โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาวิทยาลัยต้องไม่หยุดคิด...(ทำ)

สยามรัฐ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์

ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ลองจินตนาการว่าพรุ่งนี้เช้า ทุกมหาวิทยาลัยบนโลกหายไปพร้อมกัน

ไม่มีวิทยาเขต ไม่มีห้องบรรยาย ไม่มีใบปริญญา

คำถามคือ…โลกจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่?

คำตอบที่น่าอึดอัดใจคือ โลกยังเดินต่อได้ในหลายมิติ เพราะทุกวันนี้ AI และแพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้การเข้าถึงความรู้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก YouTube สอนเขียนโปรแกรมได้ฟรี Coursera มอบใบรับรองจากมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยไม่ต้องก้าวเท้าเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยเลยสักครั้ง ความรู้ที่เคยเข้าถึงได้ยากและอยู่ในสถาบันการศึกษาเป็นหลัก วันนี้กลับไหลเวียนอยู่ในมือถือ/แท็บแลตของทุกคน

ข้อความข้างต้นคือ จุดหรือมุมที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเผชิญ และเป็นจุดหรือมุมที่มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งอาจยังเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว(รึเปล่า)!!!

บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของมหาวิทยาลัยกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง

นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยยุคกลางในยุโรป เช่น โบโลญญ่า ถือกำเนิดเมื่อเกือบพันปีก่อน สินค้าหลักที่มหาวิทยาลัยขายคือ "การเข้าถึงความรู้" คนที่อยากรู้ต้องเดินทางไปหาอาจารย์ ต้องนั่งฟังบรรยาย ต้องเข้าห้องสมุดที่มีหนังสือหายาก

แต่วันนี้ความรู้ในหลายสาขาโดยเฉพาะความรู้พื้นฐานจำนวนมาก มันฟรี มันอยู่ทุกที่ มันเร็วกว่ามหาวิทยาลัยเสียอีก ซึ่งนี่คือความจริงที่น่าตกใจแต่ต้องยอมรับ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยยังนิยามตัวเองว่าเป็น "สถานที่ถ่ายทอดความรู้" มหาวิทยาลัยก็จะแข่งขันในสนามที่มีผู้เล่นใหม่จำนวนมากและต้นทุนเข้าถึงความรู้ต่ำลงมาก

MIT รู้ตัวเรื่องนี้ดีก่อน จึงไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม แต่กลับเน้นสื่อสารภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้านการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ ห้องเรียนของ MIT ไม่ใช่ที่ท่องจำสูตร แต่เป็นโรงงานที่เปลี่ยนไอเดียให้เป็นสตาร์ทอัพภายในไม่กี่เดือน Stanford มีชื่อเสียงด้านการผลักดันผู้เรียนและนักวิจัยสู่การสร้างนวัตกรรมและธุรกิจ มหาวิทยาลัยไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนบัณฑิตที่จบ แต่วัดจากจำนวนคนที่ออกไปสร้างองค์กร สร้างเทคโนโลยี หรือสร้างแนวคิดที่เปลี่ยนโลกได้จริง

แม้แต่ Oxford และ Cambridge ที่อายุเกือบพันปี ก็ยังทุ่มเงินจำนวนมากลงไปกับ AI, Quantum Computing และ Biotechnology เพราะเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ประเพณีจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อกล้าทิ้งความเชื่อเดิมเกี่ยวกับตัวเอง

นิยามเก่าที่ต้องเปลี่ยน

นิยามเดิมของ "มหาวิทยาลัย" คือสถานที่สอนให้คน "รู้"

นิยามใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนไปคือ มหาวิทยาลัยต้องเป็นสถานที่สร้างคนที่ "เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต"

ฟังดูคล้ายกัน แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การสอนให้รู้ จบเมื่อสอบผ่าน จบเมื่อรับปริญญา

ขณะที่การสร้างคนที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ไม่มีวันจบ เพราะโลกเปลี่ยนทุกเวลา ทักษะที่มีค่าวันนี้อาจไร้ค่าในอีกสามปี

เมื่อ AI ช่วยอธิบาย สรุป และฝึกทักษะพื้นฐานได้เร็วมากในหลายเรื่อง สิ่งที่มหาวิทยาลัยเหลือให้สร้างคุณค่าไม่ได้มีแค่เนื้อหา แต่รวมถึงการตีความ การโค้ช และการพัฒนาคน โดยเฉพาะสิ่งที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ อาทิ การสร้างแรงบันดาลใจ การหล่อหลอมจริยธรรม การฝึกให้ตั้งคำถามที่ถูกต้อง และการทำให้คนต่างศาสตร์มานั่งถกเถียงแก้ปัญหาเดียวกัน

พูดให้สั้นที่สุด มหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้ความรู้" (Knowledge Provider) ไปเป็น "ผู้สร้างศักยภาพ" (Capability Builder)

อีกจุดหรืออีกมุมของ ‘มหาวิทยาลัย’ คืองานวิจัยควรถูกออกแบบให้มีโอกาสเกิดการใช้ประโยชน์

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จของงานวิจัย อดีตคำถามคือ "ตีพิมพ์ได้กี่เรื่อง" แต่วันนี้คำถามคือ "งานวิจัยชิ้นนี้เปลี่ยนอะไรในโลกจริงได้บ้าง" ลดคาร์บอนได้เท่าไร ช่วยรัฐบาลตัดสินใจอย่างไร ทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ เกิดบริษัทใหม่กี่แห่ง

มหาวิทยาลัยไม่ใช่ "โรงงานผลิตบทความวิชาการ" แต่ต้องเป็น "โรงงานผลิตผลกระทบต่อสังคม" ควรเปลี่ยนงานวิจัยที่นอนนิ่งอยู่ในวารสารโดยไม่มีใครหยิบไปสู่การใช้ประโยชน์จริงให้มากขึ้น

National University of Singapore (Nus) สื่อสารยุทธศาสตร์ในระดับโลกชัดเจนขึ้น โดยประกาศตรงๆ ว่าคู่แข่งคือ มหาวิทยาลัยระดับโลก แล้วออกแบบทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่หลักสูตรไปจนถึงระบบดึงดูดนักวิจัยและการลงทุนด้าน Deep Techมหาวิทยาลัยไทยติดอยู่กับคำถามที่เล็กเกินไป

ขณะที่โลกกำลังถามคำถามใหญ่ มหาวิทยาลัยไทยจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม จะรับนักศึกษาอย่างไร จะผ่านการประเมินอย่างไร จะเปิดหลักสูตรอะไรเพิ่ม จะมีผลงานตีพิมพ์กี่เรื่อง

ถึงแม้ว่าคำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามที่ผิด แต่เป็นคำถามที่เล็กเกินไปสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนทุกวัน

มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งยังวัดความสำเร็จจากจำนวนหน่วยกิตมากกว่าสมรรถนะจริงของผู้เรียน และใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรับปรุงหลักสูตรได้หนึ่งครั้ง ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก มหาวิทยาลัยก็ยังแยกการเรียน การวิจัย และการบริการวิชาการออกจากกัน ทั้งที่โลกต้องการการบูรณาการ ไม่ใช่การแบ่งส่วน จังหวะการปรับตัวของระบบเอกสารราชการมักช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คำถามไม่ใช่เรื่อง AI

เมื่อหลายคนคิดว่าทางรอดของมหาวิทยาลัยไทยคือการใช้ AI ให้มากขึ้น อาจเป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย เพราะคำถามว่า "จะใช้ AI หรือไม่" ควรเปลี่ยนเป็น "มหาวิทยาลัยไทยกล้ารื้อวิธีคิดของตัวเองหรือยัง"

กล้ายอมรับหรือไม่ว่าบางหลักสูตรควรทบทวนความเหมาะสมใหม่ บางวิธีสอนหมดอายุไปแล้ว บางตัวชี้วัดไม่ตอบโจทย์ประเทศอีกต่อไป และบางระบบบริหารกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมมากกว่าจะสนับสนุน

หากอยากก้าวทัน มหาวิทยาลัยไทยต้องกล้าเปลี่ยนอย่างน้อย 5 เรื่อง

จาก Teaching University เป็น Learning University ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ สมรรถนะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์เป็นงานวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ จากมอง AI เป็นคู่แข่งเป็นมองเป็นผู้ช่วย และสุดท้ายคือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมนักศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน

"ถ้ามหาวิทยาลัยหายไปแล้ว พรุ่งนี้โลกจะเดินต่อได้หรือไม่" ไม่ใช่คำถามที่น่ากลัวที่สุด

เพราะคำถามที่น่ากลัวกว่าคือ ถ้ามหาวิทยาลัยยังอยู่ครบทุกแห่ง แต่ยังคงนิยามตัวเองแบบเดิม สอนแบบเดิม วัดผลแบบเดิม แล้วใครจะยังต้องการมหาวิทยาลัยแบบนั้นอีก

ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาตลอดว่า มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่รักษาอดีตได้ดีที่สุด แต่คือมหาวิทยาลัยที่กล้าทิ้งนิยามเดิมของตัวเอง แล้วสร้างอนาคตได้ก่อนคนอื่น

เมื่อมหาวิทยาลัยในความหมายเดิมกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก สิ่งที่ต้องการจริงคือ พื้นที่ที่กล้าตั้งคำถามใหม่ กล้าทดลอง

กล้าล้มเหลว และกล้าลงมือทำก่อนที่โลกจะทิ้งไว้ข้างหลัง

คำถามทิ้งท้ายคือ "มหาวิทยาลัยไทยจะยอมเปลี่ยนนิยามเดิมของตัวเองได้เร็วแค่ไหน" ก่อนที่โลกจะหักล้างนิยามนั้น ๆ ท่านผู้อ่าน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งตรงและอ้อม คิดเห็นประการใดสะท้อนสู่กันฟังบ้างครับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...