โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘เอกนิติ’ เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว

‘เอกนิติ’ เตรียมประชุม กรอ. นัดแรก 22 มิถุนายนนี้ นำผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว รื้อโครงสร้าง 4 ด้าน ชู Thailand Fast Pass ปลดล็อกกฎหมายหนุนลงทุน

ประเด็นสำคัญ

  • เตรียมตั้ง 4 คณะทำงานย่อย ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจ
  • ชู Thailand Fast Pass ต้นแบบปลดล็อกกฎระเบียบหนุนลงทุน
  • S&P คงเครดิตไทย BBB+ ขณะ IMD ขยับอันดับแข่งขันขึ้น 4 ขั้น
  • ชี้ไทยผชิญโจทย์ค่าครองชีพ-ต้นทุนพลังงาน

วันนี้ (19 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำผลการประเมินจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ทั้ง S&P Global Ratings, Moody’s และ IMD เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า กรอ. ชุดใหม่ ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน จะทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี กำลังคนและแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศมากขึ้น ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

เตรียมตั้ง 4 คณะทำงานย่อย ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจ

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กรอ. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อย 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน เพื่อผลักดันการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.เอกนิติ เชื่อว่า หากสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 3-4 ปี โดยแนวทางการทำงานจะอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน คล้ายกับรูปแบบที่เคยใช้ในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ชู Thailand Fast Pass ต้นแบบปลดล็อกกฎระเบียบหนุนลงทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน เพื่อเป็นต้นแบบการปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ

“Thailand Fast Pass เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้” ดร.เอกนิติ กล่าว

S&P คงเครดิตไทย BBB+ ขณะ IMD ขยับอันดับแข่งขันขึ้น 4 ขั้น

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ผลประเมินล่าสุดจากสถาบันระดับโลกถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อประเทศไทย โดย S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศ

ขณะที่ IMD ปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ จากอันดับ 30 มาอยู่ที่อันดับ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศที่ปรับขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่ที่อันดับ 24 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงด้านการคลังและความง่ายของระบบภาษีที่มีอันดับดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลประเมินยังสะท้อนจุดอ่อนสำคัญของไทย โดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขในระยะต่อไป

ชี้ไทยผชิญโจทย์ค่าครองชีพ-ต้นทุนพลังงาน

สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ส่วนสถานการณ์ของตลาดเงินและตลาดทุน ดร.เอกนิติชี้ว่า ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...