สมรพรรณ สมนาม แจ้งเกิด "กีมาลา" ภูเก็ต ชูรีสอร์ตหรูรักษ์ธรรมชาติ
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจยังทรง ๆ ซ้ำยังปัญหาโอเวอร์ซัพพลายที่พักในจังหวัดภูเก็ต ทำให้ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แต่กลับไม่ใช่ปัญหาของโรงแรมน้องใหม่อย่าง “กีมาลา” มากนัก
กีมาลาเปิดตัวเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยดีไซน์แปลกใหม่ล้ำสมัย อิงแอบกับหมู่แมกไม้ได้อย่างกลมกลืน ในคอนเซ็ปต์ของธรรมะและธรรมชาติ ส่งผลให้ “กีมาลา” แจ้งเกิดอย่างรวดเร็ว สามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนจากหลายประเทศมาเข้าพัก โดยในปีที่ 3 อัตราเข้าพักก้าวกระโดดขึ้นมาถึง 80% กลายเป็นหนึ่งในโรงแรมลักเซอรี่วิถีรักษ์สิ่งแวดล้อมหน้าใหม่ที่สามารถยืนหยัดท้าพายุการแข่งขันได้อย่างน่าทึ่ง
ทีมงาน“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสคุยกับ “คุณตาล-สมรพรรณ สมนาม” วัย 30 ปี executive director marketing โรงแรมกีมาลา หนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้ผลักดันโปรเจ็กต์กีมาลาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว
ประวัติคร่าว ๆ “คุณตาล” เกิดและเติบโตที่จังหวัดภูเก็ต หลังจากเรียนจบชั้น ม.4 ที่โรงเรียนนานาชาตินอริช ด้วยหลักสูตร IGCSE ก็สอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ โดยเลือกเรียนสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม จบแล้วกลับมาทำธุรกิจครอบครัว
“ครอบครัวเรามีที่ดินตั้งแต่สมัยรุ่นคุณย่า เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการปล่อยพื้นที่ให้เช่า โชคดีว่าพื้นที่ของเราเป็นโซนตรงบางลา ใจกลางป่าตอง ตอนนั้นบูมเรื่องท่องเที่ยวกลางคืนมาก เรายังทำร้านอาหารเองด้วย หลังจากนั้นได้เทกโอเวอร์โรงแรมชื่อ “ป่าตองวิลล่า” เป็นโรงแรม 3 ดาว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกิจการโรงแรม”
ป่าตองวิลล่า เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ระดับ 3 ดาว มีห้องพัก 72 ห้อง ภายหลังการรีแบรนดิ้ง เปลี่ยนชื่อเป็น“เดอะ กี รีสอร์ทแอนด์สปา” ขยายเป็น 244 ห้อง ยกระดับเป็น 4 ดาว ดูแลภายใต้ครอบครัวสมนามรวม 8 ปี จึงได้เริ่มโปรเจ็กต์ใหม่ที่ใหญ่ และท้าทายที่สุด คือ“โรงแรมกีมาลา” บนเนื้อที่ 18 ไร่ แถบหาดกมลา ด้วยเงินลงทุนราว 1 พันล้านบาท
“เดิมทีที่ตั้งโรงแรมกีมาลาเป็นสวนผลไม้ เรามองเห็นศักยภาพว่าจะทำโรงแรมได้ แต่ความยาก คือ พื้นที่ไม่ได้อยู่ติดหาด จึงต้องมองหาความแตกต่างจากการที่คุณแม่ชอบศึกษาเรื่องธรรมะ เลยได้คอนเซ็ปต์เรื่องความสงบของธรรมะและธรรมชาติ มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน รวมถึงเรื่อง wellness โดยใช้ธรรมชาติและธรรมะเข้ามาบำบัด”
ไฮไลต์สำคัญ คือ มีห้องพัก 4 แบบ ที่ดีไซน์สวยแปลกตา ราวกับได้พาตัวเองหลุดไปยังอีกโลกหนึ่ง รวมทั้งหมด 38 หลัง ราคาค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 20,000 บาท
คุณตาลบอกว่า ห้องพักทั้ง 4 แบบได้ดีไซน์ตามสตอรี่ที่คิดไว้ให้ เป็นบ้านของชนเผ่า 4 เผ่า โดยในรายละเอียด วัสดุที่ใช้ ดีไซน์ที่ออกมาต้องเน้นความหรูหรา แต่กลมกลืนอยู่กับธรรมชาติอย่างลงตัว ด้วยคอนเซ็ปต์นี้เองที่ทำให้การทำงานต้องละเอียด ต้องเก็บต้นไม้ใหญ่ไว้ให้ครบทุกต้นเพื่อคงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด
“เปิดตัวมาช่วงปีแรกกับปีที่สองยังไม่บูมมาก หลาย ๆ เอเย่นต์ต้องการดูเราก่อน ดูฟีดแบ็กลูกค้าที่เข้าพัก หลังจากไม่มีการคอมเพลนเลยกลายเป็นว่าพอปีที่ 3 เข้ามาเยอะเลย อัตราเข้าพักเฉลี่ย 80% คนไทยก็มาชอบนะ ติด top 5 คนที่มาเข้าพักด้วย นอกนั้นมีคนอเมริกัน ยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมัน ส่วนเอเชียเป็นญี่ปุ่น จีน และเกาหลีเล็กน้อย”
จุดขายของโรงแรมกีมาลาไม่ได้ต้อนรับเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาพักเท่านั้น แต่ยังเปิดให้คนทั่วไปเข้ามารับประทานอาหารที่ห้องอาหารในโรงแรมได้ด้วย จะเป็นการบริการอาหารแบบ afternoon tea ที่เสิร์ฟทั้งอาหารยุโรป อาหารท้องถิ่น และอาหารอินเดีย
“วัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร เราเน้นธรรมชาติปลอดสารเคมี มีผักสด ๆ จากสวนเราเอง และเน้นรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้ขวดน้ำพลาสติก ใช้หลอดกระดาษ ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเทรนด์อย่างเดียว แต่เรามีความเชื่อว่า เราเป็นคนภูเก็ต จึงต้องการที่จะรักษาบ้านของเราให้ดี”
เมื่อถามว่าการมาบริหารโปรเจ็กต์ระดับพันล้านโดยที่อายุยังไม่มาก มีหลักคิดอย่างไรบ้าง คุณตาลตอบทันทีว่า ต้องให้เกียรติคน และเป็นผู้ฟังที่ดี
“อย่างเราดูเรื่องการขาย การตลาด จะมีพี่ ๆ ช่วยสอนงาน คือ เรารู้สึกว่าเราเริ่มต้นมา เราจะมาเป็นนายเขาเลยไม่ได้ เราจบมาจากหนังสือในตำรา ซึ่งไม่ได้ตรงกับประสบการณ์หรือชีวิตจริงทั้งหมด ดังนั้นถ้าเขามีอะไรให้ทำก็ทำหมด แล้วเราต้องฟัง เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง บางครั้งประสบการณ์ของคนอื่นสามารถมาเติมเต็มประสบการณ์ของเราได้ ที่สำคัญคนที่ทำงานกับเราก็จะรู้สึกว่าเราให้เกียรติเขา เขาพร้อมจะทำงานให้เรา”
ต่อคำถามว่าแพลนอะไรไว้ในอนาคต คำตอบคือ เล็งลงทุนแถวพังงา แต่ตอนนี้อยากทำที่ภูเก็ตให้ดีก่อน เพราะทุกวันนี้เจ้าของธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตที่เป็นคนภูเก็ตจริง ๆ มีน้อยลงมาก ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์เยอะ ทำให้ยิ่งต้องรัก และหวงแหนในสิ่งที่บรรพบุรุษให้เรามา
“อยากบอกว่าทุนท้องถิ่นมีความน่ารักนะ เพราะการที่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราจะต้อนรับแขกที่มาโดยสร้างความประทับใจอย่างที่คนชาติอื่นทำให้ไม่ได้”