โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โกงสอบท้องถิ่น อย่าให้จบแบบ ‘ตัดตอน’

The Momentum

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

1.

ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว ข่าวการโกงสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ค่อยๆ จางลง ดูเหมือนว่าขบวนการโกงครั้งใหญ่นี้ จะจบลงเพียงข้าราชการระดับเล็กไม่กี่คน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าราชการระดับปลัดจังหวัดที่จังหวัดภูเก็ต ขณะที่ ‘ปลาใหญ่’ ดูเหมือนจะลอยตัว

ทั้งที่จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีผู้ถูกแก้คะแนนไปแล้วกว่า 2,000 คน มูลค่าความเสียหายรวมกันทะลุ 4,500 ล้านบาท นี่ไม่ใช่การทุจริตเล็กๆ ของใครบางคน แต่คือระบบฉ้อฉลครั้งใหญ่ ตั้งแต่การหลุดรั่วของเฉลยข้อสอบ การรับเงินจากผู้เข้าสอบ ไปจนถึงการแก้ไขคำตอบด้วยคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับผลที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

พลันที่เรื่องเกิด สถ.ออกมาชี้แจงว่า ผลสอบอยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้รับจ้างจัดสอบ ขณะที่มศว ยืนยันเสียงแข็งว่า ดำเนินการตรวจข้อสอบและส่งผลสอบไปให้ผู้ว่าจ้างอย่าง สถ.เรียบร้อยแล้ว

ทั้ง สถ.และ มศว ยืนยันเหมือนกับที่หน่วยงานราชการทุกแห่งพูดเวลาเกิดปัญหานั่นคือ ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ ตามกฎหมายทุกประการ

แล้วปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ถ้าทุกคนทำถูกระเบียบ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ แล้วยังมีการโกงครั้งใหญ่ แปลว่าระเบียบราชการและกฎหมายมีปัญหาอย่างนั้นหรือ

2.

สัญญาณตัดตอนเริ่มปรากฎชัด หลังปฏิบัติการตรวจค้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และการแถลงข่าวจับกุมของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับตำรวจ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ข่าวคราวเกี่ยวกับการโกงครั้งมโหฬารก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเปิดเผยว่าผู้ต้องหา 10 กว่าคนที่ถูกจับนั้นเป็นใคร สังกัดหน่วยงานใด ไม่มีเส้นทางการเงินว่าเงินหลักพันล้านไหลไปที่ไหนบ้าง อีกทั้งยังไม่มีคำตอบว่าใครคือผู้ปล่อยเฉลยไฟล์ข้อสอบตั้งแต่ต้นทาง

คำถามคือ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าราชการท้องถิ่นกับข้าราชการตัวเล็กๆ ทำกันเองหรือ ‘ผู้ใหญ่’ ในกระทรวงระดับอธิบดี ระดับปลัดกระทรวง กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย จะไม่รู้เลยหรือ

ในแง่หนึ่งนี่คือ ‘ระเบียบปฏิบัติ’ เพราะแทบทุกครั้งที่เส้นตรงอาจลากขึ้นไปถึงข้าราชการระดับสูง เรื่องจะเงียบผิดปกติ แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนตัวเล็กตัวน้อย นักการเมือง ‘ฝ่ายตรงข้าม’ เส้นเงิน เลขบัญชีจะปรากฏทันที พร้อมผังแสดงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แต่เรื่องนี้คนในแวดวงการเมืองบอกว่า ‘ซับซ้อน’ กว่านั้น หากอยากรู้ให้ไปดูว่า คุณอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นคนของใคร คุณนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นอธิบดี สถ.มาก่อนขณะเกิดเรื่อง เป็นคนของใคร ข้าราชการสายไหน สิงห์แดง สิงห์ดำ กำลังฟาดฟันกันหรือไม่ อาจทำให้ภาพเรื่องขบวนการ ‘โกงสอบ’ ชัดเจนขึ้น

3.

2 กรกฎาคม 2569 คุณสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการโกงสอบท้องถิ่นอยู่ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. เจ้าหน้าที่ของ สถ.

2. บริษัทผู้รับจ้างจัดการสอบ

3. บริษัทเอกชนภายนอก

4. บุคคลอื่นที่ยังไม่ทราบตัวตน โดยมีข้าราชการของ สถ.เข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง 5 ราย ทว่าทั้งหมดยังไม่มีการ ‘เปิดชื่อ’

ผ่านไป 1 สัปดาห์ ทั้งที่มีหลักฐานประจักษ์ชัดทุกอย่าง แต่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาผู้กระทำผิดสักคน และไม่มีการจับกุมใครเลยสักคน

เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะนี่จะเป็นอีกครั้ง ที่สุดท้ายอาจไม่เห็นหน้าค่าตา ‘ผู้ใหญ่’ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เท่ากับเจอ ‘ตอ’ เบ้อเริ่มขวางอยู่

4.

อันที่จริงประเทศไทยไม่ได้เพิ่งเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรก ย้อนกลับไปปี 2556 คดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งใหญ่ กรมสอบสวนคดีพิเศษพบผู้มีคะแนนผิดปกติหลายร้อยราย มีการเพิกถอนผลสอบ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกันหลายชุด แต่ถามว่าสุดท้าย 'ต้นน้ำ' ของขบวนการ ผู้ที่ปล่อยข้อสอบ ผู้ที่รับเงิน ถูกลงโทษจริงจังกี่คน คำตอบคือแทบนับหัวได้ คนที่รับกรรมส่วนใหญ่คือผู้เข้าสอบปลายแถว ส่วนขบวนการยังอยู่ดี รอเพียงการสอบครั้งใหม่

สูตรสำเร็จของการ ‘ตัดตอน’ ในระบบราชการไทยมีหน้าตาคล้ายกันเสมอ 1. รอให้กระแสข่าวจางลง 2. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในหน่วยงานตัวเอง ซึ่งก็คือการให้ผู้ถูกกล่าวหาสอบสวนตัวเอง 3. ลงโทษวินัยข้าราชการระดับปฏิบัติจำนวนหนึ่งพอเป็นพิธี และ 4. ประกาศว่าจะปรับปรุงระบบการสอบให้รัดกุมขึ้นในครั้งหน้า

หากยังจบแบบเดิม ความเสียหาย 4,500 ล้านบาท คะแนนที่ถูกแก้กว่า 2,000 ราย จะเป็นเพียงอุบัติเหตุทางธุรการ และจะเป็นเพียงแค่การทุจริตของคนไม่กี่คนเท่านั้น บังเอิญเหลือเกินว่า คนที่ทุจริตอาจเป็นคนที่อยู่ ‘ตรงข้าม’ กับผู้มีอำนาจพอดี

5.

อย่าลืมว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ คือตำแหน่งข้าราชการ 2,000 กว่าตำแหน่งที่ควรเป็นของคนที่ตั้งใจเข้าไปทำงานรับใช้ชาติ พวกเขาสอบตกไม่ใช่เพราะไม่เก่งพอ หากแต่เพราะมีคนอื่นจ่ายเงินซื้อที่นั่งของเขาไปด้วยวิธีที่สุดแสนจะน่าเกลียด

และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ คนที่ยอมจ่ายเงินหลักแสนถึงหลักล้านเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่เงินเดือนเริ่มต้นหมื่นกว่าบาท ย่อมไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเพื่อรับเงินเดือน แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการ ‘ถอนทุน’ คำถามก็คือว่า หากเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าประตูรับราชการ ระบบราชการท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด งบประมาณผ่านมือมากที่สุด กำลังถูกเติมด้วยคนที่ซื้อตั๋วเข้ามา

ถ้าประตูทางเข้าระบบราชการซื้อขายได้ แล้วเราจะหวังอะไรกับสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนั้น

ที่เรื่องนี้ยิ่งจบแบบตัดตอนไม่ได้ เพราะคนที่ประกาศสงครามกับการทุจริตไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเรื่องนี้จากปากของตัวเอง

12 กุมภาพันธ์ 2569 หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประกาศดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 และประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับ คุณอนุทินแถลงด้วยตัวเองว่า รัฐบาล ‘ไม่สบายใจ’ และประกาศยกระดับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเป็นศัตรูกับการทุจริต

ไม่ใช่แค่คำพูด เดือนเมษายน คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/ 2569 แบ่งภารกิจรัฐบาลเป็น 8 กลุ่ม โดยกลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบเองโดยตรง ไม่มอบให้รองนายกฯ คนใด ถัดมาเดือนพฤษภาคม คุณอนุทินลงนามคำสั่งที่ 174/ 2569 ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ระดมทั้งอัยการสูงสุด ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., ดีเอสไอ และตำรวจ โดยระบุเป้าหมายชัดเจนว่า เพื่อสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามกรอบปี 2571

พูดอีกอย่างคือ การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ เกิดขึ้นในกระทรวงที่คุณอนุทินนั่งเป็นรัฐมนตรี ภายใต้วาระแห่งชาติที่คุณอนุทินประกาศเอง ในภารกิจที่คุณอนุทินคุมเอง และเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เพราะหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ OECD คือมาตรฐานด้านความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต ที่ประเทศผู้สมัครต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้ในกฎหมายเฉยๆ

ลองนึกภาพว่าคณะประเมินของ OECD จะอ่านคดีนี้อย่างไร การสอบบรรจุข้าราชการระดับประเทศที่จัดโดยส่วนกลาง มีผู้ถูกแก้คะแนนกว่า 2,000 ราย ความเสียหาย 4,500 ล้านบาท ทว่า 1 สัปดาห์ผ่านไป ไม่มีการเปิดชื่อผู้กระทำผิดแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้คือหลักฐานชั้นดีว่า ‘กลไก’ และ ‘ระบบ’ ตรวจสอบของรัฐไทยทำงานอย่างไร และเมื่อการคอร์รัปชันกลายเป็นความปกติที่ระบบยอมรับ นักลงทุนที่ทำธุรกิจตรงไปตรงมาย่อมไม่อยากแบกต้นทุนใต้โต๊ะ สุดท้ายทุนที่เหลืออยู่ในประเทศนี้คงมีเพียงทุนสีเทาที่พร้อมจ่าย

หากเป็นไปตามที่คุณอนุทินต้องการ เส้นตายกรอบ OECD ปี 2571 อยู่ห่างออกไปเพียง 2 ปี ทุกครั้งที่คดีใหญ่จบแบบตัดตอน ประเทศไทยไม่ได้แค่ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังเดินถอยหลังออกจากประตูที่ตัวเองเป็นฝ่ายเคาะ…

6.

ถามว่าสังคมควรต้องได้เห็นอะไรบ้างจากเรื่องนี้

1. รายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด ใหญ่แค่ไหน

2. เส้นทางการเงิน ว่าเงินหลักพันล้านไหลขึ้นไปสูงแค่ไหน หยุดที่ใคร

3. คำตอบว่า ใครคือผู้จัดการตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การแก้ข้อสอบ ย้ายข้อสอบ แก้ไฟล์ ถ่ายรูปกระดาษคำตอบปลอม และแก้คะแนนเพื่อบรรจุข้าราชการ นี่คือเรื่องใหญ่ที่คนคุม ‘ระบบ’ เท่านั้นจะจัดการได้

4. ความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้บังคับบัญชาสูงสุด เพราะ สถ.ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ แต่อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย ที่รัฐมนตรีคือนายกฯ เจ้าของวาระแห่งชาติว่าด้วยการปราบทุจริต

หากครบ 1 เดือนแล้วยังไม่มีชื่อ ไม่มีเส้นเงิน ไม่มีผู้ถูกจับกุมเพิ่ม สังคมก็มีสิทธิสรุปได้ว่า ‘ตอ’ ที่ขวางอยู่นั้น ใหญ่เกินกว่าที่ ป.ป.ช., ตำรวจ หรือกระทรวงมหาดไทยเองจะกล้าขุด และคำว่า ‘วาระแห่งชาติ’ ที่นายกฯ ประกาศไว้ ก็จะเป็นเพียงถ้อยคำบนแท่นแถลงข่าว เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คำพูดใหญ่กว่าการกระทำ

หากเป็นเช่นนั้น คำถามคือ การสอบข้าราชการครั้งต่อไป ใครจะเชื่อว่าคะแนนที่ประกาศคือคะแนนจริง และถ้ามีการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก จะเชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้จะเอาจริงเอาจังกับปัญหาดังกล่าว

แต่หากใช้มาตรฐานในอดีตมาจับ ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะจบเหมือนเดิม ในระบบ ในวังวนแบบไทยๆ ที่เป็นแบบนี้ตลอดมา และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...