ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก
ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ว่าเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
นายเกรียงไกร ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น โดยเชื่อว่าเมื่อประชาชนรับรู้ถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ
“คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงส่งต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ราว 0.2–0.3% และอาจขยับขึ้นได้ถึง 0.5% หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นแรงกระตุ้นที่สูงกว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมที่เคยช่วยหนุนเศรษฐกิจราว 0.1–0.2%” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสำคัญของมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงที่ยังเผชิญความกังวลจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับภาคธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด ซึ่งเป็นช่องทางที่เม็ดเงินสามารถกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน ภาคบริการและธุรกิจเดลิเวอรีมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค มีโอกาสได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี แต่ยังเป็นเพียงการจุดชนวนให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไป เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระยะยาว
“แม้จีดีพีไตรมาสแรกของปีจะเติบโต 2.8% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตยังพึ่งพาภาคการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ผ่าน BOI ของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมและอีเวนต์คุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคัดกรองวีซ่าที่เข้มงวดขึ้นด้านความมั่นคง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.2–0.5% จับตากำลังซื้อ-กระตุ้นศก.ฐานราก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th