SpaceX : สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ IPO ยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
มอร์นิ่งสตาร์ เริ่มต้นบทวิเคราะห์บริษัท SpaceX ก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ โดยประเมินมูลค่ายุติธรรมไว้ที่ 7.8 แสนล้านดอลลาร์ มองธุรกิจจรวดและอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink เป็นหัวใจสำคัญของความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนธุรกิจ AI ยังมีความไม่แน่นอนสูงอาจสร้างความเสี่ยงต่อมูลค่าบริษัทในอนาคต
มอร์นิ่งสตาร์ บริษัทวิจัยการลงทุน เปิดเผย บทวิเคราะห์เกี่ยวกับSpaceX ก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) โดยระบุว่า หุ้นของบริษัทอาจมีมูลค่าสูงเกินพื้นฐานในช่วงเริ่มต้น และนักลงทุนระยะยาวอาจมีโอกาสเข้าซื้อในระดับราคาที่เหมาะสมมากกว่าหลังจากเข้าจดทะเบียนแล้ว
มอร์นิ่งสตาร์ ประเมินมูลค่ายุติธรรมของSpaceX ไว้ที่ 7.8 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมให้ระดับความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Economic Moat) อยู่ในระดับ “แคบ” โดยมองว่าธุรกิจปล่อยจรวดและบริการสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นแหล่งสร้างความได้เปรียบหลัก จากต้นทุนที่ต่ำและประสิทธิภาพที่เกิดจากการลงทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
อย่างไรก็ตามมอร์นิ่งสตาร์ มองว่าธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่SpaceX เพิ่งเข้าซื้อกิจการเข้ามานั้นยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจกลายเป็นปัจจัยทำลายมูลค่าได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การประเมินความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยรวมยังไม่สูงกว่านี้
ธุรกิจหลักของ SpaceX
SpaceX ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดยอีลอน มัสท์ ดำเนินธุรกิจออกแบบ ผลิต และให้บริการปล่อยจรวดแบบนำกลับมาใช้ใหม่สำหรับลูกค้าภาครัฐและเอกชน
ตั้งแต่ปี 2019 บริษัทได้เริ่มสร้างเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารของตนเองภายใต้แบรนด์ Starlink เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์และการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ขณะที่ในช่วงต้นปี 2026 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการธุรกิจ AI ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งรวมถึงโมเดล AI ชื่อ Grok ศูนย์ข้อมูล Colossus และเครือข่ายสังคมออนไลน์ X เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจด้วย
จุดแข็งสำคัญคือ “ต้นทุนต่ำ”
มอร์นิ่งสตาร์ระบุว่า ความแข็งแกร่งของSpaceX อยู่ที่การเป็นผู้นำด้านการขนส่งสู่อวกาศด้วยต้นทุนต่ำ โดยบริษัทครองส่วนแบ่งมากกว่า 80% ของปริมาณมวลที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรโลก และสามารถลดต้นทุนการปล่อยดาวเทียมต่อกิโลกรัมได้มากกว่า 95% เมื่อเทียบกับยุคก่อนหน้า
ปัจจัยสำคัญมาจากเทคโนโลยีจรวดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยเฉพาะ Falcon 9 รวมถึงโครงการจรวดรุ่นใหม่ Starship ซึ่ง Morningstar เชื่อว่าหากสามารถขยายการใช้งานได้สำเร็จภายในปี 2029 จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการบรรทุก และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต
ในปี 2025 SpaceXมีการปล่อยจรวดคิดเป็นกว่า 51% ของจำนวนการปล่อยจรวดทั่วโลก และคิดเป็น 83% ของมวลทั้งหมดที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรจากโลก ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งรายสำคัญหลายเท่า
มูลค่าหุ้นที่มอร์นิ่งสตาร์ ประเมิน
มอร์นิ่งสตาร์ใช้แบบจำลองกระแสเงินสดคิดลด (Discounted Cash Flow) ในการประเมินมูลค่า โดยประเมินมูลค่าธุรกิจอวกาศและการสื่อสารไว้ราว 6.11 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจ AI เพิ่มมูลค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอีกประมาณ 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่ารวมอยู่ที่ 7.8 แสนล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์ระบุว่ามูลค่าดังกล่าวต่ำกว่าการประเมินมูลค่าในตลาดเอกชนล่าสุดประมาณ 45-48% ทำให้มีแนวโน้มสูงที่หุ้นจะถูกมองว่ามีราคาสูงเกินพื้นฐานเมื่อเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
แนวโน้มหุ้นหลัง IPO
มอร์นิ่งสตาร์มองว่าแม้หุ้น SpaceXอาจได้รับแรงหนุนในช่วงแรกจากจำนวนหุ้นหมุนเวียนที่มีไม่มาก ความต้องการลงทุนในธีม AI และโอกาสเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 อย่างรวดเร็ว แต่แรงกดดันอาจเกิดขึ้นในระยะต่อมา เมื่อผู้ถือหุ้นเดิมและพนักงานทยอยขายหุ้นออกสู่ตลาดหลังพ้นช่วงล็อกอัพ (Lock-up Period)
ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของSpaceX อาจมีโอกาสเข้าลงทุนในระดับราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยมากกว่าหลังจากช่วงความคึกคักของ IPO ผ่านพ้นไปแล้ว
ทั้งนี้ SpaceXประกาศราคา IPO ที่ระดับ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเพื่อหวังระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การทำ IPO ของสหรัฐ และจะส่งผลให้มูลค่าของบริษัทพุ่งไปถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดกลุ่ม 1 ใน 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงสุดในสหรัฐ
นอกจากนี้ บริษัทจะเคาะราคา IPO ขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิ.ย. ก่อนที่จะเริ่มเปิดทำการซื้อขายหุ้นบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ในวันที่ 12 มิ.ย.