‘รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย’ ทรัมป์ถูกจวกแทรกบอลโลก หลังทำคนอื่นเดือดร้อน
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ฟาวล์ในสนามบอลโลก FIFA World Cup 2026 เมื่อโฟลาริน บาโลกัน เจ้าของฉายาเพชรฆาตกองหน้าทีมทัพพญาอินทรี (ทีมชาติสหรัฐฯ) โดนใบแดงจากจังหวะปะทะกับนักเตะบอสเนีย ซึ่งหลังผู้ตัดสินดู VAR แล้วเห็นว่า การเข้าสกัดรุนแรงพอจะเป็นใบแดง แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้ เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โทรหาประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ให้ทบทวนคำตัดสิน และไม่นานต่อมา ทาง FIFA ประกาศยกเลิกการโดนแบนของโฟลาริน บาโลกัน และสามารถลงเล่นต่อได้ แม้ใบแดงจะยังอยู่ ซึ่งสร้างความโมโหให้กับแฟนบอลทั่วโลกอย่างมาก จนกลายเป็นประเด็นระดับโลกว่า "ผู้นำประเทศควรมีสิทธิ์เข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินของ FIFA จริงเหรอ?"
Spotlight จะพาไปดูว่าเส้นแบ่งระหว่าง กีฬา การเมือง และอิทธิพลของมหาอำนาจมันอยู่ตรงไหนกัน?
ย้อนรอยเหตุการณ์ใบแดงสหรัฐฯ
วันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในศึกฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้าย มีการลงแข่งขันระหว่างทีมชาติสหรัฐฯ กับทีมชาติบอสเนียฯ โดยสหรัฐฯ เอาชนะไปได้ 2-0 ซึ่งโฟลาริน บาโลกัน นักบอลกองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ เป็นคนทำประตูได้ แต่หลังจากนั้นมีการประกาศหลังดู VAR ว่า ‘โฟลารินโดนใบแดง’ เนื่องจากเกิดการปะทะ โดยใช้เท้าเหยียบไปที่ข้อเท้าของทาลิค มูฮาเรโมวิช กองหลังทีมชาติบอสเนียฯ ส่งผลให้ต้องโดนแบนโดยอัตโนมัติ 1 นัด และนั่นความหมายความว่า เขาหมดสิทธิ์ในการลงเล่นเกมนัดสำคัญรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่จะเจอกับเบลเยียมที่เมืองซีแอตเทิล
ซึ่งมีการถกเถียงกันมากในหมู่แฟนบอล บางคนมองว่าเป็นการเข้าปะทะที่อันตราย สมควรโดนใบแดงถูกแล้ว แต่บางคนก็มองว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้เจตนา ควรโดนแค่ใบเหลือง โดยตัวของโฟลารินเองก็มองว่าควรเป็นใบเหลืองเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายฝ่ายตรงกันข้ามก็ตาม เมื่อถูกตัดสินไปแล้ว เราควรเคารพกฎกติกาของกีฬาทุกประเภท แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายต่างหาก
ทรัมป์ไม่พอใจ ขอโทรหาประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA)
หลังจากนั้นไม่นาน มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก FIFA เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า พวกเขาระงับโทษใบแดงของโฟลาริน และเขาสามารถกลับเข้ามาลงสนามได้ โดยเปลี่ยนโทษจากการโดนแบน 1 นัดเป็น เป็นรอลงอาญา 1 ปีแทน หมายความว่า หากในอนาคตภายในรอบ 1 ปี เขาทำผิดแบบนี้อีก โทษนี้จะถูกทบไปกับรอบการแบนอันใหม่ ซึ่งการความถกเถียงในโลกโซเชียลอย่างมาก ถึงการที่ FIFA ผู้ตั้งกฎ กำลังละเมิดกฎตัวเอง
นอกจากนี้ หลังจากมีการประกาศจาก FIFA โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์ทางโซเชียลว่า "ขอบคุณ FIFA ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความไม่ยุติธรรมครั้งใหญ่" และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักงานข่าวต่างประเทศว่า “ผมได้โทรศัพท์หาจานนี อินแฟนติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อให้ทบทวนโทษของใบแดงนี้อีกครั้ง นี่เป็นการตัดสินที่แย่มาก” ทรัมป์กล่าวเสริม “ผมได้ดูเกมแล้ว นั่นไม่ใช่การฟาวล์ และไม่ได้ละเมิดกฎอะไรเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นแค่นักบอลชายที่วิ่งเร็วแล้วบังเอิญเกิดอบัติเหตุชนกันแค่นั้นเอง” พร้อมกล่าวชม FIFA ฉลาดมากที่ถอนโทษใบแดง และกล่าวย้ำว่า “ผมไม่ได้บอกให้ FIFA ทำอะไร ผมไม่ได้มีอำนาจพอจะทำแบบนั้น”
และยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทรัมป์ได้กล่าวถึงการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียมด้วยเช่นกันว่า “เกมนี้จะเป็นเกมที่ดี เพราะทีมของสหรัฐฯ จะมีสมาชิกทีมครบเช่นเดียวกับทีมของเบลเยียม ถ้าหากทีมเบลเยียมสามารถเอาชนะสหรัฐฯ ได้ พวกเขาควรภูมิใจมาก แต่เช่นเดียวกัน ผมคงต้องมองว่า สหรัฐฯ กำลังถูกโกง เหมือนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในปี 2563 แต่ผมขอไม่ลงลึกกว่านี้ล่ะกัน”
ทางเบลเยียมเองก็มองว่า FIFA ไม่ควรกลับคำตัดสินของตัวเอง ทำให้สมาคมฟุตบอลเบลเยียมออกแถลงการณ์ และยื่นอุทถรณ์คัดค้านการระงับใบแดงนี้ต่อ FIFA เเนื่องจาก FIFA เปลี่ยนกติกากลางการแข่งขัน ซึ่งขัดกับหลักการเล่นอย่างยุติธรรม โดยทำให้คู่แข่งได้เปรียบ แต่ FIFA ออกมาปฏิเสธก่อนการแข่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงว่า ไม่สามารถรับพิจารณาได้ ทำให้โฟลาริน ได้ลงแข่งตามเดิม
ประธานฟีฟ่าแถลง ปฏิเสธกระแสวิจารณ์
เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหน่ำจนจานนี อินฟานติโนได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงโดยเผยว่า คณะกรรมการฝ่ายตุลาการของ FIFA นั้นทำงานอย่างซื่อตรง และเป็นอิสระ โดยตัดสินคดีความตามประมวลข้อบังคับด้านวินัย และข้อเท็จจริง ซึ่งเขายอมรับว่ามีการพูดคุยกับทรัมป์จริง แต่เขากล่าวว่า “เขาชอบพูดคุยเรื่องบอลโลกกับทรัมป์อยู่เสมอ ซึ่งเขาไม่ได้รับสายแค่เพียงทรัมป์เท่านั้น แต่รับสายจากผู้นำประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บริหารคนสำคัญคนอื่นทั่วโลกก็เช่นเดียวกัน” เขากล่าวเสริมว่า “ผมได้อธิบายกับทรัมป์ไปแล้วว่า กระบวนการทางกฎหมายดำเนินแยู่ภายใต้หน่วยงานอิสระของ FIFA และเรื่องนี้จะถูกตัดสินโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามที่ถูกกำหนดไว้”
ใช้อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนกฎกีฬา
นักวิเคราะห์ และคนสำคัญในวงการฟุตบอลต่างมองว่า ‘นี่คือสัญญาณเตือนอันตราย’ แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ไซมอน แซดวิก ศาสตราจารย์ด้านกีฬาแอฟโร - ยูเรเชียจาก mlyon Business School ในเซี่ยงไฮ้ ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า นี่คือการประกาศนโยบายของทรัมป์ที่เรารู้จักกันดี “MAGA : Make America Great Again” ซึ่งเขากำลังแสดงให้โลกได้เห็นอย่างเต็มที่ในบอลโลก เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า การเปลี่ยนกฎกลางคันระหว่างการแข่งขันภายใต้การกดดันของนักการเมืองนั้นละเมิดมาตรฐานจริยธรรม และ FIFA กำลังปล่อยให้กีฬาฟุตบอลถุกนำไปใช้ในเกมการเมือง และคนแรกที่จะใช้คือ ‘สหรัฐอเมริกา’
โธมัส ทูเคคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ได้ตั้งคำถามต่อการยกเลิกใบแดงนี้ว่า "แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบกับการกลับคำตัดสินนี้ล่ะ? เมื่อไหร่? และใช้เกณฑ์อะไร? เรื่องนี้มันจะเลยเถิดไปถึงไหน? มันแปลกมากสำหรับผม" ซึ่งจาเรลล์ ควอนซาห์ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ก็เป็นผู้ซึ่งโดนใบแดงในนัดชนะเม็กซิโก 3-2 เช่นเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน เซปป์ แบลตเตอร์ อดีตประธานฟีฟ่า ก็ร่วมโรงวิจารณ์ผ่านโซเชียลว่า "ใบแดงไม่ได้ถูกยกเลิกด้วยโทรศัพท์จากนักการเมือง แต่มันถูกยกเลิกด้วยกฎเกณฑ์ หลักฐาน และองค์กรที่เป็นอิสระ หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ แทรกแซงประธานฟีฟ่าได้ แล้วจู่ๆ นักเตะก็เคลียร์โทษได้ก่อนเกมฟุตบอลโลกรอบน็อกเอาต์… คำถามคือ ฟีฟ่ากำลังจะเดินหน้าไปทิศทางไหน? ฟุตบอลต้องไม่กลายมาเป็นสนามเด็กเล่นของอำนาจทางการเมือง!"
ทำไมฟีฟ่าถึงยอมจำนน: มุมมองทางธุรกิจ และการทูต
การตัดสินใจขอ FIFA ในการกลับคำตัดสินการลงโทษในสนามถือเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักวิเคราะห์ชี้ว่า เหตุผลที่ FIFA ยอมตามข้อเรียกร้องของทรัมป์นั้น มาจากทั้งผลประโยชน์มหาศาลทางการเงิน และการเดินเกมทางการเมือง
จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิคาดการณ์ว่า เขามีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่ที่ประมาณ 15-20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 500-700 ล้านบาท) ซึ่งรายได้หลักมาจากเงินเดือนในตำแหน่งประธานฟีฟ่า และรายได้เดิมสมัยทำงานเป็นผู้บริหารของยูฟ่า (อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภายนอก และไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากฟีฟ่า)
ปีนี้ฟุตบอลโลก มีเงินรางวัลรวม 655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23,580 ล้านบาท) และยังสร้างรายได้ถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2.92 แสนล้านบาท โดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ นับว่าเป็นการแข่งขันรายการยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหลักว่าทำไม FIFA จะต้องแพ้อำนาจการเมืองของทรัมป์
- การหารายได้ของ FIFA จากสหรัฐฯ
สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วมหลักของการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 ซึ่งการสร้างความบาดหมางกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็นภัยคุกคามทางการเงิน โดยศาสตราจารย์ไซมอน แซดวิก เผยว่า การยอมจำนนโดยดีของ FIFA นั้นเชื่อมโยงกับ‘การแสวงหารายได้ของอินฟานติโน และ FIFA’
- รางวัลสันติภาพฟีฟ่าค้ำคอ
เมื่อเดือนธันวาคมปี 2568 อินฟานติโนได้มอบ ‘รางวัลสันติภาพฟีฟ่า ฟุตบอลรวมโลกเป็นหนึ่ง’ ครั้งแรกให้กับทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่า นี่เป็นครั้งแรกให้การประจบทรัมป์ และเหตุการณ์ใบแดงเป็นเพียงส่วนขยายของการประจบเท่านั้น โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงอำนาจเหนือความโปร่งใสทางกีฬาของการแข่งขัน
ท้ายที่สุดแม้ว่าโฟลาริน บาโลกันได้ลงเล่นตามที่ FIFA อนุญาต แต่สหรัฐฯ ก็แพ้เบลเยียม 4-1 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย การถกเถียงไม่ได้จบลงด้วยผลการแข่งขัน แต่ยังคงดำเนินต่อในประเด็นเรื่องความเป็นกลางของ FIFA และการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกีฬา เพราะเรื่องนี้ หัวใจไม่ใช่ใบแดง แต่คือการที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด MAGA (Make America Great Again) ดูเหมือนจะขยายอิทธิพลเข้าสู่องค์กรกีฬาระดับโลก นี่อาจเป็นตัวอย่างของการที่กีฬา การเมือง และผลประโยชน์ของมหาอำนาจเริ่มเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน