โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กรมควบคุมโรคยืนยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทยยังไม่พบหลักฐานว่าก่อโรครุนแรงเพิ่มขึ้น

สวพ.FM91

อัพเดต 03 มิ.ย. เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. เวลา 05.26 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคโควิด 19 และผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย โดยยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในประเทศ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงดำเนินระบบเฝ้าระวังโรคและการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตาม ประเมินความเสี่ยง และตรวจจับความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30 – 39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูก

ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการส่งตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจำแนกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงเชิงลึก ทำให้ประเทศไทยสามารถติดตามสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติของเชื้อได้อย่างทันท่วงที

"ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วยการเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการระบาดในวงกว้างหรือการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของโรคที่แตกต่างจากแนวโน้มที่เคยพบในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรคโควิด 19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น

กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...