วิเคราะห์หุ้น JAS เมื่อคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026
วิเคราะห์หุ้น JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก2026 เดิมพันครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ JAS จ่าย 2,300 ล้านบาท ได้อะไรบ้าง ?
การคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ของ JAS หรือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นเพียงข่าวใหญ่ในวงการกีฬาไทย แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในตลาดทุนช่วงที่ผ่านมา เพราะนี่ถือเป็นดีลใหญ่ที่อาจพลิกประวัติศาสตร์บริษัทให้เติบโตมหาศาล แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูงมาก
JAS กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการจ่ายเงินกว่า 70 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,300 ล้านบาท เพื่อแลกกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกและรายการแข่งขันของ FIFA โดยล่าสุด JAS ได้ชี้แจงรายละเอียดต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สรุปได้ว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ไม่ได้เป็นต้นทุนของฟุตบอลโลก 2026 เพียงรายการเดียว แต่มีรายการอื่นๆ พ่วงมาด้วย และไม่ได้เป็นเงินที่ต้องจ่ายทันทีทั้งหมด
บอลโลก2026 ลิขสิทธิ์ที่ JAS จ่าย 2,300 ล้านบาท ได้อะไรบ้าง ?
มูลค่าสัญญา 70 ล้านดอลลาร์ หรือ 2,300 ล้านบาท ครอบคลุมสิทธิ์การแข่งขันของ FIFA หลายรายการ ได้แก่
1. ฟุตบอลโลก 2026
2. ฟุตบอลโลก 2030
3. FIFA Club World Cup
4. ฟุตบอลโลกหญิง
5. รายการเยาวชนและฟุตซอลโลกอีกหลายรายการ
หากแยกเฉพาะฟุตบอลโลก 2026 ต้นทุนที่เกี่ยวข้องอยู่ที่เพียง 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 658 ล้านบาทเท่านั้น
แต่จุดที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือ โครงสร้างการชำระเงินที่เอื้อต่อการบริหารกระแสเงินสดอย่างมาก เนื่องจากบริษัทจะจ่ายเพียง 3 ล้านดอลลาร์ ภายใน 10 วันหลังเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จากนั้นจ่ายอีก 17 ล้านดอลลาร์ ภายใน 30 วันหลังจบทัวร์นาเมนต์ ส่วนอีก 50 ล้านดอลลาร์ที่เหลือ จะชำระก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
แปลว่า JAS ยังมีเวลาหลายปีในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์เหล่านี้ ก่อนที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในอนาคต
กำไรจาก บอลโลก2026 อาจไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง
คำถามสำคัญคือ JAS ต้องการกำไรจากฟุตบอลโลกจริงหรือไม่ ? หากมองในเชิงธุรกิจ ฟุตบอลโลกเป็นเพียงอีเวนต์ระยะสั้นที่เกิดขึ้นประมาณ 1 เดือนทุก 4 ปี ในทางกลับกัน "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" JAS ถือสิทธิ์อยู่แล้ว มีการแข่งขันมากกว่า 380 นัดต่อฤดูกาล และสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกปี
นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า ฟุตบอลโลกอาจเป็นเพียงแม่เหล็กสำหรับดึงผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบนิเวศของ Monomax กลยุทธ์ลักษณะนี้คล้ายกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix ที่ใช้ซีรีส์เรือธงดึงให้คนสมัครสมาชิกใหม่ หรือ Disney+ ที่ใช้ Marvel และ Star Wars สร้างฐานผู้ชม
เช่นเดียวกันที่ JAS กำลังใช้พรีเมียร์ลีกและฟุตบอลโลก เป็นคอนเทนต์แม่เหล็กเพื่อสร้างฐานสมาชิกกีฬา เพื่อเปลี่ยนผ่านจากบริษัทโฮลดิ้งด้ารบรอดแบนด์และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมสู่ Sports Media Platform เต็มตัว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็ยังมีข้อสังเกตหลายประเด็น ประการแรก ฟุตบอลโลก 2026 จัดในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ทำให้หลายแมตช์แข่งขันในช่วงดึกหรือเช้ามืดตามเวลาไทย
ประการที่สอง ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ และประการสุดท้าย ตลาดยังไม่ทราบแน่ชัดว่า Monomax จะสามารถรักษาสมาชิกไว้ได้หลังจบทัวร์นาเมนต์หรือไม่ เพี่ะหากผู้ชมสมัครเพียงชั่วคราวแล้วเลิกใช้บริการ โมเดลนี้อาจไม่สร้างมูลค่าตามที่ตลาดคาดหวัง
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามหลังจากนี้ อาจไม่ใช่จำนวนผู้ชมฟุตบอลโลก แต่เป็นตัวเลขทางธุรกิจที่สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ ได้แก่ จำนวนสมาชิก Monomax ที่เพิ่มขึ้น, อัตราการต่ออายุสมาชิกหลังจบการแข่งขัน, รายได้โฆษณาและสปอนเซอร์, ความสามารถในการทำกำไรจากคอนเทนต์กีฬา, กระแสเงินสดและการบริหารต้นทุนลิขสิทธิ์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ตลท. ปลดเครื่องหมาย H หลัง JAS ชี้แจงซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก
- 'ตลท.' ขึ้น H หุ้น JAS สั่งพักซื้อขายชั่วคราว จี้ส่งคำชี้แจงดีลถ่ายทอดสดบอลโลก
- เปิดตัวเลขดีลยักษ์! JAS ทุ่ม 2.3 พันล้านบาท ได้ลิขสิทธิ์บอลโลกปี 2026-2030
ติดตามเราได้ที่