PRINC กางโรดแมป ยกระดับ 19 รพ. ทั่วไทย ปั้นรายได้โต High Single Digit
ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจสุขภาพและความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ PRINC Group ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนและยกระดับศักยภาพเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการรักษาโรคซับซ้อน ธุรกิจความงาม ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ และการบริหารต้นทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายแพทย์วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่า บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาล ด้วยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสำคัญเพื่อเป็น ‘เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์มาตรฐานที่ดี ที่เข้าถึงได้ทั่วประเทศ’ ซึ่งทิศทางการขยายตัวจะพิจารณาจากศักยภาพของพื้นที่และสภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
โมเดล Hub & Spoke สนับสนุน รพ.ในเครือ
โดยนำกลยุทธ์ โมเดล Hub & Spoke มาใช้ในการบริหารจัดการ เชื่อมโยงโครงข่ายโรงพยาบาลในเครือ 19 แห่ง ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลสู่ภูมิภาค ควบคู่การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งจัดโครงสร้างให้โรงพยาบาลศูนย์กลางที่มีความพร้อมสูง มีแพทย์เฉพาะทางครบครัน (Hub) ทำหน้าที่ซัพพอร์ตและเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเครือข่ายขนาดกลางในพื้นที่เมืองรอง (Spoke) ผ่านระบบการส่งต่อ (Referral System) ที่ไร้รอยต่อ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดด้านการกระจายตัวของบุคลากรทางการแพทย์
“โมเดลนี้ทำให้คนในท้องถิ่นต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไกล อีกทั้งยังช่วยลดภาระความแออัดของโรงพยาบาลรัฐในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นอกจากนี้ บริษัทยังคงเป็นพันธมิตรในโครงการฉุกเฉิน UCEP และการพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ Excellent Center ด้านหัวใจและสมอง โดยมีกลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวททำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายครอบคลุม 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีศักยภาพสูงเทียบเท่าโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ สามารถรองรับการรักษาโรคซับซ้อนและสนับสนุนโรงพยาบาลในเครือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2569 ยกระดับดันรายได้เติบโตยั่งยืน
นายฆนัท ศิริสุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่า ในด้านกลยุทธ์การขยายตลาดและยกระดับศักยภาพธุรกิจ ในปี 2569 นี้ จะมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติ ทั้งกลุ่ม Expat ที่พำนักในไทย และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและต้องการบริการทางการแพทย์ระดับ Premium Mass
“โรงพยาบาลของเรามีมาตรฐานสากล โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าอัดงบลงทุนเพื่อ ยกระดับขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเครื่องมือแพทย์ที่ล้ำสมัย เปิดศูนย์โรคเฉพาะทางเพื่อรองรับการรักษาโรคยากและซับซ้อน (Complex Care) อย่างเต็มรูปแบบ รุกตลาดและเพิ่มศักยภาพการรักษา
เติมเต็มช่องว่างทางสาธารณสุข และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นคีย์หลักสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้แก่บริษัทในระยะยาว”
ทุ่มลงทุน 1,400 ล้านบาท แข่งตลาด Red Ocean
นายฆนัท กล่าวว่า บริษัทวางงบลงทุนรวม 1,400 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นประมาณ 700 ล้านบาทสำหรับการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาล ป.แพทย์ 1 และ 2 เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา และอีกประมาณ 700 ล้านบาทสำหรับการขยายศักยภาพโรงพยาบาลเดิม
การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการก่อสร้างอาคารใหม่ของโรงพยาบาลพริ้นซ์ พิจิตร มูลค่า 300 ล้านบาท และการพัฒนาศูนย์ฉายแสงมะเร็งที่พิษณุเวท จังหวัดพิษณุโลก มูลค่า 400-500 ล้านบาท เพื่อรองรับการรักษาโรคซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต โดยโรงพยาบาลเรือธงยังคงเป็นโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Flagship Hospital หรือโรงพยาบาลต้นแบบระดับสากลของเครือ
นอกเหนือจากธุรกิจโรงพยาบาล บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจความงามผ่าน AES Class Clinic ซึ่งเกิดจากการรีแบรนด์ ปัจจุบันมี 16 สาขาในกรุงเทพมหานคร โดยใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์เชิงรุกเพื่อแข่งขันในตลาด Red Ocean
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ผ่านการลงทุนใน Global Health Service ภายใต้แบรนด์บ้านสิริสา และ Health at Home รวมถึงการเปิด “บ้านอาจารย์ศักดิ์” เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยมีค่าบริการประมาณ 20,000 กว่าบาทต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัวที่คนวัยทำงานต้องลาออกมาดูแลพ่อแม่
ตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับ High Single Digit
นายธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) PRINC Group กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้ของ PRINC มาจากกลุ่มลูกค้าชำระเงินเองและประกันมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 70% ซึ่งบริษัทมีความพึงพอใจกับโครงสร้างรายได้ดังกล่าว และเชื่อว่าสัดส่วนรายได้จากประกันจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทก็เผชิญความท้าทายจากมาตรการที่เข้มงวดขึ้นของบริษัทประกัน ในการตรวจสอบการรักษาที่เกินความจำเป็น หรือ Over-treatment ซึ่งบริษัทพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนผลประกอบการ มีผลขาดทุนในไตรมาส 1|2569 จำนวน 113 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงของการลงทุนในโรงพยาบาลใหม่ ต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 3-4 ปี แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลเกือบครึ่งหนึ่งของเครือมีผลกำไรสุทธิเป็นบวกแล้ว และเกือบทุกแห่งมี EBITDA เป็นบวก
ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระดับ High Single Digit โดยมีแรงสนับสนุนจากการรับรู้รายได้ของโรงพยาบาลใหม่ และให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ผ่านส่วนกลาง การบริหารค่าแพทย์โดยลดสัดส่วน Fixed Cost หรือการการันตีที่ไม่จำเป็น และการจัดตารางบุคลากรให้สอดคล้องกับภาระงานจริง
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะสงคราม ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและรักษาระดับราคาค่าบริการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้