IMF–World Bank Annual Meetings: กรุงเทพฯ 2534 เมื่อไทยกลายเป็น Success Story (ตอน 4)
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก
ก่อนที่เราจะมาคุยกันถึงงานใหญ่ในเดือนตุลาคมปีนี้ เราลองมองย้อนกลับไปในปี 2534 ที่ประเทศไทยได้รับโอกาสในการจัดประชุม IMF World Bank ครั้งแรกกัน ขณะที่สายตาของโลกจับจ้องการล่มสลายของระเบียบสงครามเย็น กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2534 เป็นเป้าหมายของการประชุมประจำปีของของ IMF World Bank ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ IMF-World Bank จัดการประชุมขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งใน “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” และถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของการพัฒนาในห้วงเปลี่ยนผ่านของระเบียบเศรษฐกิจโลก
การประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ซึ่งขณะนั้นจัดว่าเป็น “ดาวรุ่งแห่งเอเชีย” ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจและการเงินโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ซึ่งเป็นสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดของสหภาพโซเวียตและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก
แต่สำหรับ จันทวรรณ สุจริตกุล นักเศรษฐศาสตร์สาวของธนาคารแห่งประเทศไทย ความยิ่งใหญ่ในฉากหน้านั้นไม่ใช่สิ่งที่จำได้มากที่สุด สิ่งที่ฝังใจจันทวรรณตลอดกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมาคือวินาทีเล็กๆ ในบูธล่ามแคบๆ ที่นั่งจดคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ไว้บนกระดาษ เพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่ทำหน้าเป็นล่ามแปลต่อ
เด็กใหม่อายุงาน 3 ปี กับภารกิจ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ปี 2534
“ถ้าประเทศไทยไม่จัดครั้งนี้ ต้องรออีก 300 ปี”
ประโยคนั้นดังขึ้นในห้องประชุมที่ใช้ชี้แจ้งเจ้าหน้าที่ประสานงานเพื่อแนะนำ IMF ให้ผู้ปฏิบัติงาน บทบาทหน้าที่ของ IMF และความสำคัญของการประชุมในครั้งนั้น และจันทวรรณ สุจริตกุล อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จำได้ไม่เคยลืมจนถึงทุกวันนี้
จันทวรรณนั่งอยู่ในนั้นในฐานะเด็กใหม่เริ่มทำงานได้เพียง 2-3 ปี เพิ่งกลับจากการเวียนงานในฝ่ายงานต่างๆ ของแบงก์ชาติ และถูกคัดเลือกให้ทำหน้าที่ Liaison Officers (เจ้าหน้าที่ประสานงาน) ในวาระที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกครั้งแรกในปี 2534
จันทวรรณฉายภาพย้อนกลับไปว่า ก่อนที่แบงก์ชาติจะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ประสานงานในการประชุมใหญ่ระดับโลกครั้งนั้น ก็ต้องมีการบรีฟภายในก่อน โดย ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้อำนวยการ สำนักงานผู้ว่าการที่เคยไปปฏิบัติหน้าที่ที่ IMF ในสำนักงานของกลุ่มออกเสียง (Constituency) เอเชีย South East Asian Voting Group ได้บรรยายให้ทีมงานรุ่นเยาว์ฟังว่า IMF มีหน้าบทบาทหน้าที่อะไร ทำไมการประชุมครั้งนี้จึงสำคัญ และสิ่งที่พวกเขากำลังจะมีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนั้น
แล้วก็มาถึงประโยคนั้น “IMF จัดประชุมใหญ่นอกกรุงวอชิงตันทุกๆ 3 ปี IMF มีสมาชิกกว่า 100 ประเทศ หากจะให้สมาชิกทุกประเทศมีโอกาสได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และถ้าประเทศไทยไม่ได้จัดการประชุมในรอบนั้น เราจะต้องรออีก 300 ปีถึงจะวนมาให้เราได้จัดอีกครั้ง การประชุมครั้งนั้นจึงเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในช่วงอายุของคนคนหนึ่ง
“มาตอนนี้ภูมิใจนะ กับประโยคนั้นของ ดร. พิสิฐ” จันทวรรณเล่า “เป็นความภูมิใจมาก ที่ในช่วงชีวิตนี้ที่ได้เห็นการประชุมนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง
ในช่วงเวลานั้น จันทวรรณทำงานที่แบงก์ชาติมาได้เพียง 2-3 ปีเศษ ยังอยู่ในสถานะที่เธอเรียกว่า “เณร” ได้รับมอบหมายงานสองอย่างในระหว่างการประชุมในฐานะเจ้าหน้าที่รุ่นเยาว์ที่มีหน้าที่แปลถ้อยแถลงของผู้แทนประเทศต่างๆ และช่วยดึงประเด็นสำคัญให้สื่อมวลชนได้นำไปพาดหัวข่าว
งานแรก คือสรุปและแปลถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลังของประเทศต่างๆ จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้นักข่าวไทยนำไปเขียนข่าวต่อได้ เอกสารแต่ละชิ้นจะวางไว้ใน pigeon hole (ช่องใส่เอกสาร) แยกเป็นรายประเทศ
“เด็กทำงานสองสามปียังเขียนสุนทรพจน์ไม่เป็น แค่แปลอย่างเดียว” จันทวรรณเล่าย้อน “แปลจากอังกฤษเป็นไทย แล้วก็ไปหยอดไว้ใน pigeon hole นักข่าวอยากจะไปดูว่ารัฐมนตรีประเทศไหนหรือผู้ว่าการประเทศใดพูดเรื่องอะไรก็มาหยิบไปดูได้เลย”
งานที่สอง หน้าที่พิเศษกว่า คือนั่งเป็น “เด็กช่วยล่าม” ในบูธแปลของอาจารย์ดวงทิพย์ สุรินทร์ธาทิพย์ ผู้รับผิดชอบแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย
ที่นั่งในบูธแคบนั้น จันทวรรณมีหน้าที่เดียวคือเขียนคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ไว้บนกระดาษให้อาจารย์เห็น ทันทีที่เห็นสัญญาณว่าอาจารย์นึกคำศัพท์ไม่ออก
“อาจารย์ท่านเป็นนักอักษรศาสตร์ เข้าใจภาษาฝรั่งเศสดีมาก แต่ภาษาเศรษฐศาสตร์การเงินท่านอาจจะไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน” จันทวรรณอธิบาย “เราก็นั่งเขียนไป inflation หมายถึง เงินเฟ้อ liberalization เท่ากับเปิดเสรี GDP เท่ากับอัตราการเติบโต แบบนี้”
มุมมองที่เป็น bird’s-eye view ของการประชุมจากหน้าต่างของบูธของล่ามช่างเป็นภาพที่ขลังมากในมุมของพนักงานใหม่
บริบทที่โลกกำลังเปลี่ยน กับปรากฏการณ์ Asian Miracle
ในมุมมองของจันทวรรณ สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนั้นพิเศษยิ่งกว่าปกติไม่ใช่เพียงเพราะไทยเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นเพราะช่วงเวลานั้นโลกกำลังพลิกโฉมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ปลายทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1990 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจโลก ปี 1989 กำแพงเบอร์ลินพังทลาย เยอรมนีตะวันออกกำลังจะรวมกับเยอรมนีตะวันตก ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกเผชิญแรงกดดันหนัก ขณะที่สหภาพโซเวียตกำลังเข้าสู่ภาวะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
หลายประเทศกำลังเปิดเสรีการค้าการลงทุนและการเงินระหว่างประเทศ ในเวลานั้นเต็มไปด้วยคำถามสำคัญว่า ประเทศที่เคยวางแผนส่วนกลาง ไม่รู้จักระบบตลาดเสรี จะสามารถปรับเข้าสู่เศรษฐกิจที่เป็นกลไกตลาดได้อย่างไร
เชื่อว่าบรรยากาศในยุคนั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่โลกตะวันตกและ IMF กำลังมองหา“ตัวอย่าง” เพื่อนำไปเป็นต้นแบบการแนะนำ ประเทศในยุโรปตะวันออกที่เป็นสมาชิกสหภาพโซเวียต (Former Soviet Union) ที่กำลังจะแยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชและก้าวเข้าสู่ระบบกลไกตลาดเสรีเป็นครั้งแรก หลังจากที่อยู่กับระบบการวางแผนจากส่วนกลาง มาเป็นเวลานาน และเมื่อแยกตัวเองออกมาเป็นประเทศใหม่อีกหลายสิบประเทศจะต้องสมัครเป็นสมาชิก IMF ในฐานะรัฐเอกราช ที่จะต้องรับพันธะและหน้าที่ของสมาชิกภาพในองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ต่อไป
ในบรรยากาศนั้น IMF และ World Bank น่าจะมองหาบทเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศสมาชิกใหม่หลังสงครามเย็น
แนวคิดการประชุมในช่วงนั้นจึงมีประเด็น การเปิดเสรี (liberalization) การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ (deregulation) การแปรรูปรัฐวิสากิจ (privatization) กระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) และโมเดลของการเติบโตที่อิงกับการส่งออก (export-led growth)
ในขณะที่เศรษฐกิจของยุโรปตะวันออกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบอบเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทยกลับถูกจับตามองด้วยความรุ่งเรืองจนถูกขนานนามว่า “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” (Asian Miracle) โดย ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของอำนาจเศรษฐกิจ เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง โตเร็วมาก ส่วน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กำลังถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งรุ่นถัดไป
ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ GDP ในช่วงปี 2524-2533 ที่สูงต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 ปีก่อนหน้าการประชุม IMF มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 10% ต่อปี จากการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงิน การเปิดเสรีภาคอุตสาหกรรมและบริการ และนโยบายขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการส่งออก เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามา ภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นคึกคัก ผู้แทนจำนวนมากมองกรุงเทพฯ แล้วเห็น “อนาคตของโลกกำลังย้ายมาฝั่งเอเชีย”
“บรรยากาศของการประชุม IMF ในยุคนั้นตอบรับการดำเนินนโยบายของเอเชียและประเทศไทยที่มีการผลักดันแนวคิดการเปิดเสรี และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าที่เคยใช้เพื่อสงวนเงินตราระหว่างประเทศ ไปสู่นโยบายการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกในยุคที่โลกไร้พรมแดน ซึ่งโมเดลความสำเร็จนี้กลายเป็นต้นแบบสำคัญที่ IMF นำไปปรับใช้ จันทวรรณจำได้แม่นว่า เวลาไปอบรม Financial Programming ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แบบฝึกหัดที่ IMF ใช้ในการอบรมนักเศรษศาสตร์จากประเทศสมาชิกจะเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทยและตุรกีหลายปีติดต่อกัน” จันทวรรณกล่าว
และเมื่อย้อนถอยหลังจากปี 2534 ประเทศไทยก็มีเรื่องราวด้านเศรษฐกิจทั้งการค้นพบก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในอ่าวไทยเมื่อปี 2514 และการเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการในปี 2524 พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ผสมด้วยการริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ในปี 2525
จันทวรรณเล่าต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้แสดงความพร้อมในเวทีโลกด้วยหมุดหมายสำคัญ โดยในปี 2533 ไทยได้ประกาศยอมรับพันธะข้อ 8 (Article VIII) ของ IMF อย่างเป็นทางการ จากเดิมที่รับเพียงพันธะข้อ 14 ซึ่ง “ไทยสัญญาว่าจะไม่มีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา สำหรับการค้าระหว่างระหว่างประเทศ” สะท้อนถึงการก้าวสู่ระบบกลไกตลาดที่โปร่งใสและเป็นสากลอย่างเต็มตัว
สำหรับเงื่อนไขพันธะข้อ 8 คือ ห้ามใช้ multiple currency practices ห้ามกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตราอย่างเลือกปฏิบัติ เช่น ใช้อัตราหนึ่งสำหรับสินค้านำเข้า หรืออีกอัตราหนึ่งสำหรับการส่งออก หรืออีกอัตราหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวหรือการโอนเงินของแรงงาน เว้นแต่ IMF จะอนุญาต เนื่องจากหลังสงครามโลก ประเทศที่ยังไม่พร้อมอาจจะต้องการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนเพื่อเอื้อต่อการส่งออก และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งเพื่อลดภาระในการนำเข้า อย่างไรก็ตาม พันธะข้อ 8 ไม่ได้ ห้ามประเทศควบคุมเงินทุนทั้งหมด เพราะยังอนุญาตให้ควบคุม “บัญชีทุน” (capital account) ได้ เช่น จำกัดเงินทุนไหลเข้าออกระยะสั้น ควบคุมการลงทุนต่างประเทศบางประเภท มาตรการป้องกันวิกฤติค่าเงิน
นอกจากนี้ หลังการประชุมตามมาด้วยการประกาศเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 2535 ซึ่งสานต่อคำประกาศที่เคยกล่าวบนเวทีโลกที่จะยังคงเดินหน้าการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการปฏิรูปเปิดเสรีในประเทศ เช่น การยกเลิกระบบใบอนุญาตป้ายทะเบียนและอนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำรถยนต์ส่วนตัวมาจดทะเบียนเป็นแท็กซี่ส่วนบุคคล และนำระบบแท็กซี่มิเตอร์มาใช้เพื่อเปิดตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น รองรับความต้องการของผู้ใช้บริการในเมืองที่กำลังเติบโต
“มันเป็นจังหวะความลงตัวของประเทศในลำดับการพัฒนาของประเทศในเวทีการเงินโลก” จันทวรรณกล่าว “ปี 2533 ประเทศไทยรับพันธะข้อ 8 ของกองทุนกองทุนเงินระหว่างประเทศ ปี 2534 จัดประชุมประจำปีของ IMF กับธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ทำให้นานาชาติได้เห็นความพร้อมของประเทศไทยในฐานะสมาชิก IMF ในการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานของสมาชิกภาพ และในการรับรองผู้แทนจากวงการเงินการธนาคารจากทั่วโลก มีเรื่องราวของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินของประเทศไปเล่าให้โลกฟัง และต่อมาในปี 2535 ประเทศไทยก็ร่วมกับสมาชิกอาเซียนในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ที่เป็นปฐมบทของความตกลงการค้าเสรีอีกหลายฉบับที่จะตามมา มันเป็นความลงตัวมากๆ เลย”
ภายในประเทศเอง รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ก็ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในวงกว้าง การปฏิรูปกฎหมายระเบียบกฎเกณฑ์ เช่น พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก็เกิดขึ้นในปี 2535 “เป็นการวางรากฐานของการโครงสร้างทางด้านสถาบันสำหรับวงการเงิน และเศรฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ”
สุนทรพจน์นายกฯอานันท์ที่ชวนโลกมอง “การพัฒนา” ให้มากกว่าการเติบโต
อย่างไรก็ดี จันทวรรณกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้การประชุม IMF ที่กรุงเทพฯ ในครั้งนั้นเป็นที่จดจำและสร้างความอัศจรรย์ใจให้กับผู้นำทางการเงินทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขการเติบโตทางวัตถุหรือสถิติที่สวยหรู แต่เธอเชื่อว่าคือสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน (ร่างโดย ท่านนิพัทธ พุกกะณะสุต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในสมัยนั้น ) ที่ได้ส่งสารสำคัญไปยังเวทีโลกว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข ข้อมูล หรือสถิติเท่านั้น แต่การพัฒนาที่แท้จริงจะต้องเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา (human face of development)”
“ท่านนายกฯอานันท์กล่าวว่า ‘Development is not a process of numbers, facts, figures, and statistics. It has to have a human face.’” จันทวรรณถอดความว่า “มันคือมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์ มิติของความเป็นอยู่ที่ดีของคนในประเทศ การพัฒนาไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุ ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขการเติบโตของ GDP ที่สวยหรู แต่เป็นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของคนในประเทศ”
จันทวรรณกล่าวว่า คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอานันท์แสดงให้ชาวโลกเห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศก็ไม่ได้หลงระเริงอยู่กับความสำเร็จทางวัตถุ แต่ยังคงย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าต้องไม่ละเลยเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
จันทวรรณเล่าว่า หลังพิธีเปิดบรรดาคนทำงานฝ่ายไทยต่างพากันมาจับกลุ่มคุยกันว่า สารของท่านนายกฯ อานันท์สร้างความฮือฮาจนทำให้บรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีคลังจากหลายประเทศต่างพากันกลับไปปรับแก้สุนทรพจน์ของตนเอง เพื่อสะท้อนเรื่อง “human face” ของการพัฒนาจากสุนทรพจน์เปิดงานของประเทศไทย
สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ยังครอบคลุมความคิดที่นำสมัยมากในยุคนั้น ทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือระดับโลก โดยในเรื่องสิ่งแวดล้อมท่านกล่าวว่า “โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภัยอันร้ายแรง นั่นคือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เราต้องตระหนักว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน แต่ต้องดำเนินควบคู่กันไป ในประเทศไทย เรากำลังปรับเปลี่ยนจุดเน้นเพื่อให้มั่นใจว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมของเราจะไม่เกิดขึ้นบนความสูญเสียของมรดกทางธรรมชาติ”
ส่วนด้านความร่วมมือระดับโลก นายกฯ อานันท์กล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังคงรู้สึกเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดการช่วยเหลือคนยากจน การเลี้ยงดูผู้หิวโหย และการทำให้โลกสะอาดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าการทำสงคราม การสิ้นสุดของสงครามเย็นได้มอบรางวัลจากสันติภาพ (peace dividend) ให้แก่เรา ผลตอบแทนส่วนนี้จึงควรถูกนำไปใช้เพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆ ของสังคม”
ประเทศไทย Success Story บนเวทีสากลจากพาดหัวข่าว
จันทวรรณกล่าวว่า การประชุมร่วมของ IMF และธนาคารโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปี 2534 ถือเป็นเสมือน “งานเปิดตัวสู่สังคมโลก” ของประเทศไทยบนเวทีสากล โดยการพาดหัวข่าวในขณะนั้นมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็น ได้แก่ ความลึกซึ้งทางปรัชญาของสุนทรพจน์ของท่านนายกอานันท์ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์หลังสิ้นสุดสงครามเย็น และความสำเร็จของการจัดงานเอง
โดยพาดหัวสำคัญๆ ได้แก่
1. “มิติความเป็นมนุษย์” ของทุนนิยม (The “Human Face” of Capitalism)
พาดหัวข่าวที่ถูกเผยแพร่ไปกว้างขวางที่สุดมุ่งเน้นไปที่การท้าทายของอานันท์ต่อกลุ่ม “บุรุษในชุดสูทสีเทา” (men in gray suits) แห่ง IMF และธนาคารโลก
“Thailand’s PM Challenges IMF to Give Development a ‘Human Face’” เผยแพร่โดย สำนักข่าวรอยเตอร์ส (The Reuters News Service) วันที่ 15 ตุลาคม 2554 (และมีการนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ต่อในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศหลายฉบับทั่วโลก)
“Anand Pleads for the Poor as Bankers Gather in Bangkok” พาดหัวข่าว ของ The New York Times วันที่ 15 ตุลาคม 2554 ถ้อยแถลงของนายกฯ อานันท์ที่ว่า “การเลี้ยงดูผู้หิวโหยนั้นทำได้ยากกว่าการทำสงคราม” (harder to feed the hungry than to make war) กลายเป็นโควตเด็ด (lead soundbite) ที่ถูกนำไปเปิดในสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง
2. “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” และพรมแดนใหม่ (The “Asian Miracle” and the New Frontier)
จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการที่ยุโรปตะวันออกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สื่อมวลชนจึงใช้เวทีการประชุมที่กรุงเทพฯ นี้ในการเน้นย้ำถึงการเคลื่อนย้ายของศูนย์ถ่วงทางเศรษฐกิจโลก
“Bangkok Summit Opens Amid Concerns Over Cost of Soviet Bloc Transition” คือพาดหัวข่าวจริงที่หนังสือพิมพ์ The Financial Times ใช้ในการนำเสนอข่าวระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2534
การประชุม IMF-World Bank ในไทยจึงเป็นมากกว่างานประชุมทางการเงิน แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแบ่งขั้วอำนาจสู่ยุคโลกาภิวัตน์ และในห้วงเวลานั้น ประเทศไทยถูกวางอยู่กลางเวทีโลก ในฐานะตัวอย่างของเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่โลกกำลังจับตา ว่าจะสามารถเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นต้นแบบให้ประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านได้มากน้อยเพียงใด
“ในความรู้สึกของเด็ก มันเป็นสตอรี่ประเทศที่ลงตัวมากเลยตอนนั้น” จันทวรรณบอก