รายงานเตือนโลกเจอวิกฤตขาด ‘บุคลากรดูแลผู้ป่วยมะเร็ง’ ภายในปี 2050
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
เมลเบิร์น, 1 มิ.ย. (ซินหัว) — รายงานจากสถาบันวิจัยโรคมะเร็งโอลิเวีย นิวตัน-จอห์นของออสเตรเลียได้เตือนถึงวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งทั่วโลก ซึ่งอาจสูงเกือบ 100 ล้านคนภายในปี 2050 ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นกำลังเสี่ยงทำให้ระบบสาธารณสุขทั่วโลกต้องแบกรับภาระหนักหน่วง
วันจันทร์ (1 มิ.ย.) ศาสตราจารย์แอนดรูว์ สก็อตต์ หนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงาน ระบุว่าการลงทุนอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะในด้านการถ่ายภาพทางการแพทย์ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงการวินิจฉัยโรคมะเร็งและผลการรักษาทางคลินิกในออสเตรเลียและทั่วโลก
รายงานคาดการณ์ว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 75 โดยอาจมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 35 ล้านรายต่อปีภายใน 25 ปีข้างหน้า และผู้ป่วยใหม่กว่าร้อยละ 70 จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง นอกจากนี้ ปัจจุบันผู้ป่วยโรคมะเร็งถึง 1 ใน 3 ทั่วโลกยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย ซึ่งบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกามีอัตราผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยพุ่งกว่าร้อยละ 60
ผลการศึกษาดังกล่าวเตือนว่าช่องว่างด้านบุคลากรที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ในบทบาทด้านการพยาบาลและงานสาธารณสุขชุมชน รวมถึงบริการด้านการตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำของอัตราการรอดชีวิตระหว่างชุมชนต่างๆ ยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นไปอีก
รายงานคาดว่าอัตราการรอดชีวิตระยะ 5 ปี ภายในปี 2050 จะยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญในทวีปแอฟริกา (ร้อยละ 34) และทวีปเอเชีย (ร้อยละ 39) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มภูมิภาคที่มีรายได้สูง ซึ่งคาดว่าตัวเลขนี้จะสูงกว่าร้อยละ 60
สก็อตต์เผยว่าการลงทุนในบริการบันทึกภาพวินิจฉัยและศักยภาพของบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการวินิจฉัยด้วยภาพทางการแพทย์นั้นมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนภูมิภาคหรือพื้นที่ห่างไกลซึ่งมักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการเหล่านี้
คณะผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล และการฝึกอบรม โดยประเมินว่าการเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้มากถึง 170 ล้านราย พร้อมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
อนึ่ง รายงานข้างต้นเผยแพร่ในวารสารเดอะ แลนเซ็ต ออนโคโลจี (The Lancet Oncology) เมื่อวันอาทิตย์ (31 พ.ค.) ที่ผ่านมา