โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ภาคธุรกิจเตรียมรับมือ เมื่อ พ.ร.บ.Climate Change ยกระดับสู่ภาคบังคับ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 พ.ค. เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. เวลา 02.14 น.

คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : ณัฏฐณิชา ศรีเกิดครืน Krungthai COMPASS

ในยุคที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contributions : NCD) ฉบับก่อนหน้า โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 MtCO2e ในปี 2578 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับปี 2562 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ตามแผนเป้าหมาย NDC 3.0 (2568) จึงจำเป็นต้องยกระดับกลไกภาคบังคับควบคู่กันไป

โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2025 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในร่างหลักการ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.Climate Change) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากกลไกภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรม

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นกลไกภาคบังคับที่จะกระทบภาคธุรกิจโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อกำหนดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสนับสนุนในการชดเชยการปล่อยภายใต้ ETS ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ซึ่งธุรกิจจะเผชิญต้นทุนใหม่ 2 ด้านหลัก คือ 1.ต้นทุนการจัดทำรายงานและการทวนสอบ โดยผู้ประกอบการในสาขาที่กฎหมายกำหนดต้องจัดทำและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียงผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในการพัฒนาระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งคาดว่ามีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 300,000-400,000 บาท ในปีแรก ก่อนจะลดลงเหลือ 40-60% ในปีถัดไป นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกประมาณ 100,000 บาท/ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ

2.ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ โดยไทยมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนในกลุ่มสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งจะแยกภาษีคาร์บอนออกจากกลไกภาษีสรรพสามิตเดิม และมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บที่ประมาณ 200 บาท/tCO2e ซึ่งยังต่ำเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แต่จะปรับเพิ่มในระยะถัดไป ทั้งนี้ผลกระทบต่อธุรกิจจะแตกต่างกันตามประเภทเชื้อเพลิงและระดับการพึ่งพาพลังงาน โดยธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า เช่น ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลัก

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานราคาคาร์บอน 200-1,500 บาท/tCO2e ต้นทุนธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นราว 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.6% เหลือ 12.7-17.0% ขณะที่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ระบบ ETS ซึ่งมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะทำให้ธุรกิจที่ปล่อยเกินสิทธิที่ได้รับต้องซื้อสิทธิเพิ่ม ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นตามปริมาณส่วนเกินและระดับราคาคาร์บอนในตลาด โดยประเมินว่ากลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าอาจต้องแบกรับต้นทุนส่วนเพิ่มราว 0.3-4% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อปี ซึ่งแม้อาจยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ในระยะเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความเข้มงวดของนโยบายและราคาคาร์บอนในตลาด

แม้ร่าง พ.ร.บ.จะสร้างต้นทุนใหม่ให้ภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดโอกาสสำคัญในระยะยาวเช่นกัน โอกาสแรกคือการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดที่คุ้มค่า โดยหลายกิจกรรมไม่เพียงช่วยลดต้นทุนคาร์บอนในอนาคต แต่ยังลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานระยะยาวได้มากกว่ามูลค่าการลงทุนเริ่มต้น เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน หรือการเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิง โอกาสที่สองคือการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เมื่อ ETS เริ่มบังคับใช้ ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีเฉพาะภาคโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ความต้องการคาร์บอนเครดิตอาจอยู่ที่ราว 6.3-8.0 MtCO2e/ปี ขณะที่ปัจจุบันไทยมีคาร์บอนเครดิตที่รับรองเฉลี่ยเพียง 3.6 MtCO2e/ปี (2564-2568) ช่องว่างนี้คือโอกาสสำหรับธุรกิจที่สามารถพัฒนาโครงการลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการ Low Carbon City ที่ ครม.เพิ่งเห็นชอบเมื่อ ธ.ค. 2568 ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยได้ 2.3 MtCO2e ใน 10 ปี และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

พ.ร.บ.Climate Change ไม่ใช่เพียงภาระจากกฎเกณฑ์ใหม่ แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบทั้งด้านประสิทธิภาพระยะยาวและโอกาสจากกลไกตลาดคาร์บอน ขณะที่ SMEs แม้ไม่ถูกบังคับโดยตรง แต่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล หรือการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด จึงเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจทุกขนาดไม่ควรมองข้าม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาคธุรกิจเตรียมรับมือ เมื่อ พ.ร.บ.Climate Change ยกระดับสู่ภาคบังคับ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...