โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

NEON Rated เราเรียนรู้อะไรได้จากกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนัง จนคว้าแชมป์คานส์ 7 ปี ของบริษัทนี้

Capital

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • Insight

หลังจากเทศกาลหนังคานส์เพิ่งจบไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หนังเรื่อง Fjord ก็คว้ารางวัลปาล์มทองคำไปครอง และหน้าข่าวที่ขึ้นมาพร้อมๆ กันคือ นี่คือหนังเรื่องที่ 7 แล้วที่ NEON บริษัทจัดจำหน่ายหนังสัญชาติอเมริกัน เฉียบคมพอที่จะเซ็นสัญญาคว้าสิทธิ์มาไว้ในมือล่วงหน้า ก่อนที่หนังจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดบนพรมแดง

สำหรับ NEON การเลือกซื้อหนังที่คว้ารางวัลหลากเวที นับตั้งแต่ Parasite, Triangle of Sadness, Anatomy of a Fall, Anora, It Was Just an Accident, The Worst Person in The World, Sentimental Value ทำให้สื่ออย่าง The Hollywood Reporter บอกว่า การที่ NEON ซื้อหนังเหล่านี้ได้ คือความสำเร็จที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในวงการภาพยนตร์ และยังได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระแห่งปี 2024’ (Independent Distributor of the Year)

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เหตุผลที่ทำให้คนตื่นตาตื่นใจกับ NEON เพราะในมิติของธุรกิจภาพยนตร์ หนังนอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาล ไม่ใช่ 'สินค้ามวลชน' ที่จะซื้อง่ายขายคล่องในวงกว้าง แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของภาพยนตร์เหล่านี้จะด้อยไปกว่าใคร เพียงแต่ตัวเลขกำไรของมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ หากแต่ต้องอาศัย 'การตลาด' และศิลปะการจัดจำหน่ายที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่ม niche โดยเฉพาะ ซึ่งวิธีการทำการตลาดที่ง่ายที่สุดคือ ‘หนังคว้ารางวัล’ นี่แหละที่ช่วยการันตีความสำเร็จได้แล้ว

ดังนั้น การที่ NEON สามารถ ‘คาดการณ์อนาคต’ ได้อย่างแม่นยำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่น่าใช่เรื่อง ‘บังเอิญ’ แน่ๆ ความสำเร็จของ NEON กลายเป็นภาพสะท้อนของ ‘สัญชาตญาณทางธุรกิจ’ แบบไหน พวกเขาเปลี่ยนภาพยนตร์จำเพาะกลุ่มที่ค่ายใหญ่มองข้าม ให้กลายเป็น ‘ผลผลิตทางวัฒนธรรม’ ที่กวาดทั้งเงินและกล่องรางวัลได้ในทุกพื้นที่ได้ยังไง นี่คือสิ่งที่เราชวนไปทำความเข้าใจในคอลัมน์ Entretainment ร่วมกัน

ทำความเข้าใจโลกการซื้อ-ขายในตลาดภาพยนตร์

โดยทั่วไปแล้ว นักจัดจำหน่ายภาพยนตร์หรือ distributor จะมีเข็มทิศในการเลือกหนังที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง ‘ตลาดหนังแมสกระแสหลัก’ เช่น หนังแอ็กชั่น หนังครอบครัว การ์ตูน ฯลฯ กับ ‘ตลาดหนังเทศกาลและหนังอาร์ตเฮาส์’

สูตรการซื้อ-ขายภาพยนตร์ในตลาดหนังแมสพอเดากันได้ไม่ยาก วิธีการทำงานคือ เลือกซื้อหนังที่มีดาราดังๆ หรือไม่ก็หนังแฟรนไชส์ที่การันตีความสำเร็จ หนังรีเมค หนังแอ็กชั่น หนังซูเปอร์ฮีโร่ เหล่านี้คือการกดสูตรที่ค่ายหนังจนถึงบริษัทจัดจำหน่ายเดาได้ว่าจะการันตีผู้ชมได้แน่ๆ และเป็นท่าที่ช่วยลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด (เพราะใช่ว่าหนังแมสไม่มีความเสี่ยงเลย ในแง่ของการลงทุน สตูดิโอใหญ่ต้องจ่ายเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลิตหนังฟอร์มยักษ์ แต่ถ้ายอดคนดูไม่เป็นไปตามเป้า พวกเขาก็ต้องขาดทุน)

ทว่าในโลกตลาด niche วิธีคิดแบบเพลย์เซฟเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะภาพยนตร์นอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาลมีอัตลักษณ์จำเพาะ ทั้งในแง่ประเด็นสังคมที่แหลมคม วิธีการเล่าเรื่องที่ท้าทาย และภาษาภาพยนตร์ที่หลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับขนบ ทำให้ภาพยนตร์กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการขายต่างจากหนังกลุ่มแมส แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าสินทรัพย์ที่เป็นเงิน นั่นคือมูลค่าทางวัฒนธรรม (แต่ในแง่การลงทุนอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าหนังแมส เพราะหากหนังเรื่องไหนมีการลงทุนต่ำ แต่พอออกฉายหนังเกิดไวรัลหรือชนะรางวัลใหญ่ขึ้นมา รายได้ที่กลับคืนมาอาจพุ่งสูงเป็น 10-20 เท่าเลยก็ว่าได้)

โจทย์ของผู้จัดจำหน่ายหนังนอกกระแสจึงจำเป็นต้องใช้ ‘สมการคำนวณความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ โดยการเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่ร่วมและเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความเท่’ ผ่านการคัดสรรภาพยนตร์ แล้วทำให้หนังเหล่านี้กลายเป็นหมุดหมายทางรสนิยมที่คนรู้สึกว่า ‘ต้องดู’ ผ่านการโปรโมตหนังในรูปแบบต่างๆ

เหล่าผู้จัดจำหน่ายหนังสายหนังรางวัลจึงไม่ได้มองคนดูทั้งประเทศ แต่มองกลุ่มซีเนไฟล์ หรือคนรักหนังตัวจริง นักศึกษาภาพยนตร์ คอหนังอาร์ต และคนรุ่นใหม่ที่มองหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ลึกซึ้ง และแปลกใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ติดตามหนังอาร์ตตามเทศกาลต่างๆ ทุกปี และพร้อมที่จะบอกต่อ เขียนรีวิว และเดินทางไปดูในโรงหนังด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างจากการซื้อ-ขายภาพยนตร์เทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่นี่มีตลาดซื้อ-ขายหนังที่ใหญ่และสำคัญที่สุด เรียกว่า Marché du Film ที่นี่เป็นตลาดหนังที่ผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกแห่กันไปแย่งซื้อหนัง เพราะพวกเขากำลังใช้สูตรที่มาจาก ‘คุณค่าและแรงกระเพื่อม’ ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ตลาดนี้จึงเป็นพื้นที่ให้โปรดิวเซอร์ ตัวแทนขายหนัง (sales agent) ผู้จัดจำหน่ายหนังมาเจรจาธุรกิจร่วมกัน

เหล่าบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ที่ได้ลิขสิทธิ์หนังจากคานส์ไปครองก็จะได้สิทธิ์ขาดในการนำหนังเรื่องนั้นๆ ไปทำซับไตเติล พากย์เสียง จัดการเรื่องการเซนเซอร์และจัดเรตติ้งให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ เจรจากับโรงภาพยนตร์เพื่อนำหนังเข้าฉายและแบ่งรายได้กัน หลังจากหนังออกจากโรงก็ยังขายสิทธิ์ต่อให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือแผ่นบลูเรย์ในประเทศตัวเอง รวมถึงวางแผนการตลาด ควักทุนทำสื่อโฆษณา โปรโมต ทำโปสเตอร์เวอร์ชั่นประเทศตัวเอง และจัดรอบสื่อมวลชน

รูปแบบการซื้อ-ขายแบ่งออกเป็น 3 ช่วงตามสถานะของภาพยนตร์

Pre-sales ซื้อตั้งแต่เป็นบทหรือเป็นเพียงโปรเจกต์–ผู้ซื้อจะดูจากบทภาพยนตร์ ชื่อผู้กำกับ และทีมนักแสดงนำ หากพอใจจะเซ็นสัญญาจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อให้ผู้สร้างนำเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นทุนในการถ่ายทำ

Work-in-Progress หนังยังทำไม่เสร็จ–หนังอาจถ่ายเสร็จแล้วแต่ยังตัดต่อไม่เรียบร้อย sales agent จะตัดคลิปสั้น 10-15 นาที มาเปิดให้ผู้ซื้อดูในห้องฉายส่วนตัว

Completed Films หนังที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว–หนังที่ฉายในสายประกวดหลัก หรือหนังนอกสายตาที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเปิดฉายในตลาด (market screenings) เพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายแย่งชิงสิทธิ์ในการฉายในประเทศของตัวเอง เช่น สิทธิ์สำหรับฉายในอเมริกา สิทธิ์สำหรับฉายในญี่ปุ่น หรือสิทธิ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจาะลึกความสำเร็จของ NEON อะไรคือกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนังจนคว้ารางวัลหลายเวที

NEON ก่อตั้งโดย Tom Quinn และ Tim League ในปี 2017 ทั้งสองเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์อยู่แล้ว ควินน์อยู่ในวงการหนังมากว่าสามทศวรรษ ทำงานกับค่ายภาพยนตร์อิสระชื่อดังอย่าง Samuel Goldwyn, Magnolia และ RADiUS-TWC ซึ่งเป็นค่ายในเครือ The Weinstein Company ส่วนทิม ลีก คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือโรงภาพยนตร์ Alamo Drafthouse และ Fantastic Fest รวมทั้งบริษัทจัดจำหน่าย Drafthouse Films ทั้งสองเป็นคนที่ชมภาพยนตร์มาเป็นร้อยๆ พันๆ เรื่อง และเข้าใจอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี

“ถ้าคุณได้ฟังทอมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์สัก 5 นาที คุณจะรู้สึกคล้อยตามความหลงใหลที่เขามีต่อภาพยนตร์อย่างแน่นอน” Chirstina Zisa ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON ให้คำอธิบายถึงเจ้าของบริษัท

จึงไม่แปลกเลยที่ภายในสองปี NEON ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์อิสระอย่างรวดเร็ว จากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง Parasite ในปี 2019 สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในฐานะภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องแรก และยังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา NEON ก็ทำสถิติเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ถึง 7 เรื่อง คือ Parasite (2019), Titane (2021), Triangle of Sadness (2022), Anatomy of a Fall (2023), Anora (2024), It Was Just an Accident (2025) และ Fjord (2026)

ตราประทับของรางวัลปาล์มทองคำได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายในตลาดอเมริกา จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ชมพบว่า รางวัลดังกล่าวได้กระโดดขึ้นมาเป็น ‘เหตุผลอันดับหนึ่ง’ ที่ทำให้คนตัดสินใจตีตั๋วเข้ามาชมภาพยนตร์ของ NEON

“สิ่งหนึ่งที่ผมรู้และมั่นใจอย่างที่สุดคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม ทอม ควินน์ มองเห็นว่า Parasite เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นสากล และเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะจำกัดกรอบให้มันเป็นแค่ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศหรือภาพยนตร์นานาชาติ” บงจุนโฮ ผู้กำกับเรื่อง Parasite ชาวเกาหลีใต้คนแรกที่คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter ว่าบงจุนโฮเคยร่วมงานกับควินน์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Snowpiercer, Mother, The Host และ Barking Dogs Never Bite แล้ว

“ทอมเข้าถึงหัวใจของ Parasite และเข้าใจดีว่ามันคือเรื่องราวของพวกเราทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันที่ถูกแบ่งแยกด้วยชนชั้น ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณเขาในเรื่องนี้เสมอมา" บงจุนโฮกล่าว

ในช่วงการระบาดโควิด ธุรกิจภาพยนตร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้จัดจำหน่ายหนังอิสระต่างพากันล้มพับมากมาย ในขณะที่สตูดิโอใหญ่ๆ หรือผู้จัดจำหน่ายหนังเจ้ายักษ์ต่างก็กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดกัน แต่ NEON ดูจะไม่สะทกสะท้านสิ่งนี้มากนัก พวกเขายังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยการสร้างแบรนด์การคัดเลือกหนังที่น่าเชื่อถือสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยที่มีคลังภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจากเทศกาลหนังทั่วโลกมาครอง และแล้วก็ประสบความสำเร็จล้นหลามจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs ที่กวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อ NEON สร้างปรากฏการณ์อยู่เรื่อยๆ ก็เริ่มมีสื่อติดตามถามเคล็ดลับเบื้องหลังของพวกเขา ประเด็นแรกที่คนพูดถึงมากที่สุด คือ ‘ประสบการณ์ดูหนังอันหลากหลาย’ ที่ทำให้พวกเขาบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณ’ และ ‘รสนิยมที่ดี’ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกหนังของพวกเขา กลายเป็นว่าวิธีการนี้สวนทางจากบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัย ‘ข้อมูลหลังบ้าน’ ว่าผู้ชมกดจองตั๋วหรือดูหนังแบบไหนมากที่สุด

"เราไม่ใช้วิธีมักง่าย การไปคานส์ที่ถูกต้องคือคุณต้องดูหนังให้เยอะที่สุด เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่ายอดเพชรเม็ดต่อไปจะโผล่มาจากไหน" ควินน์กล่าว

“ทอมมีบางอย่างในตัวเขา คุณลักษณะของมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งหากมองไปรอบๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว นั่นก็คือรสนิยมที่ดี ทอมมีมันอย่างเหลือเฟือ ผมคิดว่าเขาอาจจะใส่รสนิยมนั้นลงในผงซักฟอก ยาสีฟัน และมิลก์เชคของเขาด้วยซ้ำ” Osgood Perkins ผู้กำกับ Longlegs บอกกับ The Hollywood Reporter

อีกประเด็นที่ควินน์แบ่งปันประสบการณ์คือ ช่วงเริ่มต้นบริษัทพวกเขามีทีมงาน 12 คน แบ่งเป็นทีมนิวยอร์ก 6 คน และทีมลอสแอนเจลิส 6 คน มีกันเพียงเท่านี้ แต่ในปีแรกพวกเขาสามารถพา NEON ไปบนโต๊ะเจรจาหนังที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต (TIFF) ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนทำแทบทุกหน้าที่และพร้อมขยับไปทำหน้าที่แทนกันได้หมด

ควินน์กำลังสื่อว่า การที่พวกเขาเป็นองค์กรขนาดเล็ก ทำให้เกิดการตัดสินใจรวดเร็ว ต่างจากสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายชั้น “เราใช้ความคล่องตัวนี้ให้เป็นประโยชน์มาโดยตลอด” ควินน์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter

“พวกเราทำงานกันในลักษณะของสตาร์ทอัพ และเป็นเหมือน ‘อะมีบาที่มีระบบความคิดซับซ้อน” ควินน์ให้คำนิยามทีมของเขา ก่อนจะบอกว่าในปีนั้นพวกเขาสามารถปิดดีลคว้าสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง I, Tonya มาได้ โดยเอาชนะคู่แข่งอย่าง Netflix ซึ่งเพิ่งเริ่มสนใจจะซื้อภาพยนตร์ที่มีโอกาสคว้ารางวัล เมื่อ NEON ได้ลิขสิทธิ์ I, Tonya พวกเขาก็เริ่มวางแผนแคมเปญล่าออสการ์ให้กับหนังทันที ทำให้หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสามรางวัล และ Allison Janney ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

“พวกเขามีความกระตือรือร้นในแบบที่ทำให้คุณในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์รู้สึกตื่นเต้น” Steven Soderbergh ผู้กำกับภาพยนตร์ตระกูล Ocean ให้สัมภาษณ์ระหว่างที่เขาเปิดตัวหนังเรื่อง Presence ที่เขาได้ฉายที่ซันแดนซ์ในรอบ 35 ปี “พวกเขามาชมรอบฉายแรกของเทศกาลซันแดนซ์ในคืนวันศุกร์ และเมื่อเราคุยกันทาง Zoom ในสัปดาห์ถัดมา ปรากฏว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับรอบฉายแรกมากจนถึงขั้นพยายามหาทางเข้ามาชมรอบฉายเช้าวันเสาร์เวลา 9:30 น. เพราะพวกเขาอยากดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง” นั่นคือเหตุผลที่โซเดอร์เบิร์กเลือกที่จะขายลิขสิทธิ์หนังเรื่อง Presence NEON ทันที สื่อให้เห็นว่าคนในวงการหนังก็เชื่อใจค่ายจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้

กลยุทธ์อีกอย่างที่ทำให้ NEON ประสบความสำเร็จในแง่การใส่เงินลงทุนเข้าไปด้วยคือ การซื้อลิขสิทธิ์หนังตั้งแต่ยังเป็นเพียงโปรเจกต์หรือมีแต่บทหนัง เพราะถ้ารอให้หนังสำเร็จแล้ว ราคาจะสูงขึ้นมาก ทีม NEON ใช้ความสัมพันธ์ที่มีมาบวกกับรสนิยมที่สั่งสมมา ซื้อหนังตั้งแต่ขั้นตอนอ่านบท เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Anora ที่พวกเขาได้ลิขสิทธิ์มาครองตั้งแต่ปี 2023 ก่อนหนังออกฉายเป็นปี คนในวงการมองว่าเหตุผลที่ NEON ทำเช่นนี้ได้ เพราะ ‘เครือข่ายความสัมพันธ์’ ที่ควินน์และลีกมีกับคนในอุตสาหกรรมมายาวนาน เพราะถ้าไม่รู้จักคนในแวดวงมาก่อนคงไม่มีใครยอมขายลิขสิทธิ์ให้ตั้งแต่หนังยังเป็นวุ้นอยู่ด้วยซ้ำ แสดงว่าคนทำหนังก็ต้อง ‘เชื่อใจ’ ว่าบริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้จะดูแลหนังของพวกเขาเหมือนงานศิลปะอย่างที่พวกเขาคาดหวัง

ถึงอย่างนั้น สายตาการเลือกหนังเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจทำให้ NEON ประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญคือ เมื่อได้หนังแล้วพวกเขาทำอะไรต่อจากนั้น และนั่นคือช่วงเวลาของ ‘แคมเปญการตลาด’ ที่จะปูพรมให้หนังเดินทางสู่เวทีรางวัล

เช่น ในภาพยนตร์ I, Tonya กุญแจสำคัญของแคมเปญคือการที่พวกเขาไม่สนใจกฎเกณฑ์ปกติของฤดูกาลแจกรางวัล NEON เริ่มเทรลเลอร์หนังด้วยฉาก LaVona Golden (รับบทโดย อลิสัน แจนนีย์) คุณแม่ผู้เข้มงวดของทอนย่าด่าผู้ปกครองคนหนึ่งว่า “อีเหี้ย” ในลานสเก็ตน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ภายใน 45 วินาทีแรก

“ทุกคนต่างพูดว่า นี่คือภาพยนตร์ชิงรางวัล ต้องมีเกียรติ! ต้องมีเกียรติ! คุณจะเปิดตัวด้วยตัวอย่างภาพยนตร์เรต R ไม่ได้” ซิซา ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON กล่าว “แล้วเราก็คิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้เป็น ทำไมเราถึงพยายามเปลี่ยนสิ่งที่หนังเป็นล่ะ? มาเฉลิมฉลองสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอดีกว่า”

ควินน์ก็บอกเช่นกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเต็มไปด้วย ‘ผู้รู้’ ที่เชื่อว่าการโปรโมตหนังควรทำในแบบที่กำหนดไว้ “แต่เราเริ่มต้นจากมุมมองที่ใช้สามัญสำนึก โดยตั้งคำถามก่อนว่าอะไรดีที่สุดสำหรับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง เราก็หวังว่ามันจะดึงดูดผู้ชม และเมื่อถึงเวลาประกาศรางวัล ผู้ลงคะแนนจะรู้สึกเช่นเดียวกับเรา” เทคนิคที่ควินน์ว่าไว้ เป็นสิ่งที่ NEON เริ่มวางแผนตั้งแต่ซื้อลิขสิทธิ์ได้ และโปรโมตต่อเนื่องโดยใช้แนวคิดที่ว่าพวกเขากำลัง ‘สื่อสารทางวัฒนธรรม’ ทำให้หนังป๊อปขึ้น เป็นเนื้อเดียวกันกับภาษาคนรุ่นใหม่ หรือพลวัตทางสังคมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างกระแสให้หนังยืนระยะไปจนถึงพรมแดงเวทีรางวัลได้

แต่ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกเรื่องของ NEON ที่คว้ารางวัลมาครอง หลายเรื่องยังสร้างข้อถกเถียง และถ้าต้องพูดตรงๆ คือ ‘ขายยาก’ หลายเรื่องทำรายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ แต่ควินน์บอกว่า เหตุผลที่ NEON ซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่องนั้นๆ ก็มาจากความหลงใหลของคนอย่างน้อยหนึ่งคนในบริษัทที่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นมีผู้ชม เพียงแต่พวกเขาต้องหาวิธีเข้าถึงผู้ชมเหล่านั้น

“สิ่งที่เราทำนั้นสำคัญที่สุดในภาพรวม คือภาพยนตร์ทั้งหมดเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ตลอดไป” ควินน์กล่าว

แม้จะครองลิขสิทธิ์หนังรางวัลมากมาย แต่ NEON ก็ยังคงต้องรักษาสมดุลด้านเงินทุน

ท่ามกลางเสียงชื่นชมการคัดเลือกหนังอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ ตัวเลขทางการเงินของ NEON กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น แม้ว่าในปี 2024 NEON จะทำเงินได้สูงสุดจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs แต่คนในวงการภาพยนตร์ต่างบอกว่า บริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อทำกำไรให้ได้สม่ำเสมอ และบ่อยครั้งยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาหมุนเวียนเพื่อใช้ในการซื้อสิทธิ์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ โดยในปี 2024 NEON ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคาร Comerica เพื่อนำมาเพิ่มศักยภาพในฝั่งโปรดักชั่น (ซึ่งพวกเขาพยายามขยายธุรกิจเพิ่มเติม) และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

แต่ก็จะต้องให้บริบทด้วยว่า แนวทางการสร้างรายได้ของ NEON คือให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมในโรงหนังเป็นอันดับแรก สวนกระแสกับแนวทางของสตูดิโอส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่นิยมลดระยะเวลาการฉายในโรงให้สั้นลง โดย NEON ยืนหยัดปฏิเสธโมเดลฉายหนัง 17 วันแล้วปล่อยให้เช่าในสตรีมมิ่งแบบเช่าซื้อล่วงหน้าของค่าย Universal มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต่อต้านราคาเช่าที่สูงเกินไป รวมถึงความเสี่ยงที่ตัวหนังจะเลือนหายไปในโลกดิจิทัลโดยไม่มีใครจดจำเลย NEON เลือกที่จะสนับสนุนระยะเวลาการฉายที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ 38-180 วัน ขึ้นอยู่กับกระแสและความแรงของภาพยนตร์แต่ละเรื่องในขณะนั้น

อีกปัจจัยคือ NEON พยายามขยับขยายธุรกิจมาสู่การผลิตภาพยนตร์ด้วยตัวเอง เพื่อความพยายามในการเข้ามาควบคุม ‘ห่วงโซ่คุณค่าในการจัดจำหน่าย’ ให้ได้มากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณการสร้างต่อโครงการพุ่งทะยานจากเดิมที่เป็นหนังทุนสร้างระดับไมโคร (microbudget) ขึ้นมาสู่ระดับที่มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี

นอกจากนี้ ในปี 2024 Neon ได้เปิดตัวฝ่ายขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศ ของตัวเอง เพื่อเข้ามาดูแลการจัดจำหน่ายทั่วโลก แทนที่จะต้องพึ่งพาเอเจนซีหรือบริษัทตัวแทนจากภายนอก นี่คือ ‘การควบรวมกิจการตามแนวดิ่ง’เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริษัทสามารถเข้าช้อนซื้อสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เนิ่นๆ และยังสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางในการตักตวงผลประโยชน์ในตลาดปลายน้ำ ซึ่งรวมถึงการเจรจาเงื่อนไขลิขสิทธิ์บนระบบสตรีมมิ่ง และช่องสถานีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย

“จนถึงวันนี้ เรามีทีมงานเพิ่มขึ้นเป็น 52 คนแล้ว มีเหตุผลมากมายที่ทำให้องค์กรของเราขยายใหญ่ขึ้นเกิน 2 เท่าตัว เหตุผลแรกแน่นอนว่าคือความสำเร็จ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับมาลุยฝั่งการผลิตเอง การเพิ่มศักยภาพในการจัดจำหน่ายหนังในวงกว้าง รวมถึงการจัดตั้งทีมขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดสากลเพิ่มเข้ามา” ควินน์อธิบายถึงแผนธุรกิจของ NEON และโมเดลธุรกิจนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหล่าคนทำหนังสายทดลองจากทั่วโลกเข้าหา NEON มากขึ้น แต่ควินน์ยังคงย้ำในตัวตนของพวกเขา

“ถ้าเรายึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่าเราคือใครและต้องการนำเสนออะไร เราก็จะประสบความสำเร็จโดยรวม” ควินน์กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรานั้นชัดเจนมาก นั่นคือภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนโดยผู้กำกับที่มีจุดมุ่งหมาย มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ในบางกรณีก็มีผลกระทบทางสังคม แต่ก็มีคุณค่าทางศิลปะในระดับที่เท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากกันและกัน หากคุณมุ่งมั่นในสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ประนีประนอม นี่คือแนวคิดที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมหนังที่มีความผันผวนสูง”

อ้างอิง

hollywoodreporter.com/movies/movie-features/neon-rise-longlegs-parasite-rivalry-a24-1235990240

theankler.com/neon-ceo-tom-quinn-how-i-built-anora-oscars-parasite

theringer.com/2025/01/22/movies/neon-presence-anora-longlegs-oscar-nominations

filmtake.com/distribution/the-secret-behind-neons-rise-and-why-its-future-still-hangs-in-the-balance

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...