โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การก่อรูปและการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช (ตอนที่ 1)

ไทยโพสต์

อัพเดต 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.13 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรีห์ปราง ถนอมศักดิ์ชัย

หากพิจารณาถึงพัฒนาการของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรป รัสเซียนับเป็นกรณีศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากพัฒนาการของรัฐรัสเซียมิได้เกิดจากการเติบโตของชนชั้นกลางหรือการเสื่อมถอยของระบบศักดินาตามแบบแผนเดียวกับยุโรปตะวันตก หากแต่มีเส้นทางการสร้างรัฐที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวเริ่มปรากฏอย่างชัดเจนในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์ที่ 1 หรือปีเตอร์มหาราช (Пётр Первый «Великий»; Peter the Great) ระหว่าง ค.ศ. 1696–1725 ซาร์ผู้วางรากฐานของจักรวรรดิรัสเซียและระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองรัสเซียต่อมาอีกหลายศตวรรษ

หลักการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็น “บิดาแห่งชาติ” และ “บิดาของประชาชน” (отец нации, отец народа) โดยพระราชกฤษฎีกาเมื่อ ค.ศ. 1721 ซึ่งประกาศพระอิสริยยศเป็นจักรพรรดิ บิดาแห่งปิตุภูมิ และมหาราช («императором», «отцом отечества» и «Великим») ตลอดจนพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสืบราชบัลลังก์ ค.ศ. 1722 ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างอำนาจอัตตาธิปไตยของสถาบันพระมหากษัตริย์รัสเซีย ซึ่งการให้ความหมายในภาษารัสเซียที่อธิบายถึงลักษณะของรัชสมัยซาร์ปีเตอร์มหาราชนั้น ได้มีการอ้างถึง “อำนาจสูงสุด (Majesty) คือผู้ที่สามารถกระทำการได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของใคร”(Высочайшая власть (величеством нарицаемая) есть, которой деяния ни чьей же власти не подлежат) คำจำกัดความดังกล่าวได้กลายเป็นคำจำกัดความหลักในอุดมการณ์ของระบอบอัตตาธิปไตยรัสเซียนับแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี ในสมัยของซาร์ปีเตอร์ ก็มีแง่มุมใหม่ ๆ เกิดขึ้นด้วย กล่าวคือ พระเจ้าซาร์ทรงเชื่อมั่นว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานอำนาจนี้แก่พระองค์เพื่อการทำงานที่ยากลำบาก นั่นคือ การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “มีประโยชน์ต่อประชาชน” สำหรับซาร์ปีเตอร์ พระองค์ทรงถือว่าอำนาจเป็นภาระอันหนักหน่วงของความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศและอนาคตของประเทศ

การสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียยังดำเนินควบคู่กับการขยายบทบาทของรัฐเข้าสู่ทุกมิติของสังคม พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจกำกับทั้งกิจการสาธารณะและชีวิตส่วนบุคคล ตั้งแต่ระเบียบการดำรงชีวิตในชีวิตประจำวันไปจนถึงการควบคุมโครงสร้างสังคม ขณะเดียวกัน รัฐยังดำเนินนโยบายเสริมสร้างระบบไพร่ติดที่ดินอย่างนโยบายการเป็นเซิร์ฟ (Политика дальнейшего закрепощения) กระบวนการเป็นไพร่ติดที่ดินในรัสเซียพัฒนาตัวถึงจุดสูงสุดในศตวรรษที่ 18 เนื่องจากบทบาทของรัฐในการควบคุมสิทธิและที่ดินอย่างเบ็ดเสร็จนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการรวมอำนาจอย่างชอบด้วยกฎหมายของชนชั้นปกครอง และการจัดตั้งชนชั้นขุนนางขึ้นจากชนชั้นศักดินาต่าง ๆ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของรัฐศักดินาเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการรวมอำนาจทางการเมืองและการบริหารในกระบวนการปฏิรูปรัฐบาลซาร์ปีเตอร์ที่ 1 ที่ว่านี้ได้นำไปสู่การก่อตั้งรัฐศักดินารูปแบบใหม่ นั่นคือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อีกทั้งการก่อตั้งและเสริมสร้างระบบหลักการทางกฎหมายและสถาบันอันเป็นลักษณะเฉพาะของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัสเซีย ส่งผลให้กระบวนการของการก่อตั้งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัสเซียมีลักษณะเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการที่คล้ายคลึงกันของการวิวัฒนาการของรัฐศักดินาในประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกหรือแม้แต่ในเอเชีย

หรือหากพิจารณาในแง่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จะพบว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรปตะวันตกแตกต่างจากของรัสเซียอย่างเด่นชัด เพราะในขณะที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยุโรปตะวันตกพัฒนาไปพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยมและการเสื่อมถอยของระบบศักดินา (โดยเฉพาะระบบทาส) สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียกลับดำรงอยู่ควบคู่กับการขยายตัวของระบบไพร่ติดที่ดิน อีกทั้งฐานสนับสนุนของระบอบมิได้เกิดจากความร่วมมือระหว่างชนชั้นขุนนางกับชนชั้นกระฎุมพีใหม่ตามเขตเมือง แต่อาศัยชนชั้นขุนนางศักดินาเป็นกลไกหลักในการธำรงอำนาจของรัฐ การรับใช้พระมหากษัตริย์จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของสถานะและอภิสิทธิ์ของชนชั้นขุนนางมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรมอสโก และได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราช

การปฏิรูปที่สำคัญในสมัยซาร์ปีเตอร์มหาราชอีกประการหนึ่ง คือการปฏิรูปชนชั้นขุนนางโดยเชื่อมโยงสถานะทางสังคมเข้ากับการรับใช้รัฐแทนการอาศัยสายตระกูลเพียงอย่างเดียว โดยชนชั้นขุนนางที่เกิดจากการรับราชการจะได้รับที่ดินเป็นผลตอบแทนแต่ยังคงขึ้นอยู่กับรัฐ ซึ่งแตกต่างจากที่ดินมรดกของตระกูลขุนนางดั้งเดิม หลักการดังกล่าวได้รับการจัดระเบียบอย่างเป็นทางการผ่านระบบลำดับยศ (Table of Ranks) เมื่อ ค.ศ. 1722 ซึ่งกำหนดว่าการเลื่อนตำแหน่งในกองทัพหรือราชการพลเรือนสามารถนำไปสู่การได้รับสถานะขุนนาง ส่งผลให้บุคคลที่มีพื้นเพมาจากสามัญชนสามารถเลื่อนฐานะขึ้นเป็นชนชั้นสูงผ่านการเข้ามารับใช้รัฐผ่านระบบราชการของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบดังกล่าวจะเปิดโอกาสด้านความก้าวหน้าทางสังคม แต่ชนชั้นขุนนางทั้งหมดก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้พระราชอำนาจ และไม่มีความเป็นอิสระทางการเมือง เนื่องจากอำนาจของแต่ละบุคคลตั้งอยู่บนตำแหน่งหน้าที่และความไว้วางพระราชหฤทัย มากกว่าจะเกิดจากสิทธิของชนชั้นโดยตรง

การปฏิรูปดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการปฏิรูปกองทัพและระบบราชการ พระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงแทนที่กองกำลังแบบเดิมด้วยกองทัพประจำซึ่งอาศัยระบบเกณฑ์กำลังพลจากชุมชนต่าง ๆ ผู้ถูกเกณฑ์ต้องรับราชการเป็นเวลายาวนาน ขณะที่ชนชั้นขุนนางถูกคาดหวังให้รับราชการในฐานะนายทหาร ส่งผลให้สังคมรัสเซียมีลักษณะเป็นสังคมทหารอย่างเข้มข้น กองทหารรักษาพระองค์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในราชสำนักช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่โดยทั่วไปยังคงยอมรับอำนาจสูงสุดของพระมหากษัตริย์ มิได้พัฒนาเป็นองค์กรที่เรียกร้องข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญหรือการปกครองโดยทหารอย่างชัดเจน

การรวมศูนย์อำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์รัสเซียยังดำเนินผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนกลาง พระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงยุบสภาที่ปรึกษา อย่างสภาขุนนาง หรือสภาโบยาร์ (Boyar Duma; Боярская дума) ใน ค.ศ. 1711 และจัดตั้งวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรบริหารสูงสุดในช่วงที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชสำนัก พร้อมทั้งจัดตั้งสภาศาสนจักร (Holy Synod) ใน ค.ศ. 1721 ให้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ส่งผลให้ศาสนจักรออร์ทอดอกซ์กลายเป็นสถาบันหนึ่งของรัฐ และซาร์ทรงมีสถานะเป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการรวมอำนาจทางการเมือง การบริหาร และศาสนาไว้ภายใต้พระราชอำนาจอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนั้นยังมีการปฏิรูประบบราชการ การจัดตั้งหน่วยงานบริหารส่วนกลาง และการแบ่งเขตการปกครองใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารและเสริมสร้างความสามารถของรัฐในการควบคุมพื้นที่ทั่วจักรวรรดิ

อีกองค์ประกอบสำคัญของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รัสเซียคือการดำรงอยู่ของระบบไพร่ติดที่ดิน ซึ่งกลายเป็นฐานรองรับทั้งเศรษฐกิจและการปกครองของรัฐ ระบบดังกล่าวได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 และได้รับการเสริมสร้างต่อเนื่องในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ขุนนางมีอำนาจควบคุมไพร่ติดที่ดินอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านแรงงาน การจัดเก็บผลผลิต และการลงโทษ ขณะที่ชาวนาต้องรับภาระทั้งต่อเจ้าที่ดินและต่อรัฐในฐานะผู้เสียภาษีและกำลังพลของกองทัพ โครงสร้างดังกล่าวทำให้รัฐสามารถระดมทรัพยากรเพื่อการปฏิรูปและการสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างข้อจำกัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง การเกิดชนชั้นกลาง และการพัฒนาสังคมโดยรวม ความสัมพันธ์ระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชนชั้นขุนนาง และระบบไพร่ติดที่ดินจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างรัฐรัสเซียในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และกำหนดทิศทางของพัฒนาการทางการเมืองในเวลาต่อมา

การก่อรูปของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัสเซียเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และได้รับการสถาปนาอย่างเป็นระบบในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราช การปฏิรูปของพระองค์มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างรัฐให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และนโยบายต่างประเทศ ส่งผลให้ รัฐซาร์แห่งรัสเซีย (Tsardom of Russia หรือ Tsardom of Muscovy) ซึ่งเดิมปกครองโดยพระมหากษัตริย์ในฐานะ “ซาร์” ได้รับการยกฐานะเป็น จักรวรรดิรัสเซีย (Russian Empire) ใน ค.ศ. 1721 และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของยุโรป อันทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงประสิทธิภาพของการปกครองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียซึ่งรวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ที่พระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

รายการอ้างอิง

Seton-Watson, Hugh. The Russian Empire, 1801–1917. Oxford: Oxford University Press, 1967.

Анисимов, Е. В. Государственные преобразования и самодержавие Петра Великого в первой четверти XVIII века. Санкт-Петербург: Дмитрий Буланин, 1997.

Омельченко, О. А. Становление абсолютной монархии в России: учебное пособие. Москва: ВЮЗИ, 1986.

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรัสเซีย: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...