โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัยชนะการปฏิวัติ "ซินไฮ่" ในจีนที่ส่งผลกระทบการเมืองไทยจนนำไปสู่คณะ ร.ศ. 130

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ส.ค. 2564 เวลา 05.51 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 05.51 น.
ถนนในเมืองหนานจิง เซียงไฮ้ ระหว่างการปฏิวัติซินไฮ่ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org)

บทความนี้คัดย่อจาก หนังสือ “กิจกรรมทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย (ค.ศ. 1906-1939)” ของศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขียนโดย เซี่ยกวง ชาวจีนจากมณฑลไห่หนาน ที่เคยเข้ามาศึกษาและทำงานในเมืองไทย

เซี่ยกวงศึกษาประวัติศาสตร์ไทยหลายสิบปี และยังเคยทำงานในสมาคมชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศจีน ส่วนผู้แปลคือ เชาวน์ พงษ์พิชิต เป็นนักวิชาการอิสระ และนักเขียนที่มีผลงานเกี่ยวจีนศึกษาจำนวนมาก หนังสือเล่มนี้จึงน่าสนใจที่ใช้ข้อมูลจีนเป็นหลัก ทั้งเขียนและแปลโดยบุคคลที่ทำงานเรื่องจีนศึกษาอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากจัดพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ปัจจุบันอาจจะหาอ่านได้ยาก จึงขอคัดเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ดังนี้

การปฏิวัติซินไฮ่[1] (10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ) ที่มีดร.ซุนยัดเซ็น เป็นผู้ก่อการและผู้นำนั้นเป็นการปฏิวัติที่โค้นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสถาปนาระบบอสาธารณรัฐในประเทศจีน ในเวลาดังกล่าว ประเทศไทยก็ยังอยู่ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทางการไทยต้องหาทุกวิถีทางที่จะสกัดมิให้กระแสแนวคิดชาตินิยมและประชาธิปไตยซึ่งกระบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีนนํามาเผยแพร่นั้นส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของ สังคมไทย ทั้งนี้เห็นได้จากท่าทีและมาตรการบางอย่างของทางการไทยที่ได้แสดง ในช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติซินไฮ่ ของจีนดังนี้

การเมือง 2 แนวคิด

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นระยะฟักตัวของการปฏิวัติซินไฮ่นั้น บนเวทีการเมืองจีนเกิดมีความคิดทางการเมือง 2 กระแสต่อสู้กันอย่างดุเดือด กระแสหนึ่งเป็นของกลุ่มนิยมการปฏิวัติที่มีซุนยัดเซ็นผู้จัดตั้งและ ผู้นําการปฏิวัติประชาธิปไตยประเทศจีนเป็นตัวแทน กลุ่มนี้ต้องการก้าวไปตามวิถีทางปฏิวัติประชาธิปไตย อีกกระแสหนึ่งเป็นของกลุ่มนิยมกษัตริย์ที่มีคังโหย่วเหวยและเหลียงฉีเชาเป็นตัวแทน กลุ่มนี้ต้องการก้าวไปตามวิถีทางที่ให้มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

สองกลุ่มดังกล่าวขัดแย้งกันและก็ต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างก็ส่งคนออกไปโฆษณาแนวความคิดของตนต่อชาวจีนโพ้นทะเลในท้องที่ต่างๆ ทั่วโลก และทั้งสองฝ่ายได้ส่งคนมาทําการโฆษณาต่อชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เพื่อแสวงหาผู้สนับสนุน รวบรวมกําลังและตั้งฐานของฝ่ายตนขึ้นมา ฝ่ายนิยมกษัตริยได้รับการสนับสนุนจากนายเจิ้งจื้อหย่ง (แต้ตี้ย่ง หรือ ยี่กอฮง) ผู้มีอิทธิพลในสมัยนั้น เขาเป็นหัวหน้าหงเหมินเทียนตี้ฮุ้ย (อังยี่) สมาคมลับของชาวจีนโพ้นทะเล ฝ่ายปฏิวัติด้รับการสนับสนุนจากนายเซียวฝอเฉิง (เซียวฮุดเส็ง ศรีบุญเรือง ) ผู้ทรงอิทธิพลในสมาคมซันเหอฮุ่ย (ซาฮะหวย) สมาคมลับของชาวจีนดพ้นทะเลอีกแห่งหนึ่ง

ซุนยัดเซ็นเองก็เคยเดินทางเข้ามาทําการ โฆษณาการปฏิวัติและจัดตั้งองค์กรปฏิวัติด้วยตนเองในประเทศไทย เหตุนี้เอง สังคมชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยสมัยนั้นจึงได้มีกระแสความคิดทางการเมืองสองกระแส ได้แก่ ฝ่ายปฏิวัติกับฝ่ายนิยมกษัตริย์เผชิญหน้ากัน

ปี ค.ศ. 1909 สมาคมจงหัวฮุยสั่วจัดตั้งโรงเรียนจีนชื่อว่า “หัวอี้เสียถาง” ขณะเดียวกันฝ่ายสาขาถงเหมิงฮุย[2]ก็ได้ตั้งโรงเรียน ขึ้นมาแห่งหนึ่งที่ย่านสามเสนให้ชื่อว่า “กอเหวินเสียถาง” โรงเรียนแห่งนี้ยังมีองค์กรผนวกอีกองค์กรหนึ่งมีชื่อว่า “ผู่ทงซูเป้าเหยียนซัวเซ่อ-สมาคมห้องสมุดและปาฐกถาสามัญ” ต่อจากนั้นในปี ค.ศ. 1910 ยังได้ตั้งโรงเรียน “ซินหมิน” ขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งด้วยความร่วมมือของชาวจีนโพ้นทะเลที่ใช้ภาษาแต้จิ๋ว, กวางตุ้งและฮกเกี้ยน ต่อมาอีก ไม่นานนักยังได้ตั้งโรงเรียน “ต้าถง” ขึ้นมาอีกโรงเรียนหนึ่ง

การก่อตั้งโรงเรียนและห้องสมุดดังกล่าวล้วนเป็นวิธีการที่สมาคมลงเหมิงฮุ่ย ใช้ดําเนินการโฆษณาและจัดตั้งกําลังปฏิวัติ และก็เป็นฐานปฏิบัติการที่ ถงเหมิงฮุย ใช้ดําเนินการต่อสู้กับกลุ่มนิยมกษัตริย์เพื่อได้มาซึ่งความสนับสนุนของมวลชน “การต่อสู้ระหว่างกลุ่มนิยมกษัตริย์กับกลุ่มปฏิวัติของจีนในประเทศไทย ต่างฝ่ายต่างก็โฆษณาเผยแพร่แนวความคิดที่ปรากฏในประเทศจีน ยังผลกระตุ้นให้ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยมีจิตสํานึกรักชาติจีนอย่างแรงกล้า” “ความแตกต่างทางแนวความคิดระหว่างกลุ่มการเมืองทั้งสองดังกล่าวยังผลให้เกิดการโต้แย้งโดยลายลักษณ์กรุนแรง” ซึ่ง “ได้มีบทบาทเร่งรัดการปลูกฝังความคิดทางการเมืองให้แก่ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงโดยปราศจากข้อกังขา”

มารดาผู้ให้กำเนิดการปฏิวัติ

ซุนยัดเซ็นดำเนินกิจกรรมปฏวัตินอกประเทศจีน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเล สำหรับประเทศไทยซุนยัดเซ็นเดินทางมาถึง 4 ครั้ง โดยหวังการสนับสนุนขององค์กรอั้งยี่กลุ่มต่างๆ ในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลที่มีแนวความคิดต่อต้านราชสำนักชิง  แม้ 2 ครั้งแรกจะเป็นการเคลื่อนไหวลับๆ แต่ตํารวจไทยก็ยังได้ไปค้นบ้านของหลินเหวินอิง ซึ่ง ดร.ซุนยัดเซ็นพักอาศัยอยู่ หมายจะจับกุมตัวท่าน ย่อมแสดงว่าทางการไทยไม่ต้อนรับการเข้ามาทำกิจกรรมปฏิวัติในประเทศไทยของเขา

ซุนยัดเซ็นเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 และประกอบกิจกรรมอย่างเปิดเผย เพื่อระดมทุนสำหรับใช้จ่ายในกิจกรรมปฏิวัติ  ในช่วงนี้ซุนยัดเซ็น กับนายเซียวฮุดเส็งได้พบปะกับยี่กอฮง หัวหน้าองค์กรอั้งยี่ที่สนับสนุนกลุ่มนิยมกษัตริย์และเชิญให้มาเข้าร่วมสมาคมถงเหมินฮุ่ยเป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีแสดงปาฐกถาเรียกร้องให้ชาวจีนโพ้นทะเลสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ต้องการโค่นล้มราชสํานักชิงแมนจู เป็นที่อึกทึกครึกโครมไปทั่วสังคมชาวจีนโพ้นทะเล

ชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียอาคเนย์บริจาคเงินร่วมสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้ โดยระหว่างปี 1907-1908 มียอดรวมถึง 150,000 หยวน ในจำนวนนี้มาจากประเทศอินโดจีนและไทย 60,000 หยวน จนซุนยัดเซ็นยกย่องว่า “ชาวจีนโพ้นทะเลคือมารดาผู้ให้กำเนิดการปฏิวัติ”

กิจกรรมการเมืองของซุนยัดเซ็นในไทย สร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลราชสํานักชิง จึงติดต่อขอความร่วมมือมายังทางการไทย ไทยให้ความร่วมือด้วยการสั่งให้ซุนยัดเซ็นออกไปจากราชอาณาจักรภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนของรัฐบาลซุนยัดเซ็น หันไปขอความช่วยเหลือจากอัครราชทูตสหรัฐฯประจําประเทศไทย ทางการไทยจึงอนุญาตให้เขาอยู่ในประเทศได้อีก 1 สัปดาห์ ในฐานะชาวต่างด้าวผู้อาศัยที่โฮโนลูล ซุนยัดเซ็นก็ได้ออกไปจากประเทศไทยกลับไปที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1908

ปฏิกิริยาทางการไทย

ต่อมากลางปี ค.ศ. 1910 รัฐบาลไทยเพื่อหาแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น จึงกําหนดให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บรัชชูปการจากชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งเดิมที่ 3 ปีเรียกเก็บ 1 ครั้ง มาเป็นเรียกเก็บกันทุกๆ ปี ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก ยังผลให้ชาวจีนโพ้นทะเลพากันประท้วงโดย ร้านค้าต่างๆ นัดหยุดค้าพร้อมๆ กันตั้งแต่วันที่ 1- 5 มิถุนายน 1910 จึงได้ยอมเปิดทําการค้าตามปกติ

ภายใต้แรงกดดันของทางการไทย ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยได้เคยโทรเลขไปขอร้องรัฐบาลราชสํานักชิงช่วยเจรจากับทางการไทย รัฐบาลราชสํานักชิงก็ได้สั่งการไปยังนายหลิวซื่อซิ่น อัครราชทูตจีนประจําประเทศฝรั่งเศสให้ติดต่อเจรจากับอัครราชทูตไทยประจําประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นจีนกับไทยยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน ) อัครราชทูตไทยดังกล่าวนอกจากถ่ายทอดคําตอบของรัฐบาลไทยต่อหลิวซื่อซิ่นว่า

การเรียกเก็บรัชชูปการเพิ่มครั้งนี้ มิได้เจาะจงกระทําต่อชาวจีนโพ้นทะเลเท่านั้น หากเป็นการเรียกเก็บเพิ่มเพื่อให้เท่ากันกับคนชาติอื่นที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แล้วยังกล่าวอ้างด้วยว่า พวกที่นัดหยุดค้าในครั้งนี้ “เกี่ยวข้องกับสมัครพรรคพวกของดร.ซุนยัดเซ็น” “จึงเกรงว่าจะมีพวกก่อความไม่ สงบคอยยุยงส่งเสริมด้วย”  ทั้งนี้ย่อมเป็นที่ยืนยันได้ว่าทางการไทยถือว่า “สมัครพรรคพวกของ ดร.ซุนยัดเซ็น” เป็น “พวกก่อความไม่สงบ” จึงไม่เห็นดีเห็นชอบด้วย อีกทั้งยังเห็นว่า ชาวจีนโพ้นทะเลที่นัดหยุดค้าเพราะไม่พอใจที่ทางการ เรียกเก็บรัชชูปการเพิ่มนั้นกระทําไปเพราะได้รับการ “ยุยงส่งเสริมจากสมัครพรรคพวก ของ ดร.ซุนยัดเซ็น”

เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1911 เมื่อรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ ได้ 1 ปี ประเทศจีนเกิดการปฏิวัติซินไฮ่ที่นําโดยซุนยัดเซ็น รัฐบาลราชสํานักชิงแมนจูสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ซุนยัดเซ็นก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว มีการก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราวสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นที่นครนานกิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 จนถึงวันที่ 12 ธันวาคมศกเดียวกัน พระจักรพรรดิ์ผู่หยีแห่งราชวงศ์ชิงแมนจูประกาศสละราชบัลลังก์ ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาหลายพันปีในประเทศจีนก็ได้สิ้นสุดลง

ชัยชนะของการปฏิวัติซินไฮ่ในประเทศจีน ได้ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยด้วย ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1912 ได้มีการก่อตั้งพรรคเก็กเหม็ง (ปฏิวัต) เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า “คณะรัฐประหาร” ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คืนอํานาจการปกครองให้แก่ปวงชน มีสมาชิกเป็นทหารบก ทหารเรือ และข้าราชการจํานวนหนึ่ง ที่มีความคิดนิยมระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยมี ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์, ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.จรูญ ษตะเมษ ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์, ร.ท.จรูญ ณ บางช้าง และ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ เป็นผู้นํา พวกเขาเลียนแบบการปฏิวัติซินไฮ่ของจีน ตระเตรียมจะก่อการยึดอํานาจด้วยการใช้กําลัง แต่ยังไม่ทันได้ก่อการ ข่าวเกิดรั่วไหลเสียก่อน คณะเก็กเหม็งรวม 91 คน จึงถูกจับกุมตัวทั้งหมด

ราชสํานักชิงเพื่อเอาใจชาวจีนโพ้นทะเลออกประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยสัญชาติฉบับหนึ่ง เมื่อปี 1909 โดยยึดหลักให้ถือ สายเลือดเป็นสําคัญ กําหนดให้บุคคลผู้มีเชื้อชาติเป็นจีน (กล่าวคือผู้มีสายเลือดเป็นจีน) ให้ถือสัญชาติจีนโดยไม่คํานึงว่าเขาผู้นั้นกําเนิดบนแผ่นดินจีนหรือไม่ ยังผลให้ชาวจีนโพ้นทะเลจํานวนมากเกิดความรู้สึกสนิทสนมและความผูกพันกับถิ่น กําเนิดเดิมมากขึ้นความคิดชาตินิยมก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ทางการไทยมีความกังวลว่า ถ้าปล่อยปละละเลยปัญหานี้ คนจีนในประเทศ ไทยก็จะค่อย ๆ เหินห่างจากสังคมคนไทย และถ้าหากไม่สามารถจูงใจให้คนจีนในไทยรักแผ่นดินไทย ก็จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศ พระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ทรงปลูกฝังความคิดชาตินิยมให้ราษฎรไทยด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ได้ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องยิวตะวันออก[3], ชาติไทยตื่นเถิด เป็นต้น ทรงตักเตือนให้เห็นว่าคนจีนเป็นภัยและไม่ซื่อสัตย์

ขณะเดียวกันก็ทรงดําเนินนโยบายให้คนจีนผสมกลมกลืนกับคนไทย ทรงตรากฎหมายสัญชาติขึ้นมาฉบับหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดยยึดหลักถือถิ่นกําเนิดและสายเลือดเป็นมาตรฐานควบคู่กัน กล่าวคือให้บุคคลที่กําเนิด บนแผ่นดินไทยมีสัญชาติเป็นไทยโดยไม่คํานึงว่าบิดาและมารดาถือสัญชาติใด ขณะเดียวกันก็กําหนดว่าบุคคลที่มีบิดาหรือมารดามีสัญชาติไทย บุคคลผู้นั้นก็ให้มีสัญชาติเป็นไทยด้วย โดยไม่คํานึงว่าเขาจะถือกําเนิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

มาตรการดังกล่าวนี้มีผลทําให้ลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยเป็นคนไทยทุกคน ราชอาณาจักรไทยก็เป็นปิตุภูมิของพวกเขา เพื่อส่งเสริมให้พวกเขารู้สึกนึกคิดจงรักภักดีต่อประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ลดกระแสแนวคิดชาตินิยมที่โน้มไปทางประเทศจีน

นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1918 ยังได้ทรงประกาศใช้ พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับหนึ่งเพื่อควบคุมโรงเรียนของคนจีนที่กําลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว (โรงเรียนจีนทั้งหมดเป็นโรงเรียนราษฎร์) เพื่อป้องกันมิให้โรงเรียนจีนกลายเป็นสถานที่เผยแพร่ความคิดของคนจีน ลูกหลานคนจีนจะได้เป็นคนไทยอย่างเต็มตัว เช่น กฎหมายฉบับนี้ บัญญัติไว้ว่า“โรงเรียนราษฎร์จะต้องสอนนักเรียนให้อ่าน เขียน และเข้าใจภาษาไทยได้” “ต้องอบรมนักเรียนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศไทย รักประเทศไทย และมีความรู้ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ประเทศไทยพอสมควร” โรงเรียนจีนทุกแห่ง ล้วนต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนี้

เพื่อให้บุตรหลานคนจีนกลายเป็นคนไทยและจงรักภักดีต่อประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่คนจีนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพื่อให้เขาเหล่านั้นยอมรับวัฒนธรรมขนบประเพณีไทยโดย สมัครใจ กลมกลืนกับคนไทย และลูกหลานคนเหล่านี้ก็จะรู้สึกเป็นเกียรติที่ตัวเองเป็นคนไทยและจงรักภักดีต่อประเทศไทย ความจริงการพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่ คนจีนนั้นมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่การพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่บุคคล เป็นจํานวนมากนั้นเริ่มมีในรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติซินไฮ่ของจีน ด้วยเหตุทางการไทยจึงมีความรู้สึกไม่ดีการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีนภายใต้การนําของซุนยัดเซ็น (นับแต่เวลานั้นจนกระทั่งถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดเป็นเวลานานกว่า 30 ปี รัฐบาลไทยไม่เคยรับรองรัฐบาลคณะก๊กมิ่นตั้งของจีนเลย) และมาตรการที่ทางการไทยนํามาใช้เพื่อลดและขจัดผลกระทบที่การปฏิวัติซินไฮซึ่งนําโดยซุนยัดเซ็นมีต่อชาวจีนโพ้นทะเลและสังคมไทย เพื่อจูงใจคนจีนในประเทศไทยให้มาฝักใฝ่ในประเทศไทยและรักษาความมั่นคง ความสงบสุขของสังคมไทย

เชิงอรรถ

[1]ปฏิวัติซินไฮ่ เนื่องจากปี 1911 ที่ทำการปฏิวัติ เป็นปีซินไฮ่ (辛亥) ตามระบบกานจือนับเวลา วัน เดือน ปี และนักษัตร ของจีน

[2] สมาคมถงเหมินฮุ่ย ซุนยัดเซ็น ตั้งขึ้นเมื่อ สิงหาคม 1905 ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อการปฏิวัติและสถาปนาระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐในจีน กภายหลังมีการตั้งสาขาเพิ้มในประเทสต่างๆ ในประเทศไทยตั้งในปี 1906 มีนายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง เป็นประธาน

[3] เล่มเดียวกับ “ยิวแห่งบูรพทิศ”

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ: 8 มีนาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...