โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ไทยช่วยไทยพลัส’จุดติด ! นักวิชาการชี้ ช่วยตรงจุด

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มิถุนายน 2569 เวลา 0.08 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

2 มิ.ย.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ภาพรวมสถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เริ่ม ตั้งหลักได้ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่าเข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ง่าย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ยาก

อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้จะเป็นโชคร้าย แต่ก็เป็นบททดสอบ สำคัญของรัฐบาลเช่นกัน และหากผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็จะเป็นจุดพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ

“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ระหว่างเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ พบว่าหลายร้านค้าติดป้าย ร้านนี้มีไทยช่วยไทยพลัส อย่างคึกคัก สะท้อนว่าโครงการสามารถกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง และยังสะท้อนอีกด้านว่าเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ

“วิธีแก้แบบนี้ถือว่าแก้ถูกจุด เพราะเงินลงไปถึงการซื้อขายจริง ร้านค้ารายย่อยได้ประโยชน์ ประชาชนก็รู้สึกว่ามีกำลังซื้อกลับมา” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

“วันนี้เทคโนโลยีช่วยให้รัฐเห็นได้ว่า คนมีรายได้ระดับไหน ใช้จ่ายอะไร วันละเท่าไร นิยมบริโภคสินค้าแบบไหน ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การวางโครงสร้างเศรษฐกิจแม่นยำขึ้นกว่าการใช้ตัวเลขภาพรวมแบบเดิม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

“สินค้าบางอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ผลไม้ปลอดสาร หรือสินค้าพื้นถิ่น ถ้าสร้าง Story ได้ดี ใช้คนรุ่นใหม่ช่วยขายผ่านออนไลน์ มันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้มาก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทันทีที่เปิดระบบก็เกิดการใช้จ่ายจำนวนมาก โดยระบุว่าเพียง 3 ชั่วโมงแรกหลังเปิดใช้งาน มีเงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาท สะท้อนว่าประชาชนรอคอยมาตรการลักษณะนี้อยู่แล้ว

“เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มหมุน SME เริ่มตั้งหลักได้ เสียงวิจารณ์รัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนสัมผัสผลได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องเร่งโจมตีโครงการ เพราะรู้ว่าถ้าโครงการเดินต่อและต่อยอดได้ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...