอบครองมีมากกว่าจำนวนคนดูแล

สุดท้ายพวกเขาก็ตอบรับเข้าเป็นคริสเตียน แม้แต่ดินแดนในอาณานิคมของสวีเดนและศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าของสวีดิชในแถบตะวันออกก็จางหายไป

อ้างอิง:

ขวัญ วงษ์วิภาค. “ไวกิ้ง : แบบแผนการดำเนินชีวิตของไวกิ้งในสวีเดน,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 4 ฉบับที่ 6 เมษายน 2526

Campbell, James Graham. The Viking World. London : Frances Lincoln Limited. 1989

The Viking. Gothenburg : Nordbok. 1975

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...