โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมยกเลิก "โรงบ่อนเบี้ย" ทั้งที่พนันทำเงินเข้ารัฐ บันเทิงใจ 9 โมงเช้ายันเที่ยงคืน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ต.ค. 2565 เวลา 18.40 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2565 เวลา 18.39 น.
ภาพบรรยากาศเล่นการพนันสมัยรัชกาลที่ 5 จัดฉากถ่ายภาพโดยชาวต่างชาติ (ภาพจาก

เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์เราจะหาความบันเทิงเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง แหล่งรวมความบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทยตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 2430 เป็นต้นมา ก็คือ โรงบ่อนเบี้ย ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในยามค่ำคืนที่ให้ผู้คนมาพนันเสี่ยงโชค อันนำมาสู่แหล่งรายได้สำคัญของรัฐ ยังปรากฏความบันเทิงหลากหลายตั้งแต่เก้าโมงเช้ายาวไปจนถึงเที่ยงคืน

งานวิจัยของ วีระยุทธ ปีสาลี ซึ่งภายหลังถูกรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ “กรุงเทพฯ ยามราตรี” บอกเล่าเกี่ยวกับสภาพโรงบ่อนเบี้ยในพระนครไว้ว่า“โรงบ่อนเบี้ยเป็นพื้นที่บันเทิงของพระนครที่ได้รวมเอากิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจในยามค่ำคืนหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน นับตั้งแต่การเล่นพนัน การชมมหรสพและการเดินหาของกินเล่น จนทำให้คนกรุงเทพฯ ออกมาเที่ยวเตร่ตามโรงบ่อนต่างๆ

โรงบ่อนเบี้ยในฐานะศูนย์รวมความบันเทิงนอกจากการเล่นการพนันแล้ว ยังมีความบันเทิงชนิดต่าง ๆ ที่เจ้าของบ่อนจัดหามาไว้เพื่อเป็นเครื่องดึงดูดใจให้ลูกค้าเข้ามาเล่นการพนันในบ่อน อาทิ ละคร โดยเฉพาะละครผู้หญิง ลิเก งิ้ว เป็นต้น การแสดงเหล่านี้เล่นกันตั้งแต่เช้าประมาณเก้านาฬิกาไปจนถึงเที่ยงคืน…”

บ่อนหาใช่เป็นแหล่งสร้างความบันเทิงสำหรับประชาชนเท่านั้น สถานที่นี้ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งรายได้ที่นำเงินเข้ารัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังเช่นสถิติการเก็บภาษีของรัฐใน พ.ศ. 2435-2436 และ พ.ศ. 2439-2440 ซึ่งภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ ผู้เขียนบทความ “ความสำคัญของการพนันและการเล่นหวยในสังคมสยาม ที่มาของ “ภาษีบาป” อธิบายไว้ว่า รายได้รวมจากบ่อน หวย ฝิ่นและสุรา นับเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐ อาจเรียกได้ว่าเงินที่ได้จาก “ภาษีบาป” เหล่านี้ทำให้รัฐสยามมีรายรับที่มั่นคงมากกว่ารายได้จากแหล่งอื่น ๆ

ขณะที่ก่อนหน้านั้น ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเก็บภาษีบ่อนและหวยก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่องโดยอยู่ในชื่อ “ภาษีการพนัน” ในแต่ละปีรัฐสามารถจัดเก็บภาษีชนิดนี้ได้สูงถึง 500,000 บาท ทำให้ต่อมามีหลายหัวเมือง เช่น เมืองเพชรบุรีที่มีแรงงานชาวจีนเข้ามาทำงานในโรงงานน้ำตาลจำนวนมาก ได้ทำการขอผูกขาดการเก็บภาษีการพนัน

ไม่เพียงเท่านั้น บ่อน(และหวย)ยังเป็นภาพสะท้อนการขยายตัวของเมือง เนื่องจากในขณะนั้น (ราวช่วงสมัยรัชกาลที่ 4-5) บ่อนกลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของชนชั้นล่างโดยเฉพาะพวกผู้ใช้แรงงาน เป็นแหล่งรวมของนักเลง มีหาบเร่ของกินที่มาตั้งแผงขายรองรับผู้มาใช้บริการบ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี โรงงิ้ว และโรงรับจำนำ

“อาจกล่าวได้ว่าหากบ่อนไปตั้งที่ใด ที่นั้นก็จะกลายเป็นชุมชนขนาดย่อมที่มีร้านรวงต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมาเช่นกัน ทั้งนี้จากการสำรวจจำนวนบ่อนในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2430 พบว่ามีจำนวน 400 แห่ง และในจำนวนนี้ 126 แห่งเป็นบ่อนขนาดใหญ่

การสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับหัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของผู้คนและการเล่นพนันเช่นกัน ใน พ.ศ.2443 เมื่อทางรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ และนครราชสีมาเสร็จสิ้น ประชาชนจากหัวเมืองนั่งรถไฟเข้ามาในเมืองกรุงเพื่อเล่นการพนันจนต้องมีการจัดรถไฟเสริม”

อย่างไรก็ตาม บ่อนต้องมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญดังที่วีระยุทธ ปีสาลี อธิบายไว้ว่า “ในปี พ.ศ. 2430-2460 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจบ่อนเบี้ยขนาดใหญ่ กล่าวคือ รัฐได้เข้ามาควบคุมกิจการบ่อนเบี้ยด้วยการลดจำนวนบ่อนเบี้ยลงเรื่อยๆ ให้เหลือแต่บ่อนใหญ่ๆ และย้ายทำเลที่ตั้งจากริมถนนให้ไปอยู่ในที่ลับตาคนตามตรอกซอยต่างๆ แต่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจของเมืองคือที่สำเพ็งและตอนใต้ของพระนครและได้พัฒนาบ่อนใหญ่ที่เหลืออยู่ให้เป็นที่ศูนย์รวมความบันเทิงก่อนที่จะยกเลิกกิจการบ่อนเบี้ยไปอย่างถาวรในปี พ.ศ. 2460”

ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ ได้รวบรวมไว้ว่ามีหลายประการ ทั้งเรื่องของการขัดหลักศาสนาพุทธและเรื่องความไม่ “ศิวิไลซ์” ของประเทศ แต่สาเหตุที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความไม่สงบเรียบร้อยของสังคมอันเนื่องมาจากปัญหาอาชญากรรม ทั้งเรื่องฉกชิงวิ่งราวเพื่อนำทรัพย์สินไปขายกับโรงรับจำนำแล้วนำเงินมาเล่นการพนันและปัญหาซ่องโสเภณี

ขณะนั้นมีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมและทำให้รัฐต้องเสียเวลากับปัญหาดังกล่าว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และอธิบดีกรมตำรวจต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การพนันเป็นบ่อเกิดที่ทำให้เกิดความยากจนและปัญหาการฉกชิงวิ่งราว โดยเฉพาะการปล้นชิงในเขตภาคกลางที่มาจากการอพยพของชาวลาวเข้ามาทำงานในพื้นที่เกษตรกรรมและเล่นการพนันในยามว่างจนหมดตัว รวมถึงในเขตพื้นที่มณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลชุมพร

ทั้งหมดจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ชนชั้นนำสยามเริ่มเห็นว่าไม่ควรที่จะสนับสนุนการเปิดบ่อนและการเล่นหวยอีกต่อไปและเริ่มมีการจำกัดจำนวนของบ่อนและโรงหวยขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนบ่อนและการเล่นหวยจะถูกจำกัดขอบเขตในทางกฎหมาย รัฐสยามก็ยังคงใช้การพนันและการเสี่ยงโชคในลักษณะนี้มาเป็นกิจกรรมในการระดมทุน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการออกล็อตเตอรี่เพื่อระดมเงินสนับสนุนโครงการต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกิจการเสือป่า การสร้างโรงพยาบาล การจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้กับรัฐ เป็นต้น หวยกับการพนันจึงไม่เคยหมดไปจากสังคมสยาม และอาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมทั้งสองประเภทเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานและมีส่วนช่วยสำคัญในการสนับสนุนรัฐไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วีระยุทธ ปีสาลี. กรุงเทพฯ ยามราตรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557.

ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์. “ความสำคัญของการพนันและการเล่นหวยในสังคมสยาม ที่มาของ “ภาษีบาป”
“. ออนไลน์. ศิลปวัฒนธรรม. เผยแพร่เมื่อ 26 สิงหาคม 2561. เข้าถึงเมื่อ 4 สิงหาคม 2563.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 สิงหาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...