“ชัชชาติ” ยันไร้ระบบอากง-ซื้อขายตำแหน่ง ท้าเปิดหลักฐาน
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการกล่าวถึง “ระบบอากง” และข้อกล่าวหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ที่ไม่เป็นธรรมว่า ไม่เคยมีระบบดังกล่าว และการทำงานของทีมเป็นการทำงานร่วมกันตามระบบ
หาก “อากง” หมายถึง นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ก็ยืนยันได้ว่า นายต่อศักดิ์เป็นคนทำงานกับทีมมาโดยตลอด แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ว่าฯ แต่อย่างใด
“ผมยืนยันว่าไม่มีระบบอากง เราไม่ได้ทำงานคนเดียว ทุกคนช่วยกัน แต่สุดท้ายผมเป็นผู้ว่าฯ เป็นหัวหน้าทีม ก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมด” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ ย้ำว่า เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายต้องยึดหลักความสามารถและระบบคัดเลือก ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่ง เพราะหากผู้บริหารไปรับผลประโยชน์จากการโยกย้าย ก็จะไม่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างอิสระ
“ถ้าเราไปรับเงินเรื่องโยกย้าย เราก็ต้องเป็นทาสคนนั้นไปตลอดชีวิต แล้วเราจะทำงานให้ดีได้อย่างไร จะเอาคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราห้ามมาตลอด” นายชัชชาติ ระบุ
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงการจ่ายเงินหรือการนับระยะทางเพื่อเชื่อมโยงกับตำแหน่งนั้น ตนไม่เคยทราบเรื่องนี้ ไม่เคยเป็นนโยบาย และไม่เคยสั่งการ หากมีใครมีข้อมูลชัดเจนก็ขอให้ส่งมา เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่อง “ส่วยโยธา” หากมีข้อมูลว่าข้าราชการคนใดเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้ระบุชื่อ เขต หรือข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ข้าราชการดี ๆ ต้องเสียหายจากการกล่าวหาแบบกว้าง ๆ ยินดีรับฟัง ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพราะหากมีการทุจริตจริงก็ต้องดำเนินการ และที่ผ่านมา กทม. มีการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมาแล้ว และมีการประสานหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบ ยืนยันว่าการทุจริตไม่ใช่นโยบายของทีมบริหาร
อย่างไรก็ตาม หากประเด็นดังกล่าวจะถูกนำมาโจมตีต่อเนื่องในช่วงหาเสียง ก็พร้อมยอมรับการตรวจสอบอยู่แล้ว และหน้าที่ของตนก็คือชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบายให้ประชาชนฟังว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณา
ส่วนกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.เพื่อไทย ออกมาเคลื่อนไหวกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว และถูกเชื่อมโยงกับการเมืองในพื้นที่เขตคลองสามวานั้น สำหรับตนเอง ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ตนไม่ได้สนับสนุนผู้สมัครคนใดเป็นพิเศษในพื้นที่เขตคลองสามวา
ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ สก.เก่าหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคลองสามวา คลองสามวาตะวันออก หรือพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งก็ยอมรับว่า โดยส่วนตัวมีความสนิทสนมกันกับอดีต สก.คลองสามวา และมองว่าเป็นคนทำงานดี เมื่อพื้นที่มีปัญหาก็เข้ามาช่วยประสานและแก้ไขอยู่เสมอ ที่ผ่านมามีการลงพื้นที่ร่วมกันหลายครั้ง ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากระทบกระทั่งกัน และยังพูดคุยกันได้ด้วยดี
สำหรับนโยบายเร่งด่วน หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกสมัย นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องความโปร่งใสและการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันต้องทำต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การศึกษา การรักษาพยาบาล และการทำมาหากิน
กทม. เป็นท้องถิ่น อาจไม่มีงบประมาณไปแจกเงินประชาชนโดยตรง แต่หน้าที่สำคัญคือช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนมากที่สุด เช่น โรงเรียนต้องฟรีและมีคุณภาพ โรงพยาบาลต้องให้บริการได้มาตรฐาน และต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทำมาหากินได้ง่ายขึ้น
ส่วนกรณีถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระทางการเมือง ยืนยันว่าตนลงสมัครในนามอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้พรรคการเมืองใด แม้จะเคยมีความสัมพันธ์กับบางพรรคในอดีต แต่การทำงานในฐานะผู้ว่าฯ ต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำงานร่วมกับ สก.ที่มีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็น สก.ของพรรคใด แต่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต ให้เกียรติประชาชน และให้เกียรติข้าราชการ
นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองควรเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เปิดให้ตรวจสอบได้ และไม่ควรมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู หากมีข้อมูลหรือข้อกล่าวหาใด ๆ ก็พร้อมรับฟัง ตรวจสอบ และชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง เพื่อให้กรุงเทพฯ โปร่งใสและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด