โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผบ.ตร. สั่งสอบคนขับรถไฟ-รถเมล์ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เร่งสอบปากคำคนคุมไม้กั้น

สวพ.FM91

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ผบ.ตร. สั่งสอบคนขับรถไฟ-รถเมล์ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เร่งสอบปากคำคนคุมไม้กั้น

วันนี้ (16 พ.ค. 69) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางจนเกิดเพลิงลุกไหม้ ที่เกิดเหตุบริเวณถนนอโศก-ดินแดง ใกล้กับสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ก่อนจะระบุว่า ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ สน. มักกะสัน เร่งบริหารจัดการจราจรเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างคล่องตัว รวมถึงประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเคลื่อนย้ายรถเมล์ออกจากขบวนรถไฟ ซึ่งขณะนี้สามารถขยับรถเมล์ออกได้แล้ว เหลือเพียงการเคลื่อนย้ายแผ่นปูนบางส่วน

ขณะนี้มีการประชาสัมพันธ์การจราจรให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการฝ่ายสอบสวนให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ขับรถไฟและผู้ขับรถเมล์ ในฐานความผิดประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งความคืบหน้าทางคดีดำเนินไปมากพอสมควรแล้ว
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ เปิดเผยด้วยว่า ได้รับรายงานว่าคนขับรถเมล์ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนขับรถไฟได้รับบาดเจ็บ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง สำหรับประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ที่ห้ามรถเข้าใกล้ทางรถไฟในระยะ 5 เมตร รวมถึงประเด็นความเร็วของรถไฟ เบื้องต้นได้กำชับให้ตรวจสอบระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถสาธารณะที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

จากภาพกล้องวงจรปิดเห็นได้ชัดว่ารถเมล์จอดคร่อมรางรถไฟ ซึ่งไม่ว่าจะมีรถไฟมาหรือไม่ หรือไม้กั้นจะปิดลงหรือไม่ ผู้ขับขี่ก็ควรเว้นระยะจากแนวรางตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านวินัยจราจร
เมื่อถูกถามย้ำว่า การที่รถเมล์จอดคร่อมรางเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อาจไม่ใช่เพียงเรื่องหมิ่นเหม่ แต่การนำรถไปคร่อมบนรางรถไฟเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะสามารถคาดการณ์ถึงผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ไม้กั้นกับตำรวจจราจรในการเคลียร์เส้นทาง จึงได้สั่งให้ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่คุมไม้กั้นได้มีการประสานแจ้งตำรวจหรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รถไฟที่ทราบว่ากำลังจะเข้าสู่ทางร่วมทางแยก ได้แจ้งเตือนตำรวจจราจรหรือผู้ขับขี่ให้เคลื่อนย้ายรถและอพยพผู้โดยสารหรือไม่ โดยมองว่าหากมีการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที อาจลดความสูญเสียลงได้

ส่วนกรณีข้อสงสัยว่า พนักงานขับรถไฟควรมองเห็นรถที่จอดคร่อมรางในระยะประมาณ 500 เมตรหรือไม่ และเข้าข่ายประมาทหรือไม่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ต้องรอผลสอบสวนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระยะทาง ความเร็ว และช่วงเวลา รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการแจ้งเตือนให้เคลื่อนรถออกจากรางหรือไม่ และมีการประสานงานกันอย่างไรเมื่อรถไฟใกล้ถึงจุดตัดทางรถไฟ ส่วนคนขับรถเมล์ เบื้องต้นมองว่าเข้าข่ายความประมาท เพราะการจอดคร่อมรางรถไฟเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตราย แม้ยังต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน แต่จากภาพวงจรปิดเห็นชัดว่ารถเมล์จอดอยู่บนราง ขณะที่รถไฟก็วิ่งมาตามเส้นทางปกติ

สำหรับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่าหากรถเมล์ประมาทแล้ว เหตุใดรถไฟจึงไม่หยุด พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ต้องยึดผลการสอบสวนเป็นหลัก โดยจะพิจารณาว่าพนักงานขับรถไฟได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่ ทั้งในเรื่องการชะลอรถ การได้รับสัญญาณเตือน และการรับรู้สภาพการจราจรบริเวณจุดตัด พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงจอดรถใกล้แนวรางรถไฟแม้ในช่วงการจราจรติดขัด พร้อมย้ำว่าทุกคนต้องมีวินัยจราจร และร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียลักษณะนี้ขึ้นอีก แม้จะยอมรับว่าอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่เชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกฝังวินัยและความตระหนักด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...