ปชช.จับตาผังเมืองใหม่ พัฒนา "เชียงใหม่" หรือเหลื่อมล้ำพื้นที่ริมน้ำปิง
วันนี้ (4 มิ.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างผังเมืองรวมเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงใหม่ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถาม อย่างกว้างขวางจากภาคประชาชนและนักวิชาการในพื้นที่ ภายหลังมีการเปิดเผยรายละเอียดของร่างผังเมืองดังกล่าว พบความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการจัดสรรประโยชน์ที่ดินริมแม่น้ำปิงและคลองแม่ข่าอย่างมีนัยสำคัญ
โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่นันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชนในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเส้นทางระบายน้ำสายหลักของตัวเมืองเชียงใหม่ ทว่าในร่างผังเมืองฉบับล่าสุดนี้ กลับพบว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนพื้นที่สีเขียวริมน้ำ ให้กลายเป็นเขตพาณิชยกรรม และเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นแทน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลต่อการบริหารจัดการเมืองในอนาคตเป็นอย่างมาก
นายทนวินท วิจิตรพร ตัวแทนสมาคมเพื่อการออกแบบ และส่งเสริมการมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว กล่าวแสดงความห่วงใยว่า การเปลี่ยนสีผังที่ดินบริเวณริมแม่น้ำปิงและคลองแม่ข่าให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่น จะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อประสิทธิภาพในการระบายน้ำผิวดินเมื่อเกิดฝนตกหนัก
นายทนวินท กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าครอบครองที่ดินริมน้ำ อาจนำไปสู่การถมดินเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งจะกลายเป็นการซ้ำเติมและผลักภาระปัญหาน้ำท่วมให้แก่ชุมชนข้างเคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านสิทธิ์ในการเข้าถึงทัศนียภาพ และภูมิทัศน์ริมน้ำปิง จากเดิมที่เป็นสิทธิ์สาธารณะของพลเมืองทุกคน ให้ไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนเอกชน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าผังเมืองฉบับนี้ เป็นเพียงการมุ่งแก้ไขปัญหาในอดีต มากกว่าจะเป็นการออกแบบเมืองเพื่อรองรับอนาคต
ด้าน นายเรืองวิทย์ ว่องไว ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำปิงและชาวเชียงใหม่ เรียกร้องให้ภาครัฐกำหนดมาตรการทางกฎหมาย ในการดูแลรักษาพื้นที่ริมแม่น้ำอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พื้นที่สาธารณประโยชน์ ต้องสูญหายไปและรับประกันว่า ชาวบ้านในชุมชนจะยังคงสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากแม่น้ำปิงได้ดังเดิม
ขณะเดียวกัน ข้อกังวลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องผังสีที่ดินริมน้ำเท่านั้น แต่ในมิติทางรัฐประศาสนศาสตร์และการบริหารจัดการ ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า ผังเมืองรวมฉบับใหม่นี้ มีการขยายขอบเขตพื้นที่ให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้นอย่างมาก โดยกินอาณาบริเวณเต็มพื้นที่ถึง 5 อำเภอ และครอบคลุมบางส่วนของอีก 2 อำเภอ รวมเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้นกว่า 1,428 ตารางกิโลเมตร
นายเรืองวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่งผลให้อำนาจและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองฉบับใหม่นี้ ต้องตกไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่รวมกว่า 60 แห่ง ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ ต้องรับมือกับกฎหมายที่มีความซับซ้อน ภายใต้บริบททางกายภาพ สังคม และเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นายเรืองวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงผังเมืองเชียงใหม่ในครั้งนี้ มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 15 ประเภท เพื่อให้สอดรับกับการเจริญเติบโตของเมือง โดยเพิ่มหมวดหมู่อสังหาริมทรัพย์ใหม่เข้ามา เช่น ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ตลอดจนที่ดินเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และเกษตรกรรม
นอกจากนี้ ในส่วนของแผนผังโครงสร้างระบบคมนาคมและขนส่ง บรรจุแนวถนนโครงการใหม่เพิ่มเข้าไปอีกจำนวน 18 สายทาง เพื่อรองรับความหนาแน่นและการขยายตัวของชุมชนเมืองในอนาคต พร้อมกับสั่งยกเลิกเส้นทางถนน โครงการเดิมจำนวน 7 สายทางที่ไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบัน
ซึ่งนับจากนี้การปรับเปลี่ยนผังเมืองดังกล่าว ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนรวมถึงชาวเชียงใหม่ ต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐในครั้งนี้ จะนำพาเมืองเชียงใหม่ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือจะเป็นการเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงสิทธิ์และพื้นที่สาธารณะของประชาชนให้รุนแรงขึ้น
อ่านข่าวอื่น :
ผู้เลี้ยงกุ้ง 20 จังหวัดบุกกรมประมง วอนคุยมาเลเซียปลดล็อก-ชดเชย 20 บาท/กก.
"ชัชชาติ" ปัดระบบอากง ยันไร้ผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมรับทุกการตรวจสอบ
สภาฯ เห็นชอบตั้ง 25 กมธ.วิสามัญตรวจสอบใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน