โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ว่าเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

นายเกรียงไกร ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น โดยเชื่อว่าเมื่อประชาชนรับรู้ถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ

“คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงส่งต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ราว 0.2–0.3% และอาจขยับขึ้นได้ถึง 0.5% หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นแรงกระตุ้นที่สูงกว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมที่เคยช่วยหนุนเศรษฐกิจราว 0.1–0.2%” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสำคัญของมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงที่ยังเผชิญความกังวลจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับภาคธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด ซึ่งเป็นช่องทางที่เม็ดเงินสามารถกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน ภาคบริการและธุรกิจเดลิเวอรีมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค มีโอกาสได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี แต่ยังเป็นเพียงการจุดชนวนให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไป เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระยะยาว

“แม้จีดีพีไตรมาสแรกของปีจะเติบโต 2.8% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตยังพึ่งพาภาคการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ผ่าน BOI ของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมและอีเวนต์คุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคัดกรองวีซ่าที่เข้มงวดขึ้นด้านความมั่นคง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องในระยะต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...