โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิว] Jump Force: สรรพสิ่งตระการตา ไม่อาจปิดบังปัญหาที่มี

BT Beartai

อัพเดต 26 ก.พ. 2562 เวลา 06.31 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 18.10 น.
[รีวิว] Jump Force: สรรพสิ่งตระการตา ไม่อาจปิดบังปัญหาที่มี

Jump Force เกมแนวไฟท์ติ้งรวมดาวตัวละครจากนิตยสารโชเน็นจัมป์ที่อาจกล่าวได้ว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของนิตยสารดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเชื่อเลยว่าตัวเกมได้สะกดสายตาเกมเมอร์และแฟนมังงะ/อนิเมะทั้งหลายในแรกเห็นด้วยความสวยงามด้านกราฟิก โมเดลตัวละครที่ดูมีชีวิต และเอฟเฟกต์แสดงผลสุดทรงพลัง

แต่แน่นอนว่าในหนึ่งผลงานเกม องค์ประกอบเพียงด้านเดียว ไม่สามารถนำมาใช้ตัดสินใจได้ว่าเกมใดสมบูรณ์แบบไร้ที่ติหรือมีตำหนิที่สรรค์หาจุดชมเชยมิได้ ฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าองค์ประกอบทั้งหมดที่หลอมรวมออกมาเป็น Jump Force นั้น จะเป็นเช่นไรบ้างผ่านบทความรีวิวนี้

เนื้อเรื่องที่มีหน้าที่ไว้แค่เตือนว่าตัวเกมมีบางสิ่งที่เป็นหลักเป็นแหล่ง

เมื่อโลกแห่งความจริงและโลกของเหล่าฮีโร่จากมังงะทั้งหลายในชื่อ Jump (จั้มป์) ได้ถูกองค์กรร้ายนาม Venom (เวน่อม) บุกรุกเพื่อพยายามหลอมหลวมให้โลกทั้งสองเข้ากันด้วยจุดประสงค์บางอย่าง “คุณ” ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการจู่โจมขององคก์กรดังกล่าวแต่กลับถูกปลุกพลังฮีโร่ในตัวขึ้น จึงจำต้องร่วมมือกับหลากหลายฮีโร่จากโลกมังงะทั้งหลายเพื่อต่อกรและนำความปกติสุขกลับคืนมาในชื่อของกลุ่มกองกำลัง “Jump Force”

ปกติผู้เขียนไม่มีนโยบายรีวิวแบบตบหัวแล้วลูบหลัง (ด่าก่อนแล้วค่อยชม) แต่สำหรับ Jump Force แล้ว ต้องขอเว้นไว้สักเกมละกันนะครับ คือสิ่งที่พิมพ์ต่อไปจากนี้ไม่รู้ว่าจะรุนแรงไปไหมนะ แต่ด้านเนื้อเรื่องของเกมนี้ถ้าให้ว่ากันตรง ๆ มันเหมือนมีไว้เพื่อเป็นเสาให้คลำจับเพื่อให้คนเล่นรู้สึกว่าอย่างน้อย ๆ ตัวเกมก็มีจุดประสงค์ในการเล่นนอกเหนือจากโหมดการเล่นอื่นอยู่บ้าง แต่ถ้าจะให้กล่าวถึงเนื้อเรื่องแล้วละก็ “เกมนี้สอบตกอย่างแรง” 

นี่ไงไลท์ ยางามิกับลุค (ที่ก็แน่นอนว่าเลือกเล่นไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้คนอื่นเขา ฮ่าๆ)

เพราะไม่ว่าจะทั้งการบอกเล่าเรื่องราว ที่ตัวเกมก็ไม่ได้ใส่การไล่น้ำหนักได้ออกมามีความน่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่กลับเป็นการดำเนินไปเรื่อย ๆ แถมเชื่องช้าเอามาก ๆ หรือแม้แต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวก็เป็นเพียงแค่การรับภารกิจและต่อสู้ให้จบเพื่อรอพบกับฉากดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปที่มาในรูปแบบของคัทซีน หรือจะรูปแบบบทสนทนา ที่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเสียงของนักพากย์ตัวละครนั้น ๆ มาส่งเสริมให้เข้าถึงอารมณ์ตัวละครหรือว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกครั้ง (จะเจอเฉพาะฉากที่มันสำคัญจริง ๆ, คัทซีน และก็ในตอนต่อสู้)

แต่เอาเข้าจริง ๆ เกมเมอร์หลายคนน่าจะล่วงรู้และคาดเดากันได้แต่เนิ่น ๆ แล้วว่า Jump Force ไม่ใช่เกมเน้นเนื้อเรื่อง ฉะนั้นอย่าให้ความคิดเห็นในส่วนนี้ของผู้เขียนไปละแคะละคายอารมณ์เอ็นจอยในพาร์ตการเล่นของเกมเลยล่ะกันครับ (แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจมุมของผู้เขียนนิดนึงว่าตัวเกมเองเลือกที่จะนำเสนอส่วนนี้เป็นหลัก ผู้เขียนเลยต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ถ้ามองข้ามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเกมต้องการนำเสนอเป็นหลักมันก็ดูจะไม่แฟร์กับเกมอื่น ๆ ที่เข้าเน้นด้านนี้เช่นเดียวกันนะ)

โมเดลตัวละครและเอฟเฟกต์ต่อสู้อลังการจัดเต็ม!

สวยไม่สวย ให้ดูที่ดูเกราะของเซนต์เซย่า!

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อได้เห็น Jump Force เป็นครั้งแรก นั่นคือกราฟิกและเอฟเฟกต์ของตัวเกมที่สวยเกินกว่าจะทำใจเชื่อได้ว่าเป็นเกมจากมังงะ/อนิเมะ แต่เชื่อเถอะครับว่าตัวเกมของจริงนั้น สวยงามตามที่เราได้เห็นไปก่อนหน้านี้ทุกประการ เพราะด้วยขุมพลังจาก Unreal Engine 4 ที่เนรมิตตัวละครจากปลายดินสอ ให้ออกมาในรูปแบบของโมเดลสามมิติที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของต้นฉบับได้อย่างครบถ้วนที่เมื่อผสมเข้ากับแสงเงาจากเอนจินกราฟิกแห่งยุคดังกล่าว มันก็ได้ทำให้บรรดาตัวละครทั้งหลายดูสมจริง จับต้องได้

และยิ่งเมื่อรวมเข้ากับบรรดาพาร์ติเคิล เอฟเฟกต์ (Particle Effects) ทั้งคลื่นความแรงเมื่อตัวละครปะทะกันด้วยหมัด เท้า และอาวุธ, แรงระเบิดของพลังหลากรูปแบบที่ส่งผลให้พื้นฉากต่อสู้ที่แตกกระแทกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย, แสงสีจากออร่าจากท่าทั้งหลาย ของตัวละครที่ดูน่าเกรงขาม ฯลฯ ที่ตัวเกมทำออกมาได้ถึงใจจนสามารถขับส่งให้ลวดลายการต่อสู้ทรงพลังและดุดันเหมือนที่มังงะและอนิเมะควรจะเป็น มีความเข้าใจในตัวละครทั้งหลายว่าความน่าเกรงขามของท่าทางการต่อสู้ควรแปรสภาพออกมาเป็นเอฟเฟกต์ในรูปแบบไหน

ระบบต่อสู้เรียบง่าย รวดเร็ว ดุดัน

แม้ Jump Force จะถูกจัดแจงตัวเองให้อยู่ในหมวดหมู่แนวไฟท์ติ้ง แต่เอาเข้าจริง ๆ ตัวเกมไม่ได้เข้าถึงยากหรือที่ซับซ้อนเกินจะเข้าใจ กลับกัน ระบบต่อสู้กลับค่อนข้างเข้าใจง่ายเอามาก ๆ การกดปุ่มเดียวย้ำ ๆ ก็สามารถกลายเป็นสร้างความเสียหายใส่อีกฝั่งได้ในระดับที่น่าพอใจ, เหล่าท่าไม้ตายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ของตัวละครกว่า 40 ตัว สามารถเกิดขึ้นจากการกดปุ่มพร้อมกันเพียงไม่กี่ปุ่ม ฯลฯ

หนำซ้ำในหลายระบบของเกม ก็ยังถูกออกแบบมาให้ช่วยเหลือผู้เล่นไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำหรือถูกเอาเปรียบจากอีกฝั่งที่ชำนาญกว่าจนเกินไป พร้อมยังทำให้การชิงไหวชิงพริบในจังหวะการต่อสู้นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดการปะทะอย่างไม่ยากเย็น ไม่ว่าจะ Chase ท่าที่ใช้ไล่ตามคู่ต่อสู้และเป็นได้ทั้งท่าที่หาจังหวะในการกดหนีออกมาจากคอมโบอีกฝั่งเพื่อตั้งตัว, Awaken ท่าบูสต์พลังโจมตีพร้อมปลดล็อคให้สามารถใช้ท่าไม้ตายใหญ่ได้เมื่อผู้เล่นคนนั้นมีพลังชีวิตต่ำกว่า 50%, Support Attack และ Switch การเรียกและเปลี่ยนมือตัวละครในทีมของเราที่สามารถขัดจังหวะคอมโบของอีกฝั่งได้ เป็นต้น

แต่ก็ใช่ว่าตัวเกมจะไร้ซึ่งความท้าทายใดๆ เพราะในการต่อสู้ตัวละครทั้งหมดในทีม (มากสุดคือ 3) ของเราจะใช้เกจพลังชีวิตเดียวกัน ทำให้มันกลายเป็นบีบบังคับแบบกลายๆ ให้ผู้เล่นต้องจดจ่อหาจังหวะสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้

ระบบต่อสู้ของ Jump Force นั้น ถือว่าค่อนข้างออกแบบมาได้ดีพอสมควร เพราะมันมีทั้งความท้าทายและความเข้าถึงง่ายอยู่ในตัว แต่กระนั้น ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง ระบบการต่อสู้ของเกมนี้ก็ยังไม่อาจเทียบชั้นกับเกมไฟท์ติ้งโดยถ่องแท้เจ้าอื่นที่เคร่งครัดในเรื่องของเฟรมการออกท่าหรือว่าฮิตบ๊อกที่เถรตรงได้ (ซีรีส์ Street Fighter, Tekken เป็นต้น) แต่ถ้าเล่นเพื่อเน้นความสนุกและสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่คลั่งไคล้แท้มังงงะ/อนิเมะร่วมกัน วันหยุดยาวหรือชั่วโมงนี้มีไว้ให้เพื่อนก็จะหมดไปอย่างรวดเร็วแน่นอนครับ

“ภาษาไทยในเกม” ที่ทำการบ้านมาอย่างดี

บอกเลยว่าไม่เลวร้าย สำหรับผลงานแรกที่แปลไทยของทาง Bandai Namco โดยตัวเกม เราจะได้เห็นภาษาไทยปรากฎในรูปแบบของซับไตเติ้ล, เมนู และอินเตอร์เฟซต่างๆ ที่ไม่ได้สักแต่จะแปลแบบขอไปที่หรือนำคำไปหย่อนลง Google Translate กลับกัน ในหลายคำนั้นถูกแปลออกมาได้อย่างสละสวยระดับหนึ่ง ที่แม้อาจจะไม่ได้ตรงตามต้นฉบับหรือบ้างก็เป็นการแปลแบบตรงตามตามภาษาญี่ปุ่น แต่มันยังดีกว่าแปลแบบมั่วถั่วเพื่อให้ผ่าน ๆ ไป

สร้างตัวตนของคุณด้วยนานาวัตถุดิบของตัวละครมังงะ/อนิเมะที่โปรดปราน

ข้อดีสุดท้ายและท้ายสุดของเกมนี้ นั่นก็คือการสร้างตัวละครของคุณให้ออกผจญภัยไปยังโลกของจัมป์ (ชื่อของจักรวาลในเกม) ด้วยการนำวัตถุดิบทั้งหลายจากตัวละครทั้งหมดในเกมมาหลอมเข้าให้ออกมาเป็นคุณ “ที่สามารถทำละเอียดยิบมากๆ” ไล่ตั้งแต่รูปพรรณสัณฐาน (หน้าตา ทรงผม ส่วนสูง รอยแผลเป็น ฯลฯ) เครื่องแต่งกายที่จะหยิบเพียงแค่เสื้อของตัวละครนั้น ๆ มาแมทช์กับกางเกง ถุงมือ รองเท้า ไปจนถึงหมวก จะใส่เสื้อของลูฟี่แต่สวมกางเกงของนารูโตะ หรือจะไว้ทรงผมยูกิเกมกลคนอัจฉริยะแต่สวมรองเท้าของทรังค์จากดรากอนบอล ไม่ว่าจะอย่างไร “อิสระนั้นอยู่ที่คุณ” 

และอีกอย่างที่ชอบเอามาก ๆ จนต้องขอแยกย่อหน้าใหม่มาในส่วนนี้ ก็คือบรรดาท่าไม้ตายต่าง ๆ ที่ตัวเกม “คิดถึงตรรกะอยู่บ้าง” จริงอยู่ที่ท่าต่าง ๆ ที่ผู้เล่นซื้อมาใช้จะเป็นการนำมาจากตัวละครในเกม แต่กระนั้น เอฟเฟกต์หรือเอกลักษณ์เฉพาะของพวกเขา จะไม่ติดมาด้วย เช่น ท่าของเคนชินจากซามูไรพเนจรจะไม่มีดาบของต้นฉบับติดมาด้วย แต่จะใช้ออร่าที่มีรูปร่างคล้ายดาบมาทดแทนโมเดลดาบต้นฉบับ เป็นต้น หรือที่ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเกมพยายามไม่ฝืนตรระกะอย่างจริงจังเลย คือการที่ไม่มีท่าสแตนอันเป็นของตัวละครโจทาโร่ โจสตาร์จากเรื่องโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษเข้ามาให้ตัวละครของผู้เล่นเลือกใช้ได้ จริงอยู่ที่ใครหลายคนอาจจะเสียดาย แต่ถ้ามองในมุมที่จริงจังขึ้นมาหน่อย มันก็สมเหตุสมผลดีแถมไม่ทำให้ท่าทางจากตัวละครที่เราสร้างตลกอีกด้วย

การโหลดยาวนานและถี่ยิบที่ไม่คิดว่าจะได้เจอในเกมยุคนี้!

ผู้เขียนไม่ได้มีความรู้ด้านการพัฒนาเกม เลยไม่สามารถอธิบายหรือให้น้ำหนักกับการแสดงความคิดเห็นของตัวเองในส่วนนี้ได้โดยตรง หากแต่ในมุมของผู้บริโภคคนหนึ่งที่เล่นเกมที่ใช้ Unreal Engine 4 มาประมาณและไม่ได้เจอปัญหาการโหลด เหมือนกับ Jump Force เท่านี้มาก่อน ซึ่งในเมื่อเจ้าอื่นยังสามารถบริหารทรัพยากรส่วนนี้ และทำไมเกมนี้ถึงทำไม่ได้?

และปัญหาดังกล่าวนี้บอกเลยครับว่า “มีผลกระทบต่อการเล่นเป็นอย่างมาก” คือไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตัวเกมมีการโหลดที่ยิบย่อยและบ่อยจนน่าหงุดหงิด เข้าไปปรับเปลี่ยนตัวละครก็โหลด!, จบคัทซีนเพื่อเข้าฉากต่อสู้ก็โหลด!, จบฉากต่อสู้เสร็จเตรียมเข้าเนื้อเรื่องก็โหลด! ทุกการขยับเขยื่อนในเกมจะมีจังหวะโหลดเข้ามาเกี่ยวพัน! ก็ไม่รู้ว่าในส่วนนี้จะถูกปรับแก้ในอนาคตหรือไม่ เอาเป็นว่าผู้เขียนขอให้มันอยู่ในข้อสังเกตชิ้นยักษ์ใหญ่ที่สุดของเกมนี้เลยละกัน และหวังว่ามันจะถูกแก้ปัญหาได้ในภายภาคหน้า (สักนิดก็ยังดี!)

เกมดีที่มีปัญหาทางเทคนิค

โดยรวม Jump Force คือเกมที่อุดมหลากหลายองค์ประกอบที่จะตอบโจทย์เกมเมอร์และคนรักมังงะ/อนิเมะได้อย่างถึงใจ ไม่ว่าจะด้วย เอฟเฟกต์การต่อสู้ที่ดุดันทรงพลัง งานโมเดลสามมิติที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของต้นฉบับ และความอิสระในสรรค์สร้างตัวละครแทนตัวตนของคุณจากการสลับเล็กผสมน้อยด้วยวัตถุดิบจากตัวละครที่คุณโปรดปราน แต่กระนั้น ในจุดที่ตัวเกมทำไว้น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก คือเนื้อเรื่องที่มีการนำเสนออย่างขอไปที และปัญหาการโหลดเกมที่แทบจะทุกอิริยาบถจนขัดอารมณ์ความต่อเนื่องในการเล่น

แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...