สวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนกว่า 77% จี้รัฐบาลเร่งลดค่าครองชีพด่วน
สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจ “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” พบประชาชน 77% อยากให้รัฐบาลช่วยลดค่าครองชีพด่วนที่สุด ขณะที่ส่วนใหญ่กังวลหนี้สาธารณะจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มองเศรษฐกิจ 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มแย่ลง
17 พ.ค. 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผย สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,143 คน ทางออนไลน์และภาคสนามระหว่างวันที่ 12-15 พ.ค. 2569 สรุปผลได้ดังนี้
1. ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด
- อันดับ 1 ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า (77.97%)
- อันดับ 2 แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน (63.78%)
- อันดับ 3 ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส (63.08%)
2.ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร
- อันดับ 1 แย่ลง (46.89%)
- อันดับ 2 เหมือนเดิม (32.81%)
- อันดับ 3 ไม่แน่ใจ (10.50%)
- อันดับ 4 ดีขึ้น (9.80%)
3. ณ วันนี้ ประชาชนกังวลเรื่องใดมากที่สุด
- อันดับ 1 ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท (44.44%)
- อันดับ 2 ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส (13.65%)
- อันดับ 3 ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา (11.81%)
4. ประชาชนคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด
- อันดับ 1 ไม่ค่อยคาดหวัง (33.16%)
- อันดับ 2 ค่อนข้างคาดหวัง (31.06%)
- อันดับ 3 ไม่คาดหวังเลย (23.45%)
- อันดับ 4 คาดหวังมาก (12.33%)
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล เปิดเผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลง และยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่า ประชาชนจ านวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะรอดูผลงาน เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง
ดังนั้นเมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่ง
ขณะที่ผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน