มหาวิทยาลัยต้องไม่หยุดคิด...(ทำ)
รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ลองจินตนาการว่าพรุ่งนี้เช้า ทุกมหาวิทยาลัยบนโลกหายไปพร้อมกัน
ไม่มีวิทยาเขต ไม่มีห้องบรรยาย ไม่มีใบปริญญา
คำถามคือ…โลกจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่?
คำตอบที่น่าอึดอัดใจคือ โลกยังเดินต่อได้ในหลายมิติ เพราะทุกวันนี้ AI และแพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้การเข้าถึงความรู้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก YouTube สอนเขียนโปรแกรมได้ฟรี Coursera มอบใบรับรองจากมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยไม่ต้องก้าวเท้าเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยเลยสักครั้ง ความรู้ที่เคยเข้าถึงได้ยากและอยู่ในสถาบันการศึกษาเป็นหลัก วันนี้กลับไหลเวียนอยู่ในมือถือ/แท็บแลตของทุกคน
ข้อความข้างต้นคือ จุดหรือมุมที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเผชิญ และเป็นจุดหรือมุมที่มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งอาจยังเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว(รึเปล่า)!!!
บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของมหาวิทยาลัยกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยยุคกลางในยุโรป เช่น โบโลญญ่า ถือกำเนิดเมื่อเกือบพันปีก่อน สินค้าหลักที่มหาวิทยาลัยขายคือ "การเข้าถึงความรู้" คนที่อยากรู้ต้องเดินทางไปหาอาจารย์ ต้องนั่งฟังบรรยาย ต้องเข้าห้องสมุดที่มีหนังสือหายาก
แต่วันนี้ความรู้ในหลายสาขาโดยเฉพาะความรู้พื้นฐานจำนวนมาก มันฟรี มันอยู่ทุกที่ มันเร็วกว่ามหาวิทยาลัยเสียอีก ซึ่งนี่คือความจริงที่น่าตกใจแต่ต้องยอมรับ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยยังนิยามตัวเองว่าเป็น "สถานที่ถ่ายทอดความรู้" มหาวิทยาลัยก็จะแข่งขันในสนามที่มีผู้เล่นใหม่จำนวนมากและต้นทุนเข้าถึงความรู้ต่ำลงมาก
MIT รู้ตัวเรื่องนี้ดีก่อน จึงไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม แต่กลับเน้นสื่อสารภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้านการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ ห้องเรียนของ MIT ไม่ใช่ที่ท่องจำสูตร แต่เป็นโรงงานที่เปลี่ยนไอเดียให้เป็นสตาร์ทอัพภายในไม่กี่เดือน Stanford มีชื่อเสียงด้านการผลักดันผู้เรียนและนักวิจัยสู่การสร้างนวัตกรรมและธุรกิจ มหาวิทยาลัยไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนบัณฑิตที่จบ แต่วัดจากจำนวนคนที่ออกไปสร้างองค์กร สร้างเทคโนโลยี หรือสร้างแนวคิดที่เปลี่ยนโลกได้จริง
แม้แต่ Oxford และ Cambridge ที่อายุเกือบพันปี ก็ยังทุ่มเงินจำนวนมากลงไปกับ AI, Quantum Computing และ Biotechnology เพราะเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ประเพณีจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อกล้าทิ้งความเชื่อเดิมเกี่ยวกับตัวเอง
นิยามเก่าที่ต้องเปลี่ยน
นิยามเดิมของ "มหาวิทยาลัย" คือสถานที่สอนให้คน "รู้"
นิยามใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนไปคือ มหาวิทยาลัยต้องเป็นสถานที่สร้างคนที่ "เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต"
ฟังดูคล้ายกัน แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การสอนให้รู้ จบเมื่อสอบผ่าน จบเมื่อรับปริญญา
ขณะที่การสร้างคนที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ไม่มีวันจบ เพราะโลกเปลี่ยนทุกเวลา ทักษะที่มีค่าวันนี้อาจไร้ค่าในอีกสามปี
เมื่อ AI ช่วยอธิบาย สรุป และฝึกทักษะพื้นฐานได้เร็วมากในหลายเรื่อง สิ่งที่มหาวิทยาลัยเหลือให้สร้างคุณค่าไม่ได้มีแค่เนื้อหา แต่รวมถึงการตีความ การโค้ช และการพัฒนาคน โดยเฉพาะสิ่งที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ อาทิ การสร้างแรงบันดาลใจ การหล่อหลอมจริยธรรม การฝึกให้ตั้งคำถามที่ถูกต้อง และการทำให้คนต่างศาสตร์มานั่งถกเถียงแก้ปัญหาเดียวกัน
พูดให้สั้นที่สุด มหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้ความรู้" (Knowledge Provider) ไปเป็น "ผู้สร้างศักยภาพ" (Capability Builder)
อีกจุดหรืออีกมุมของ ‘มหาวิทยาลัย’ คืองานวิจัยควรถูกออกแบบให้มีโอกาสเกิดการใช้ประโยชน์
มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จของงานวิจัย อดีตคำถามคือ "ตีพิมพ์ได้กี่เรื่อง" แต่วันนี้คำถามคือ "งานวิจัยชิ้นนี้เปลี่ยนอะไรในโลกจริงได้บ้าง" ลดคาร์บอนได้เท่าไร ช่วยรัฐบาลตัดสินใจอย่างไร ทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ เกิดบริษัทใหม่กี่แห่ง
มหาวิทยาลัยไม่ใช่ "โรงงานผลิตบทความวิชาการ" แต่ต้องเป็น "โรงงานผลิตผลกระทบต่อสังคม" ควรเปลี่ยนงานวิจัยที่นอนนิ่งอยู่ในวารสารโดยไม่มีใครหยิบไปสู่การใช้ประโยชน์จริงให้มากขึ้น
National University of Singapore (Nus) สื่อสารยุทธศาสตร์ในระดับโลกชัดเจนขึ้น โดยประกาศตรงๆ ว่าคู่แข่งคือ มหาวิทยาลัยระดับโลก แล้วออกแบบทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่หลักสูตรไปจนถึงระบบดึงดูดนักวิจัยและการลงทุนด้าน Deep Techมหาวิทยาลัยไทยติดอยู่กับคำถามที่เล็กเกินไป
ขณะที่โลกกำลังถามคำถามใหญ่ มหาวิทยาลัยไทยจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม จะรับนักศึกษาอย่างไร จะผ่านการประเมินอย่างไร จะเปิดหลักสูตรอะไรเพิ่ม จะมีผลงานตีพิมพ์กี่เรื่อง
ถึงแม้ว่าคำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามที่ผิด แต่เป็นคำถามที่เล็กเกินไปสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนทุกวัน
มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งยังวัดความสำเร็จจากจำนวนหน่วยกิตมากกว่าสมรรถนะจริงของผู้เรียน และใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรับปรุงหลักสูตรได้หนึ่งครั้ง ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก มหาวิทยาลัยก็ยังแยกการเรียน การวิจัย และการบริการวิชาการออกจากกัน ทั้งที่โลกต้องการการบูรณาการ ไม่ใช่การแบ่งส่วน จังหวะการปรับตัวของระบบเอกสารราชการมักช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คำถามไม่ใช่เรื่อง AI
เมื่อหลายคนคิดว่าทางรอดของมหาวิทยาลัยไทยคือการใช้ AI ให้มากขึ้น อาจเป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย เพราะคำถามว่า "จะใช้ AI หรือไม่" ควรเปลี่ยนเป็น "มหาวิทยาลัยไทยกล้ารื้อวิธีคิดของตัวเองหรือยัง"
กล้ายอมรับหรือไม่ว่าบางหลักสูตรควรทบทวนความเหมาะสมใหม่ บางวิธีสอนหมดอายุไปแล้ว บางตัวชี้วัดไม่ตอบโจทย์ประเทศอีกต่อไป และบางระบบบริหารกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมมากกว่าจะสนับสนุน
หากอยากก้าวทัน มหาวิทยาลัยไทยต้องกล้าเปลี่ยนอย่างน้อย 5 เรื่อง
จาก Teaching University เป็น Learning University ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ สมรรถนะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จากงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์เป็นงานวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ จากมอง AI เป็นคู่แข่งเป็นมองเป็นผู้ช่วย และสุดท้ายคือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมนักศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน
"ถ้ามหาวิทยาลัยหายไปแล้ว พรุ่งนี้โลกจะเดินต่อได้หรือไม่" ไม่ใช่คำถามที่น่ากลัวที่สุด
เพราะคำถามที่น่ากลัวกว่าคือ ถ้ามหาวิทยาลัยยังอยู่ครบทุกแห่ง แต่ยังคงนิยามตัวเองแบบเดิม สอนแบบเดิม วัดผลแบบเดิม แล้วใครจะยังต้องการมหาวิทยาลัยแบบนั้นอีก
ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาตลอดว่า มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่รักษาอดีตได้ดีที่สุด แต่คือมหาวิทยาลัยที่กล้าทิ้งนิยามเดิมของตัวเอง แล้วสร้างอนาคตได้ก่อนคนอื่น
เมื่อมหาวิทยาลัยในความหมายเดิมกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก สิ่งที่ต้องการจริงคือ พื้นที่ที่กล้าตั้งคำถามใหม่ กล้าทดลอง
กล้าล้มเหลว และกล้าลงมือทำก่อนที่โลกจะทิ้งไว้ข้างหลัง
คำถามทิ้งท้ายคือ "มหาวิทยาลัยไทยจะยอมเปลี่ยนนิยามเดิมของตัวเองได้เร็วแค่ไหน" ก่อนที่โลกจะหักล้างนิยามนั้น ๆ ท่านผู้อ่าน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งตรงและอ้อม คิดเห็นประการใดสะท้อนสู่กันฟังบ้างครับ…