โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห้องปฏิบัติการท้าทายความชรา ย้อนเวลาสู่ความเยาว์วัย/ทะลุกรอบ ป๋วย อุ่นใจ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ก.พ. 2565 เวลา 01.53 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 04.00 น.

ทะลุกรอบ

ป๋วย อุ่นใจ

 

ห้องปฏิบัติการท้าทายความชรา

ย้อนเวลาสู่ความเยาว์วัย

 

ผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของนูบาร์ อเฟยาน (Noubar Afeyan) นักลงทุนชาวอาร์แมเนียน-อเมริกัน ประธานบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) และผู้ก่อตั้งบริษัท venture capital ชื่อดัง Flagship Pioneering ที่ลงในวารสาร Forbes ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นูบาร์เล่าว่า เขาชอบถามนักวิจัยด้วยคำถามที่เพี้ยนๆ และฟังดูเป็นไปไม่ได้ตลอด อย่างคำถามที่ว่า “จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเราจะเอามาช่วยรักษามะเร็งได้มั้ย” หรือ “จะเป็นไปได้มั้ยที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงนำส่งยาไปพร้อมๆ กับส่งออกซิเจนไปด้วย”

และหนึ่งในคำถามสุดเพี้ยนของเขาก็คือ “เป็นไปได้มั้ยที่ใช้เอ็มอาร์เอ็นเอเป็นพื้นฐานของการรักษาโรค” นี่เป็นคำถามที่เขาถามสเตฟาน แบนเซล (Stephane Bancel) ในปี 2011

คำตอบผมตอบไปก็คือ “จะบ้าเหรอ ไม่มีทางจะเวิร์กเลย” สเตฟานที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอของโมเดอร์นาบอก

แต่เขาก็ยอมละตำแหน่งซีอีโอบริษัทฟาร์มาของฝรั่งเศสเพื่อมาช่วยนูบาร์บริหารโมเดอร์นาอยู่ดี

สเตฟานเล่าว่า กลยุทธ์ที่ทำให้เขายอมสยบก็คือความน่ารักของนูบาร์ที่ไม่พยายามจะยัดเยียดไอเดียเข้ามาในหัวของเขา แต่ช่วยกระตุ้นเขาให้คิดได้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะเข้ามาร่วมนั้นอาจจะเปลี่ยนโลกไปได้ และมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

เขาเล่าว่าในช่วงเริ่มวิกฤตโควิด โมเดอร์นาระดมทุนได้มากถึงพันล้านเหรียญ แม้จะยังเป็นที่คาดเดากันว่าจะรุ่งโรจน์หรือรุ่งริ่ง วัคซีนโมเดอร์นาพัฒนาออกมาสองวันหลังจากที่เปเปอร์จีโนมของไวรัสโควิด-19 ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา ทันเวลาพอดีกับการเอามาทดลองใช้เพื่อต้านโรคระบาด

และที่แจ๊กพ็อตก็คือ ผลดีเกินคาด เอ็มอาร์เอ็นเอเวิร์ก!

ความสำเร็จของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอทำให้บริษัทโมเดอร์นามีมูลค่าการลงทุนในตลาดมากถึงหนึ่งแสนสองหมื่นล้านเหรียญ และทำให้พวกเขาสองคนร่ำรวยติดอันดับโลก โดยมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ชัดเจนว่าความกล้าได้กล้าเสียของสเตฟานครั้งนี้ให้ผลตอบแทนสุดแสนคุ้มค่า

 

นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักจะมองอะไรที่พลิกแพลง หลายคนบอกว่าให้คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก แต่การลงทุนทุกอย่างคือความเสี่ยง นักลงทุนบางคนถึงขั้นตามอ่านงานวิจัยนวัตกรรมแบบฮาร์ดคอร์ด้วยตัวเองเลยก็มี ในขณะที่บางคนก็ใช้เงินจ้างนักวิทยาศาสตร์ชั่วโมงบินสูงมาเป็นที่ปรึกษา

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยูริ ไมล์เนอร์ (Yuri Milner) นักธุรกิจชื่อดังชาวรัสเซีย หนึ่งในนักลงทุนรุ่นบุกเบิกของเฟซบุ๊ก (Facebook) และผู้ก่อตั้ง mail.ru ได้จัดงานปาร์ตี้ส่วนตัวที่คฤหาสน์สุดหรูบนเขาที่เมืองลอส อัลทอส (Los Altos) ในแคลิฟอร์เนีย งานนี้ เขาเชิญแต่นักวิทยาศาสตร์ฝีมือดีมาเข้าร่วม บางคนถึงระดับเคยพิชิตรางวัลโนเบลมาแล้วก็มี

ยูริมีแนวคิดทะลุกรอบ เขาคือหนึ่งในผู้ริเริ่ม Breaktrough prize ที่ให้รางวัลนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างผลงานพลิกโลกได้เป็นผลสำเร็จ และเขากำลังมีโปรเจ็กต์ยิ่งใหญ่ที่ถ้าหากสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมมนุษย์ไปอย่างคาดไม่ถึง

เขามีแผนที่จะตั้งห้องทดลองเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะท้าทายความชรา ย้อนเวลาสู่วัยเยาว์ เขาตั้งชื่อแลบว่า อัลทอสแล็บ (Altos lab)

 

ไอเดียย้อนวัยนี้ต่อยอดมาจากงานวิจัยของชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) นักวิจัยสเต็มเซลล์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ได้ค้นพบกรรมวิธีที่จะเปลี่ยนเซลล์ที่เปลี่ยนไป จนทำงานเฉพาะอย่างแล้วในอวัยวะต่างๆ ให้ย้อนคืนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์ได้อีกครั้ง

ความลับของยามานากะก็คือโปรตีนสี่ชนิด (Oct3/4, Sox2, c-Myc และ Klf4) ที่ในวงการสเต็มเซลล์เรียกกันว่า “ปัจจัยของยามานากะ” หรือ “Yamanaka factor”

ปัจจัยของยามานากะมีบทบาทในการควบคุมการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสเต็มเซลล์ ทำให้เซลล์ร่างกายของคนปกติสามารถที่จะเปลี่ยนย้อนกลับไปกลายเป็นสเต็มเซลล์ที่มีลักษณะแทบไม่ต่างไปจากสเต็มเซลล์ที่พบในตัวอ่อน

สเต็มเซลล์ที่ได้จากการเหนี่ยวนำด้วยปัจจัยของยามานากะนี้ เรียกว่าเซลล์ iPS หรือ induced pluripotent stem cell

การค้นพบของยามานากะทำให้คนทำงานสเต็มเซลล์ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก เพราะเมื่อสามารถสร้างสเต็มเซลล์ได้ในห้องปฏิบัติการ ไม่ต้องรอขอบริจาคแยกมาจากรก หรือจากตัวอ่อน ปัญหาในเรื่องการขาดแคลนตัวอย่างสเต็มเซลล์และปัจจัยทางจริยธรรมก็บรรเทาเบาบางลง

งานวิจัยนี้จึงทำให้ยามานากะได้รางวัลโนเบลไปในปี 2012

 

นอกจากจะเปลี่ยนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์แล้ว อีกอย่างที่ปัจจัยของยามานากะทำก็คือการย้อนวัย แม้แต่เซลล์จากคนชราอายุร่วมร้อย เมื่อได้รับปัจจัยของยามานากะ จนย้อนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์แล้ว สัญญาณทั้งหลายแห่งความชรา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนดีเอ็นเอที่เรียกว่า เอพิเจเนติกส์ (epigenetics) จนถึงความยาวของปลายสารพันธุกรรมที่เรียกว่าเทโลเมียร์ (telomere) ก็จะย้อนกลับมารีเซ็ตใหม่

ถ้าพิจารณาอายุเซลล์ก็จะกลายเป็นเซลล์เยาว์วัย ไม่ต่างไปจากเซลล์ของเด็กทารก

การที่เซลล์ชรากลับมาอ่อนวัยถือเป็นเรื่องดี แต่หากเปลี่ยนกลับไปเป็นสเต็มเซลล์เต็มตัว พวกมันจะหลงลืมว่าพวกมันเคยเป็นเซลล์ของอวัยวะอะไร สเต็มเซลล์มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้มากมาย

ปัญหาก็คือ บางทีเซลล์เหล่านี้จะเปลี่ยนตัวเองไปแบบผิดๆ กลายเป็นเนื้องอกแปลกๆ ที่เรียกว่า เทราโทมา (Teratoma) ซึ่งแม้จะไม่ค่อยอันตรายนัก (เพราะมักจะไม่พัฒนาจนกลายไปเป็นมะเร็ง) แต่ความอัปลักษณ์ไม่แพ้ใคร เพราะเนื้องอกเทราโทมามักจะมีลักษณะเหมือนอวัยวะที่พัฒนาขึ้นมาแบบไม่สมประกอบ บางทีก็เป็นก้อนขน เล็บ หรือแม้แต่ซี่ฟันที่ไปเติบโตอยู่ผิดที่ผิดอวัยวะ

ดังนั้น เซลล์ที่เราต้องการจริงๆ เพื่อการย้อนวัยของอวัยวะ อาจจะไม่ใช่สเต็มเซลล์แต่เป็นเซลล์อ่อนวัยที่พร้อมจะแบ่งเซลล์ออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอที่อยู่ภายในอวัยวะนั้นแหละ

แล้วถ้าใส่ปัจจัยของยามานากะลงไปแค่สักระยะหนึ่ง แล้วรีบหยุดไว้ก่อนที่พวกมันจะย้อนกลายเป็นสเต็มเซลล์เต็มตัวล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น นักวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า การโปรแกรมเซลล์ใหม่แบบบางส่วน (partial reprogramming)

และผลที่ได้จากวิธีนี้ออกมาเหมือนฟ้าประทาน เซลล์เหล่านั้นจะเริ่มย้อนวัย แต่ยังคงลักษณะของเซลล์อวัยวะตั้งต้นนั้นเอาไว้อยู่ เซลล์พวกนี้สามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ และไม่ทำให้เกิดเทราโทมา

 

ในปี 2020 เดวิด ซินแคลร์ (David Sinclair) นักชีววิทยาและพันธุศาสตร์จากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ได้ใช้วิธีการนี้ เพื่อรีเซ็ตอายุของเซลล์ประสาทตาของหนูทดลองที่เป็นต้อหิน โดยใช้ปัจจัยของยามานากะ 3 ตัว ประกอบไปด้วย Oct4 Sox2 และ Klf4 (เขาตัดสินใจไม่ใส่ c-Myc เพราะถ้าใส่ไปจะเพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งได้)

ผลปรากฏว่าสภาพของเซลล์ประสาทตาของหนูที่เป็นต้อหินที่เสื่อมสภาพไปแล้วเริ่มกลับมาฟื้นฟูเริ่มสร้างโครงข่ายเซลล์ประสาทใหม่จนทำให้หนูทดลองเริ่มกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

แล้วถ้าในคนล่ะ ผลที่ได้จะเหมือนกับในหนูมั้ย

สำหรับคำถามนี้ วิตโทริโอ เซบาสเตียโน (Vittorio Sebastiano) นักวิจัยสเต็มเซลล์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ทดลองโปรแกรมเซลล์ใหม่โดยใส่เอ็มอาร์เอ็นเอที่ควบคุมการสร้างปัจจัยของยามานากะเข้าไปในเซลล์มนุษย์ และเขาก็ได้พบว่า ผลที่ได้คือ เซลล์อวัยวะที่เขาทดลองไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน หรือแม้แต่เซลล์ผิวหนังสามารถย้อนวัยได้จริงๆ โดยที่ไม่หลงลืมว่ามันเคยเป็นเซลล์อะไรด้วย

“เราได้เห็นการย้อนวัยของเซลล์ชนิดต่างๆ มากกว่ายี่สิบชนิดแล้ว” วิตโทริโอเผย

แม้ว่าทีมวิจัยของทั้งเดวิดและวิตโทริโอจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการย้อนวัย แต่โอกาสที่จะเจอเนื้องอกเทราโทมาก็ยังเยอะอยู่ และก็ยังตัดความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็งออกไปไม่ได้ การทดลองทุกอย่างที่ดูเหมือนจะได้ผลดีที่ทั้งสองกลุ่มรายงานออกมานั้น มันเป็นแค่ก้าวแรก

ถ้าจะเอามาใช้ย้อนวัยในคนจริงๆ ยังคงต้องศึกษาและปรับปรุงกันต่อไป

 

การเปิดตัวของอัลทอสแล็บกับเงินทุนมหาศาล เพื่อทุ่มกับงานวิจัยย้อนวัยรักษาโรคชรานี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าสนใจในวงการสเต็มเซลล์ ที่อาจจะเปลี่ยนวงการแพทย์ไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนก็ได้ในอนาคต

ใครจะรู้ น้ำพุแห่งวัยเยาว์อาจจะมีคนค้นพบในอีกไม่ช้าไม่นานก็เป็นได้

กระซิบว่ายูริไม่ใช่นักลงทุนกระเป๋าหนาวิสัยทัศน์ไกลแค่คนเดียวที่มาลงกับเทคโนโลยีนี้ เพราะเจฟฟ์ เบซอซ (Jeff Bezos) อดีตซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง Amazon ก็มาร่วมลงขันในอัลทอสแล็บกับเขาด้วยเช่นกัน

มีคนบอกว่า ตอนเด็กก็อยากจะรวย แต่พอรวยแล้ว ก็อยากกลับมาเด็ก ถ้าดูอายุอานามของทั้งเจฟฟ์และยูริก็กำลังเข้าสู่วัยใกล้เกษียณแล้วทั้งคู่ ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า อะไรคือแรงบันดาลใจที่แท้จริงเบื้องหลังการลงทุนมหาศาลเพื่อตามหายาอมฤตแห่งความเยาวัยของมหาเศรษฐีทั้งสอง

แต่ยังไงการลงทุนครั้งนี้ ถ้าสำเร็จ ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็น่าจะเป็นพวกเราทุกคน ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้กลับมาย้อนวัยสิบสี่อีกครั้งกันตอนอายุแปดสิบสี่ก็เป็นได้…เย้!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...