ห้องปฏิบัติการท้าทายความชรา ย้อนเวลาสู่ความเยาว์วัย/ทะลุกรอบ ป๋วย อุ่นใจ
ทะลุกรอบ
ป๋วย อุ่นใจ
ห้องปฏิบัติการท้าทายความชรา
ย้อนเวลาสู่ความเยาว์วัย
ผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของนูบาร์ อเฟยาน (Noubar Afeyan) นักลงทุนชาวอาร์แมเนียน-อเมริกัน ประธานบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) และผู้ก่อตั้งบริษัท venture capital ชื่อดัง Flagship Pioneering ที่ลงในวารสาร Forbes ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
นูบาร์เล่าว่า เขาชอบถามนักวิจัยด้วยคำถามที่เพี้ยนๆ และฟังดูเป็นไปไม่ได้ตลอด อย่างคำถามที่ว่า “จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเราจะเอามาช่วยรักษามะเร็งได้มั้ย” หรือ “จะเป็นไปได้มั้ยที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงนำส่งยาไปพร้อมๆ กับส่งออกซิเจนไปด้วย”
และหนึ่งในคำถามสุดเพี้ยนของเขาก็คือ “เป็นไปได้มั้ยที่ใช้เอ็มอาร์เอ็นเอเป็นพื้นฐานของการรักษาโรค” นี่เป็นคำถามที่เขาถามสเตฟาน แบนเซล (Stephane Bancel) ในปี 2011
คำตอบผมตอบไปก็คือ “จะบ้าเหรอ ไม่มีทางจะเวิร์กเลย” สเตฟานที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอของโมเดอร์นาบอก
แต่เขาก็ยอมละตำแหน่งซีอีโอบริษัทฟาร์มาของฝรั่งเศสเพื่อมาช่วยนูบาร์บริหารโมเดอร์นาอยู่ดี
สเตฟานเล่าว่า กลยุทธ์ที่ทำให้เขายอมสยบก็คือความน่ารักของนูบาร์ที่ไม่พยายามจะยัดเยียดไอเดียเข้ามาในหัวของเขา แต่ช่วยกระตุ้นเขาให้คิดได้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะเข้ามาร่วมนั้นอาจจะเปลี่ยนโลกไปได้ และมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
เขาเล่าว่าในช่วงเริ่มวิกฤตโควิด โมเดอร์นาระดมทุนได้มากถึงพันล้านเหรียญ แม้จะยังเป็นที่คาดเดากันว่าจะรุ่งโรจน์หรือรุ่งริ่ง วัคซีนโมเดอร์นาพัฒนาออกมาสองวันหลังจากที่เปเปอร์จีโนมของไวรัสโควิด-19 ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา ทันเวลาพอดีกับการเอามาทดลองใช้เพื่อต้านโรคระบาด
และที่แจ๊กพ็อตก็คือ ผลดีเกินคาด เอ็มอาร์เอ็นเอเวิร์ก!
ความสำเร็จของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอทำให้บริษัทโมเดอร์นามีมูลค่าการลงทุนในตลาดมากถึงหนึ่งแสนสองหมื่นล้านเหรียญ และทำให้พวกเขาสองคนร่ำรวยติดอันดับโลก โดยมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ชัดเจนว่าความกล้าได้กล้าเสียของสเตฟานครั้งนี้ให้ผลตอบแทนสุดแสนคุ้มค่า
นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักจะมองอะไรที่พลิกแพลง หลายคนบอกว่าให้คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก แต่การลงทุนทุกอย่างคือความเสี่ยง นักลงทุนบางคนถึงขั้นตามอ่านงานวิจัยนวัตกรรมแบบฮาร์ดคอร์ด้วยตัวเองเลยก็มี ในขณะที่บางคนก็ใช้เงินจ้างนักวิทยาศาสตร์ชั่วโมงบินสูงมาเป็นที่ปรึกษา
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยูริ ไมล์เนอร์ (Yuri Milner) นักธุรกิจชื่อดังชาวรัสเซีย หนึ่งในนักลงทุนรุ่นบุกเบิกของเฟซบุ๊ก (Facebook) และผู้ก่อตั้ง mail.ru ได้จัดงานปาร์ตี้ส่วนตัวที่คฤหาสน์สุดหรูบนเขาที่เมืองลอส อัลทอส (Los Altos) ในแคลิฟอร์เนีย งานนี้ เขาเชิญแต่นักวิทยาศาสตร์ฝีมือดีมาเข้าร่วม บางคนถึงระดับเคยพิชิตรางวัลโนเบลมาแล้วก็มี
ยูริมีแนวคิดทะลุกรอบ เขาคือหนึ่งในผู้ริเริ่ม Breaktrough prize ที่ให้รางวัลนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างผลงานพลิกโลกได้เป็นผลสำเร็จ และเขากำลังมีโปรเจ็กต์ยิ่งใหญ่ที่ถ้าหากสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมมนุษย์ไปอย่างคาดไม่ถึง
เขามีแผนที่จะตั้งห้องทดลองเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะท้าทายความชรา ย้อนเวลาสู่วัยเยาว์ เขาตั้งชื่อแลบว่า อัลทอสแล็บ (Altos lab)
ไอเดียย้อนวัยนี้ต่อยอดมาจากงานวิจัยของชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) นักวิจัยสเต็มเซลล์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ได้ค้นพบกรรมวิธีที่จะเปลี่ยนเซลล์ที่เปลี่ยนไป จนทำงานเฉพาะอย่างแล้วในอวัยวะต่างๆ ให้ย้อนคืนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์ได้อีกครั้ง
ความลับของยามานากะก็คือโปรตีนสี่ชนิด (Oct3/4, Sox2, c-Myc และ Klf4) ที่ในวงการสเต็มเซลล์เรียกกันว่า “ปัจจัยของยามานากะ” หรือ “Yamanaka factor”
ปัจจัยของยามานากะมีบทบาทในการควบคุมการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสเต็มเซลล์ ทำให้เซลล์ร่างกายของคนปกติสามารถที่จะเปลี่ยนย้อนกลับไปกลายเป็นสเต็มเซลล์ที่มีลักษณะแทบไม่ต่างไปจากสเต็มเซลล์ที่พบในตัวอ่อน
สเต็มเซลล์ที่ได้จากการเหนี่ยวนำด้วยปัจจัยของยามานากะนี้ เรียกว่าเซลล์ iPS หรือ induced pluripotent stem cell
การค้นพบของยามานากะทำให้คนทำงานสเต็มเซลล์ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก เพราะเมื่อสามารถสร้างสเต็มเซลล์ได้ในห้องปฏิบัติการ ไม่ต้องรอขอบริจาคแยกมาจากรก หรือจากตัวอ่อน ปัญหาในเรื่องการขาดแคลนตัวอย่างสเต็มเซลล์และปัจจัยทางจริยธรรมก็บรรเทาเบาบางลง
งานวิจัยนี้จึงทำให้ยามานากะได้รางวัลโนเบลไปในปี 2012
นอกจากจะเปลี่ยนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์แล้ว อีกอย่างที่ปัจจัยของยามานากะทำก็คือการย้อนวัย แม้แต่เซลล์จากคนชราอายุร่วมร้อย เมื่อได้รับปัจจัยของยามานากะ จนย้อนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์แล้ว สัญญาณทั้งหลายแห่งความชรา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนดีเอ็นเอที่เรียกว่า เอพิเจเนติกส์ (epigenetics) จนถึงความยาวของปลายสารพันธุกรรมที่เรียกว่าเทโลเมียร์ (telomere) ก็จะย้อนกลับมารีเซ็ตใหม่
ถ้าพิจารณาอายุเซลล์ก็จะกลายเป็นเซลล์เยาว์วัย ไม่ต่างไปจากเซลล์ของเด็กทารก
การที่เซลล์ชรากลับมาอ่อนวัยถือเป็นเรื่องดี แต่หากเปลี่ยนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์เต็มตัว พวกมันจะหลงลืมว่าพวกมันเคยเป็นเซลล์ของอวัยวะอะไร สเต็มเซลล์มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้มากมาย
ปัญหาก็คือ บางทีเซลล์เหล่านี้จะเปลี่ยนตัวเองไปแบบผิดๆ กลายเป็นเนื้องอกแปลกๆ ที่เรียกว่า เทราโทมา (Teratoma) ซึ่งแม้จะไม่ค่อยอันตรายนัก (เพราะมักจะไม่พัฒนาจนกลายไปเป็นมะเร็ง) แต่ความอัปลักษณ์ไม่แพ้ใคร เพราะเนื้องอกเทราโทมามักจะมีลักษณะเหมือนอวัยวะที่พัฒนาขึ้นมาแบบไม่สมประกอบ บางทีก็เป็นก้อนขน เล็บ หรือแม้แต่ซี่ฟันที่ไปเติบโตอยู่ผิดที่ผิดอวัยวะ
ดังนั้น เซลล์ที่เราต้องการจริงๆ เพื่อการย้อนวัยของอวัยวะ อาจจะไม่ใช่สเต็มเซลล์แต่เป็นเซลล์อ่อนวัยที่พร้อมจะแบ่งเซลล์ออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอที่อยู่ภายในอวัยวะนั้นแหละ
แล้วถ้าใส่ปัจจัยของยามานากะลงไปแค่สักระยะหนึ่ง แล้วรีบหยุดไว้ก่อนที่พวกมันจะย้อนกลายเป็นสเต็มเซลล์เต็มตัวล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น นักวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า การโปรแกรมเซลล์ใหม่แบบบางส่วน (partial reprogramming)
และผลที่ได้จากวิธีนี้ออกมาเหมือนฟ้าประทาน เซลล์เหล่านั้นจะเริ่มย้อนวัย แต่ยังคงลักษณะของเซลล์อวัยวะตั้งต้นนั้นเอาไว้อยู่ เซลล์พวกนี้สามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ และไม่ทำให้เกิดเทราโทมา
ในปี 2020 เดวิด ซินแคลร์ (David Sinclair) นักชีววิทยาและพันธุศาสตร์จากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ได้ใช้วิธีการนี้ เพื่อรีเซ็ตอายุของเซลล์ประสาทตาของหนูทดลองที่เป็นต้อหิน โดยใช้ปัจจัยของยามานากะ 3 ตัว ประกอบไปด้วย Oct4 Sox2 และ Klf4 (เขาตัดสินใจไม่ใส่ c-Myc เพราะถ้าใส่ไปจะเพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งได้)
ผลปรากฏว่าสภาพของเซลล์ประสาทตาของหนูที่เป็นต้อหินที่เสื่อมสภาพไปแล้วเริ่มกลับมาฟื้นฟูเริ่มสร้างโครงข่ายเซลล์ประสาทใหม่จนทำให้หนูทดลองเริ่มกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
แล้วถ้าในคนล่ะ ผลที่ได้จะเหมือนกับในหนูมั้ย
สำหรับคำถามนี้ วิตโทริโอ เซบาสเตียโน (Vittorio Sebastiano) นักวิจัยสเต็มเซลล์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ทดลองโปรแกรมเซลล์ใหม่โดยใส่เอ็มอาร์เอ็นเอที่ควบคุมการสร้างปัจจัยของยามานากะเข้าไปในเซลล์มนุษย์ และเขาก็ได้พบว่า ผลที่ได้คือ เซลล์อวัยวะที่เขาทดลองไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน หรือแม้แต่เซลล์ผิวหนังสามารถย้อนวัยได้จริงๆ โดยที่ไม่หลงลืมว่ามันเคยเป็นเซลล์อะไรด้วย
“เราได้เห็นการย้อนวัยของเซลล์ชนิดต่างๆ มากกว่ายี่สิบชนิดแล้ว” วิตโทริโอเผย
แม้ว่าทีมวิจัยของทั้งเดวิดและวิตโทริโอจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการย้อนวัย แต่โอกาสที่จะเจอเนื้องอกเทราโทมาก็ยังเยอะอยู่ และก็ยังตัดความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็งออกไปไม่ได้ การทดลองทุกอย่างที่ดูเหมือนจะได้ผลดีที่ทั้งสองกลุ่มรายงานออกมานั้น มันเป็นแค่ก้าวแรก
ถ้าจะเอามาใช้ย้อนวัยในคนจริงๆ ยังคงต้องศึกษาและปรับปรุงกันต่อไป
การเปิดตัวของอัลทอสแล็บกับเงินทุนมหาศาล เพื่อทุ่มกับงานวิจัยย้อนวัยรักษาโรคชรานี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าสนใจในวงการสเต็มเซลล์ ที่อาจจะเปลี่ยนวงการแพทย์ไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนก็ได้ในอนาคต
ใครจะรู้ น้ำพุแห่งวัยเยาว์อาจจะมีคนค้นพบในอีกไม่ช้าไม่นานก็เป็นได้
กระซิบว่ายูริไม่ใช่นักลงทุนกระเป๋าหนาวิสัยทัศน์ไกลแค่คนเดียวที่มาลงกับเทคโนโลยีนี้ เพราะเจฟฟ์ เบซอซ (Jeff Bezos) อดีตซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง Amazon ก็มาร่วมลงขันในอัลทอสแล็บกับเขาด้วยเช่นกัน
มีคนบอกว่า ตอนเด็กก็อยากจะรวย แต่พอรวยแล้ว ก็อยากกลับมาเด็ก ถ้าดูอายุอานามของทั้งเจฟฟ์และยูริก็กำลังเข้าสู่วัยใกล้เกษียณแล้วทั้งคู่ ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า อะไรคือแรงบันดาลใจที่แท้จริงเบื้องหลังการลงทุนมหาศาลเพื่อตามหายาอมฤตแห่งความเยาวัยของมหาเศรษฐีทั้งสอง
แต่ยังไงการลงทุนครั้งนี้ ถ้าสำเร็จ ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็น่าจะเป็นพวกเราทุกคน ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้กลับมาย้อนวัยสิบสี่อีกครั้งกันตอนอายุแปดสิบสี่ก็เป็นได้…เย้!