เกาะประเด็นการเมือง ‘คริส’ แฉ! ระบบอากงใน กทม. จี้ ‘ชัชชาติ’ จัดการ
แม้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะดูไม่แรง เพราะมีตัวเต็งจ๋าแล้ว แต่กลับมีกระแสดราม่าเป็นระยะ เช่นเรื่องพรรคประชาชน ( ปชน.) สะดุดกันเองจากการตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ ที่ทำให้แนวร่วม กองเชียร์พรรคหลายคนไม่พอใจ ดราม่าป้ายหาเสียงที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมเอกชนจึงเอื้อให้ “ผู้ว่าทริป”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กว่าคนอื่น ยังมีเรื่องที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย และนายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ แฉเรื่องทุจริตใน กทม.
คริส โปตระนันทน์ แถลงเรื่อง “ระบบอากง” ว่า มีบุคคลบางกลุ่มทำตัวเปรียบเสมือนขับเคลื่อนงานบริหาร กทม.อยู่เบื้องหลัง ผู้ว่าฯ กทม.เป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเท่านั้น “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา มีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า “ป.ร.” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว
มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต จะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่ลักษณะคล้ายเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร เก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย ผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน 4 โล จะไม่ได้รับการแต่งตั้งแต่ถ้าจ่าย 4 โล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต แต่ย้ำว่า ยังมีข้าราชการ กทม. จำนวนมากที่ไม่เข้าสู่ระบบดังกล่าว
ในสำนักงานเขตมีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พรรคได้รับข้อร้องเรียน เช่น การเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของ กทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหาร ตู้หยอดเหรียญ รวมถึงการขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร
“ฝ่ายโยธาเป็นพระเอก เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี มีคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต แต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาท ฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ 5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธาทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท หากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัดระบบอากงออกจาก กทม. และกลับมาเป็นผู้ว่าฯ ที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
“ผู้ว่าฯทริป”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า จากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม “เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี สก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี สก. ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์”
บรรยากาศหาเสียงอื่นๆ ที่สวนหลวง ร.9 พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. “เจมส์”อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเปิดแอปพลิเคชั่น “ส่องรัฐ” ถือเป็นจุดตั้งต้นให้เห็นว่าเราเอาจริงในการตรวจสอบ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่เรารอให้ศาลตัดสินว่าผิดหรือถูก เราสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ถือเป็นธรรมเนียมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาโดยต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องการขอใช้ที่ดินว่างเปล่าของเอกชน ทำประโยชน์สาธารณะ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้เรามีนโยบายที่จะเรียกว่า วิน วิน กันทั้งสองฝ่าย ถ้าสามารถพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ว่าอยากให้พัฒนาอะไร เราก็จะไปทาบทามกับเจ้าของที่ ให้ที่ดินนั้นได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มีผู้สมัคร สก. 50 เขต ของพรรคที่จะไปเอกซเรย์ดูว่า ยังมีพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ยังไม่สามารถทำประโยชน์ได้สูงสุด ก็ต้องลองดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง
“ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ( ปชน.) เบอร์ 10 และคณะ ลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน พร้อมนำเสนอนโยบายค้าขายง่ายของพรรค ว่า ตลาดน้ำคลองลัดมะยมเป็นหนึ่งในตลาดน้ำสี่แห่งในเขตตลิ่งชัน แต่ปัจจุบันซบเซา ตนจึงตั้งใจนำเสนอนโยบายหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชั่น กทม. ที่จะช่วยกระตุ้นการค้าขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าชาวกรุงเทพฯ โดยการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาอุดหนุนร้านค้ารายย่อยมากขึ้น เมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทุก ๆ 20 บาท จะสามารถสะสมยอดเพื่อรับ 1 สิทธิ์ในการลุ้นรางวัล ทาง กทม. จะจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นรางวัล 10 ล้านบาทต่อเดือน
จากกรมสรรพากรเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากร “อดีตนายกฯแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 วินิจฉัยให้ชำระอากร พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายสมชาย แสวงการ สว. ระบุว่า มีคำถามค้างคาใจ ว่า กรมสรรพากรทำได้แค่นี้ หรือทำสุดความสามารถแล้วจริงๆ หรือ ทำตามแบบแผนที่กรมสรรพากรตามกฎหมาย เหมือนที่ทำกับผู้หลบเลี่ยงภาษีทั่วไปหรือไม่
มีข้อสงสัยว่า “เหตุใดกรมสรรพากร ไม่ใช้ ม.37 ของประมวลรัษฎากรเรียกนายทักษิณมาสอบ เหมือนเวลาที่ประชาชนทั่วไปมีปัญหาเรื่องภาษี” ต้องใช้ ม. 37 นี้เรียกไปสอบให้เป็นที่ยุติก่อนใช่หรือไม่ ก่อนที่กรมสรรพากรจะตัดสินใจฟ้องล้มละลาย ยิ่งสงสัยว่า นี่เป็นการตัดสินใจทางกระบวนการถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ หรืออาจถูกครหาว่า เป็นการไม่พยายามสืบทรัพย์อย่างสุดความสามารถ ทั้งในและต่างประเทศ หรือนี่อาจเป็นฮั้วปาหี่การเมืองหรือไม่
มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ 60% และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนนี้ นั้น มีรายงาน ว่า นายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองให้กับทางสำนักงานฯแล้ว
สำนักงาน นอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของ กกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
เกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบ ประเมิน 4 ด้าน คือ 1. งานแผนงานโครงการ 2. ด้านงานท้าท้าย 3 ด้านงานตามมติ กกต และ 4 ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงาน กกต. ทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนน ก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ซึ่งส่งไปแล้วเมื่อเดือน พ.ค.69 และส่วนที่ 2 การประเมินโดย กกต.แต่ละคน มีคะแนนคนละ 100 คะแนน
ในช่วงเที่ยงวันที่ 5 มิ.ย.มีรายงานนายแสวง ได้ส่งข้อความใน LINE ผู้บริหารสำนักงาน กกต.เป็นภาพเอกสารสรุปผลคะแนนการประเมินการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ประจำปีงบประมาณ 25667 และปี 2568 ปีงบประมาณ 2568 ที่มีกระแสข่าวถูกระบุว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินนั้น 1. การดำเนินงานตามแผนงานคะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 25.06 คะแนน หรือ 83.55% การบริหารตามธรรมาภิบาลเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.93 คะแนน หรือ 83.46% ด้านงานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.43 คะแนน หรือ 92.13% รวม 100 คะแนน ได้ 60.18 คะแนน ( คะแนนผ่าน 60 คะแนน แต่งานตามมติ กกต.ปี 67-68 ถูกขีดทับด้วยปากกาเหลืองไว้ )
อีกเรื่องหนึ่ง “สส.เอ๋” อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังที่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 68 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า “ ซินเคอหยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วหรือ ผมขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น
เหล็กเส้นประเภท IF จะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี เตาปรุง Ladle Furnace คือถ้าคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่ มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ ช่วงที่ผมทำงานในทีมสุดซอย เป็นประธานที่ปรึกษาของรมว.อุตสาหกรรมพบว่า ซินเคอหยวนไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก แล้วสต็อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบQC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วหรือ เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน”
"ทีมข่าวการเมือง"