โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ย้อนตำนาน "เรือดำน้ำ" 4 ลำแรกของกองทัพเรือไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 มิ.ย. 2566 เวลา 02.06 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2566 เวลา 07.25 น.
เรือดำน้ำไทยทั้ง 4 ลำ ออกฝึกภาคในอ่าวไทย แล้วเข้ามาจอดอยู่ในอ่าวสัตหีบ

แนวคิดการนำ “เรือดำน้ำ” มาประจำการในกองทัพมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อประโยชน์การป้องกันประเทศ แต่ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ ฐานะเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่อำนวยให้กองทัพจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำได้

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปลาย พ.ศ. 2478 สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 ให้กองทัพจัดการบำรุงกำลังทางเรือให้เสร็จภายในเวลา 5 ปี ใช้งบประมาณ 18 ล้านบาท กองทัพจึงได้กำหนดความต้องการเรือดําน้ำไว้ 5 ลำ ประมาณราคาไว้ลำละ 2.3 ล้านบาท และต้องการในขั้นแรก 3 ลำ

นาวาเอก พระยาวิจารณ์จักรกิจ ผู้บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น ได้มอบหมายให้ นาวาเอก หลวงสินธุ์สงครามชัย (พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน) เสนาธิการทหารเรือ เป็นหัวแรงในการจัดหากำลังทางเรือ โดยได้มีการประกวดราคาสร้างเรือดําน้ำในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2478 มีตัวแทนบริษัทต่าง ๆ เสนอราคา มีทั้งเสนอสร้าง 3 ลำ และสร้าง 4 ลํา

โดยบริษัทมิตซูบิชิจากประเทศญี่ปุ่นเสนอราคาต่ำที่สุด คือสร้างเรือดำน้ำขนาด 370 ตัน มีปืนใหญ่และลูกปืน มีท่อตอร์ปิโด ไม่มีลูกตอร์ปิโด เสนอสร้าง 3 ลำ ราคาลําละ 826,452 บาท เสนอสร้าง 4 ลํา ราคาลำละ 820,000 บาท กองทัพเรือจึงได้ตกลงเลือกบริษัทมิตซูบิชิ

กองทัพเรือลงนามเซ็นสัญญากับบริษัทมิตซูบิชิ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยตกลงสร้างเรือดําน้ำจำนวน 4 ลำ โดยเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระวางขับน้ำเพียงลำละ 370 ตันเศษเท่านั้น แต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำทั่วไปแล้ว เรือดำน้ำที่กองทัพเรือจัดสร้างนี้ ก็เป็นเพียงเรือดำน้ำชนิดรักษาชายฝั่งทะเลเท่านั้น

เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้รับพระราชทานชื่อว่า ร.ล. (เรือหลวง) มัจฉาณุ หมายเลข 1, ร.ล วิรุณ หมายเลข 2, ร.ล. สินสมุทร หมายเลข 3 และ ร.ล. พลายชุมพล หมายเลข 4

บริษัทมิตซูบิชิได้เริ่มทำวางกระดูกงู ร.ล. มัจฉาณุ และ ร.ล. วิรุณ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 โดยมีพระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว เป็นผู้กระทำพิธีวางกระดูกงู และต่อมา วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ได้กระทำพิธีวางกระดูกงู ร.ล. สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล

กองทัพเรือได้จัดส่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรและทหารชั้นประทวนเป็นรุ่น ๆ ไปศึกษาวิชาเรือดําน้ำที่ประเทศญี่ปุ่น จนครบจำนวนทหารประจำการของเรือทั้ง 4 ลำ โดยเรือแต่ละลำมีทหารประจำการ 32 คน รวม 4 ลำ 128 คน

เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ เดินทางออกจากญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 มีการจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ

หลังจากนั้น กองทัพเรือได้ขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ออกฝึกซ้อมครั้งแรกที่เกาะคราม ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2481 – 10 ตุลาคม พ.ศ. 2481 จากนั้นก็ฝึกซ้อมเป็นประจำเรื่อยมา กระทั่ง เกิดสงครามอินโดจีน เมื่อ พ.ศ. 2484 ภายหลังยุทธนาวีเกาะช้าง เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำออกลาดตระเวนใกล้ฐานทัพเรือฝรั่งเศส แต่เพื่อผลทางยุทธการ จึงตัดสินใจเลี่ยงให้เข้ามาปฏิบัติการในน่านน้ำไทย เพราะเกรงว่าจะถูกต่อตีด้วยเรือดำน้ำ

ต่อมาช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเทพฯ และได้โปรยทุ่นระเบิดปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ บริเวณสันดอนปากน้ำ ทำให้ปิดทางเข้าออกแม่น้ำเจ้าพระยาไปช่วงเวลาหนึ่ง ร.ล. พลายชุมพล และ ร.ล. สินสมุทร ซึ่งออกไปปฏิบัติการกำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จึงต้องแวะเกาะสีชังไปก่อน จนกว่าจะทำการกวาดทุ่นระเบิดเสร็จเรียบร้อย

และเมื่อโรงไฟฟ้าสามเสนและวัดเลียบถูกระเบิดทำลาย ทำให้ในกรุงเทพฯ ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ ผู้จัดการไฟฟ้ากรุงเทพฯ ทราบว่า เรือดำน้ำสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ จึงร้องขอมายังกองทัพเรือ แล้วอนุมัติให้ ร.ล. มัจฉาณุ และ ร.ล. วิรุณ ไปเทียบท่าบริเวณท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้รถรางสายหลักเมือง-ถนนตก โดยขณะที่เรือทั้ง 2 ลำ จ่ายกระแสไฟฟ้าอยู่นั้น ทหารเรือต้องทำงานเสี่ยงอันตรายอย่างมาก และต้องคอยหลบการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่ตลอดเวลา

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ มีสภาพทรุดโทรม ขาดแคลนชิ้นส่วนที่จะใช้ซ่อมแซม เนื่องจากการสั่งซื้อจากบริษัทมิตซูบิชิไม่สามารถทำได้ เพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามและถูกยึดครอง กองทัพเรือได้พยายามหาทางซ่อมแซมเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ อยู่หลายปี แต่ก็ไม่บรรลุผล

ต่อมา หลังจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อ พ.ศ. 2494 ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในกองทัพเรืออย่างมาก กระทรวงกลาโหมมีคําสั่งยุบเลิกหมวดเรือดำน้ำ แล้วให้โอนไปรวมในหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้ง ขึ้นใหม่ ต่อมา ในวันที่ 30พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เรือดำน้ำ ทั้ง 4 ลำ ถูกปลดระวางประจำการ รวมเวลารับใช้กองทัพเรือ 12 ปีเศษ หลังจากนั้น เรือทั้ง 4 ลํา ได้จอดคู่เทียบติดกันลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชอยู่อีกเป็นเวลานาน

กระทั่ง ได้ขายเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ให้บริษัทปูนซีเมนต์ คงเหลือแต่หอเรือดำน้ำและอาวุธบางชิ้น เช่น ปืน และกล้องส่อง กองทัพเรือจึงได้สร้างสะพานเดินเรือจำลองขึ้น และนำอาวุธมาติดตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ จัดแสดงไว้ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ. (2554). ประวัติเรือดำน้ำของกองทัพเรือ. นาวิกาธิปัตย์สาร. ฉบับที่ 82

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 สิงหาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...