โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดร.คุรุจิต” เตือนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ จี้รัฐเร่งแผนสำรองน้ำมันและต่ออายุแหล่งปิโตรเลียม

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ดร.คุรุจิต อดีตปลัดพลังงานห่วงความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน เสนอรัฐเร่งแก้ข้อจำกัดกฎหมายก่อนแหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งหมดอายุ พร้อมถอดบทเรียนช่วงเปลี่ยนผ่านแหล่งเอราวัณ หลังการผลิตก๊าซลดลงและไทยต้องนำเข้า LNG ราคาสูงมาทดแทน กระทบประชาชน

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยยังเผชิญความผันผวนจากทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศ

วิกฤตพลังงานที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นภายหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เมื่อหลายประเทศในยุโรปลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในตลาดโลก และทำให้ราคา Spot LNG ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าจากระดับปกติ

ประเทศไทยซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG จากตลาดจรบางส่วน จึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และต้องบริหารทั้งราคาพลังงาน ภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สะสมต่อเนื่อง

“มาตรการดูแลราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ช่วยลดภาระประชาชนในระยะสั้น แต่ภาระต้นทุนไม่ได้หายไป เพียงถูกเลื่อนไปชำระในภายหลัง ดังนั้น การกำหนดนโยบายพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาทั้งผลกระทบเฉพาะหน้าและความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว” ดร.คุรุจิตกล่าว

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน ดร.คุรุจิตเห็นว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาระดับสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงให้เพียงพอ รวมถึงเตรียมแผนรองรับกรณีที่การนำเข้าหรือการขนส่งพลังงานหยุดชะงัก ทั้งนี้ มาตรการควบคุมราคาหรือจำกัดการส่งออกอาจมีความจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลควรกำหนดกรอบระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและไม่กระทบต่อการลงทุนในระยะยาว

ดร.คุรุจิตกล่าวต่อว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวทางเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ควรพิจารณาความสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน 2. การดูแลสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3. ราคาพลังงานที่ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมยอมรับได้

แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากไม่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกสภาวะ ระบบไฟฟ้าจึงยังจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานที่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบได้

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างสมดุลให้ระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพระบบสายส่ง และการศึกษาพลังงานทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

อีกประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหลายแห่งในอ่าวไทยที่กำลังจะทยอยหมดอายุในช่วงปี 2570-2571 โดยเฉพาะแหล่งขนาดเล็กซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงและต้องลงทุนเจาะหลุมใหม่อย่างต่อเนื่อง

ดร.คุรุจิต กล่าวว่า กฎหมายปิโตรเลียมปัจจุบันกำหนดให้ผู้รับสัมปทานยื่นขอต่อระยะเวลาผลิตก่อนสิ้นอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน แต่ในทางปฏิบัติ การวางแผนลงทุน การเจาะหลุม การจัดหาแท่นผลิต และการเตรียมบุคลากรต้องใช้เวลานานกว่านั้นหลายปี หากภาครัฐไม่มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถตัดสินใจลงทุนล่วงหน้าได้ ส่งผลให้การเจาะหลุมและการบำรุงรักษาชะลอตัว ก่อนนำไปสู่การลดลงของกำลังการผลิตในประเทศ

ลักษณะทางธรณีวิทยาของอ่าวไทยประกอบด้วยแหล่งก๊าซขนาดเล็กกระจายตัวเป็นจำนวนมาก หลุมผลิตแต่ละหลุมมีอายุค่อนข้างสั้น จึงต้องมีการเจาะหลุมใหม่และอุดหลุมเดิมอย่างต่อเนื่อง หากการลงทุนหยุดชะงัก ปริมาณการผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“รัฐควรส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ชัดเจนล่วงหน้า ไม่ใช่รอจนใกล้วันหมดอายุ เพราะในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม การตัดสินใจวันนี้จะส่งผลต่อปริมาณการผลิตในอีกหลายปีข้างหน้า” ดร.คุรุจิตกล่าว

สำหรับแนวทางแก้ไข ดร.คุรุจิตเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำกรอบบริหารแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ โดยพิจารณาเป็นรายแหล่งและคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งความพร้อมในการลงทุน ต้นทุนการผลิต ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ ความโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรม ในกรณีที่แหล่งมีศักยภาพเหลืออยู่และผู้ดำเนินการมีความพร้อมลงทุน ควรพิจารณากลไกที่ทำให้การผลิตดำเนินต่อเนื่องโดยไม่เกิดช่วงหยุดชะงัก

ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและสามารถชี้แจงต่อสาธารณะได้อย่างโปร่งใส ขณะเดียวกัน ภาครัฐอาจพิจารณาปรับเงื่อนไขด้านภาษีและผลตอบแทนให้เหมาะสมกับต้นทุนและศักยภาพของแหล่งขนาดเล็กหรือแหล่งที่อยู่ในช่วงปลายอายุการผลิต โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สุทธิของประเทศเป็นสำคัญ

ดร.คุรุจิตเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายควรดำเนินการผ่านกระบวนการของรัฐสภาอย่างเร่งรัด พร้อมเปิดเผยหลักเกณฑ์ รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และกำหนดกรอบเวลาตัดสินใจที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนลงทุนได้

“โจทย์สำคัญไม่ใช่การรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่คือการรักษาความต่อเนื่องในการผลิตพลังงานภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่มีราคาผันผวน และทำให้ประชาชนได้รับพลังงานในราคาที่เหมาะสม” ดร.คุรุจิตกล่าว

พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลเร่งดำเนินการตั้งแต่ขณะนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการผลิตก๊าซและน้ำมันในประเทศที่อาจลดลงในอนาคต และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาต้นทุนพลังงานสูงจากการนำเข้าเชื้อเพลิงในช่วงที่ตลาดโลกผันผวนอีกครั้ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ดร.คุรุจิต” เตือนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ จี้รัฐเร่งแผนสำรองน้ำมันและต่ออายุแหล่งปิโตรเลียม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...