เอกชน หวั่นรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ซ้ำรอยเวียดนาม
เอกชน หวั่นรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ซ้ำรอยเวียดนาม
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม จากกรณีมีชื่อของ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ เข้าซื้อหุ้นบริษัทใหญ่ 7 รายการ 6 บริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ ทรู เคแบงก์ และเมเจอร์ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท โดยจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ จำนวน 2 ราย โดยเป็นชาวปราจีนบุรี และอีกรายเป็นชาวกรุงเทพฯ
มติชนออนไลน์ ได้ติดต่อสอบถามไปยัง นางสาวสุภาพร ชาวกรุงเทพฯ อาชีพลูกจ้าง โดยให้สัมภาษณ์ว่า ทราบเรื่องกรณีดังกล่าวจากเพื่อนที่เป็นนักลงทุนในตลาด เห็นก็โทรมาบอก ซึ่งก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะว่ารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ตน เพราะไม่เคยไปลงทุนอะไรในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงไม่มีความรู้ในด้านนี้เลย อาจจะเป็นคนชื่อคล้ายกัน ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไร ซึ่งล่าสุด ก.ล.ต.ก็ออกข่าวแล้วว่า ไม่ใช่การซื้อขาย ก็คิดว่าคงไม่เกี่ยวกับตน
นางสาวสุภาพรกล่าวอีกว่า เราบริสุทธิ์ใจ ตรวจสอบได้ พร้อมให้ความร่วมมือ เพราะเราก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ คิดว่าน่าจะเป็นคนชื่อซ้ำกัน แล้วตอนนี้ก็ไม่มีการติดต่อมาจากทั้ง ก.ล.ต. หรือตำรวจ เลยคิดว่าเขาคงรู้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องล้านเปอร์เซ็นต์
เมื่อถามว่าจะเข้าไปแจ้งความไว้หรือไม่ว่าถูกแอบอ้างชื่อ นางสุภาพรกล่าวว่า คงไม่ได้ไปทำอะไร ไม่ได้เดือดร้อน เพราะตำรวจคงรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ตน ตนไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย สามารถตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม มติชนออนไลน์ ได้พยายามติดต่อสอบถาม นางสาวสุภาพร ชาวปราจีนบุรี แต่ไม่สามารถติดต่อได้
ด้านแหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เตรียมรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งโซลาร์เซลล์และพลังงานลม โดยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ พร้อมเสนอปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เหลือ 2.16 บาทต่อหน่วยว่า แนวทางดังกล่าวภาคเอกชนต้องการเห็นความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ เนื่องจากการพัฒนาโครงการในยุคแรกนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งราคาแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และต้นทุนทางการเงิน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้การระบุว่าโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเกิน 10 ปีนั้นคุ้มทุนแล้ว อาจไม่เป็นจริงเสมอไปสำหรับทุกโครงการ เพราะด้วยความคุ้มทุนของแต่ละบริษัทมีเงื่อนไขและต้นทุนในอดีตที่ซับซ้อนและท้าทายกว่ายุคปัจจุบันมาก จึงอยากให้รัฐบาลเปิดเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนจะมีการบังคับใช้โยบาย
แหล่งข่าว กล่าวว่า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนเพราะเชื่อมั่นในนโยบายรัฐบาลตั้งแต่แรก หากมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาในลักษณะนี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม จนทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าเข้ามาลงทุนต่อ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชน หวั่นรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ซ้ำรอยเวียดนาม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th