มติวุฒิสภาผ่านก.ม.นิรโทษกรรมวางกรอบไม่ครอบคลุมเยาวชนคดี ม.112
วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยคะแนน 103 เสียง ต่อ 3 เสียง หลังกรรมาธิการวิสามัญปรับแก้หลายมาตรา โดยเฉพาะการกำหนดให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ได้รับสิทธิยุติคดี โดยบัญชีแนบท้ายไม่ได้เปิดช่องนิรโทษกรรมคดีฮั้วเลือก สว. เหตุมีการแก้ไขเนื้อหาจากฉบับสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องส่งกลับให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้ง
วุฒิสภาผ่านร่างก.ม.นิรโทษกรรมส่งกลับสภาฯพิจารณา
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเสร็จ
ภายหลังการพิจารณาเป็นรายมาตรา วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับ ตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ด้วยคะแนน เห็นชอบ 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาจากร่างที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่า จะเห็นชอบกับการแก้ไขดังกล่าวหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐสภาต่อไป
เพิ่มเงื่อนไขไม่ครอบคลุมเยาวชนทำผิดคดี ม.112
สาระสำคัญของการแก้ไขที่ได้รับความสนใจ คือ มาตรา 11 ซึ่งกำหนดกระบวนการยุติการดำเนินคดีสำหรับผู้กระทำความผิดที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี
เดิมร่างกฎหมายเปิดช่องให้เยาวชนที่เข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่ม วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า "บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช้บังคับกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"
ส่งผลให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 112 จะไม่ได้รับสิทธิในการยุติคดีตามกลไกที่บัญญัติไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้
ถกบัญชีแนบท้ายหวั่นเปิดช่องคดีเลือกตั้ง-ฮั้ว สว.
ระหว่างการพิจารณาบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสงวนคำแปรญัตติ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
โดยแสดงความกังวลว่า อาจส่งผลให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมหรือไม่
"พิสิษฐ์"ย้ำไม่ใช่การนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว.
ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชี้แจงว่า บัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติประกอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น 29 ฉบับ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่เพียงจัดเรียงลำดับใหม่ให้สอดคล้องกับศักดิ์ของกฎหมาย
นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นั้น มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ไม่ครอบคลุมความผิดเกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม หรือการแสดงคุณสมบัติอันเป็นเท็จ จึงไม่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเลือกตั้ง หรือคดีที่สังคมเรียกว่า "ฮั้ว สว."
ทั้งยืนยันว่า "ไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมตัวเอง" และคดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ติดดาบกรรมการเรียกสิ่งของ-เอกสาร-บุคคลให้ข้อมูล
นอกจากประเด็นการนิรโทษกรรมแล้ว คณะกรรมาธิการยังได้ปรับแก้รายละเอียดในหลายมาตรา ได้แก่
การเพิ่มคำปรารภ เพื่อระบุเหตุผลในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยให้สามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือ บุคคล มาให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา และเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน
ขณะที่ มาตรา 6 ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้เพิ่มคำว่า "สิ่งของ" เข้าไปในอำนาจการเรียกข้อมูล เพื่อให้ครอบคลุมพยานวัตถุที่ไม่ใช่เฉพาะเอกสาร
นอกจากนี้ ยังแก้ไขให้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการจากเดิมที่ต้องรายงานต่อ "รัฐสภา" เปลี่ยนเป็น รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น
พร้อมทั้งเพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ หากดำเนินการโดยสุจริต
วุฒิสภาเห็นชอบข้อเสนอช่วยผู้ต้องขังคดีการเมือง
นอกจากการผ่านร่างกฎหมายแล้ว วุฒิสภายังเห็นชอบ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ที่เสนอว่า หากพบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิด หรือการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม
ให้ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการบริหารโทษทางอาญา หรือ การคุมขังในสถานที่คุมขัง เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างความปรองดอง เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย