นักลงทุนผวา Stagflation เทขายหุ้นกู้เสี่ยงสูง เครดิตสเปรดกว้างสุดรอบ 14 เดือน
ความกังวลสงครามตะวันออกกลางจะดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง โดยส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้ระดับ CCC และ BB ขยายกว้างสุดในรอบกว่าทศวรรษ
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 06.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงภาวะ "Stagflation" หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง อันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยแรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อบริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอและมีหนี้สินสูง ซึ่งเคยอาศัยต้นทุนการกู้ยืมต่ำในยุคดอกเบี้ยใกล้ศูนย์เพื่อระดมทุนจำนวนมาก
ข้อมูลจากดัชนี Bloomberg ระบุว่า นักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Credit Spread) สำหรับการถือครองหุ้นกู้ระดับ CCC ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด มากกว่าหุ้นกู้ระดับ BB ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade เพียงขั้นเดียว ถึง 6.4 จุดเปอร์เซ็นต์ นับเป็นส่วนต่างสูงสุดในรอบ 14 เดือน
กองทุนตราสารหนี้หลายแห่งยังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงตลาด Private Credit ซึ่งเป็นแหล่งรวมภาระหนี้จำนวนมากจากกระแสการซื้อกิจการด้วยเงินกู้ (Leveraged Buyout) มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หลังสงครามอิหร่านดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังกระตุ้นเงินเฟ้อและเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้บริษัทที่มีภาระหนี้สูงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง
นายมิทช์ เรซนิค หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของ Federated Hermes ซึ่งบริหารสินทรัพย์มากกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวว่า หากเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านจากภาวะเงินเฟ้อลดลงสู่ภาวะเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น และนำไปสู่ Stagflation บริษัทที่มีภาระหนี้สูงจะเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลง และต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น
สัญญาณความแตกต่างระหว่างบริษัทคุณภาพดีและบริษัทคุณภาพต่ำเริ่มเห็นชัดขึ้นในตลาดสินเชื่อสหรัฐ โดยเงินกู้ที่มีอันดับเครดิตระดับ CC ให้ผลตอบแทนติดลบ 8% ในไตรมาสนี้ ขณะที่เงินกู้ระดับ BB ยังให้ผลตอบแทนบวก 1.4%
นางฮอลลี คิม ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Glendon Capital เตือนว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ ตลาดกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วัฏจักรการผิดนัดชำระหนี้ (Default Cycle) จากภาระหนี้จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่การซื้อกิจการระหว่างปี 2564-2565 พร้อมระบุว่าความเสี่ยงด้าน Stagflation ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อตลาดเครดิตในเวลานี้
แม้ภาพรวมตลาดหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง (Junk Bond) ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7% ทั่วโลก และมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า แต่ความต้องการถือครองตราสารหนี้คุณภาพต่ำกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลของ Goldman Sachs ระบุว่า ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้ระดับ B และ BB ในตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551 สะท้อนปรากฏการณ์ "Flight to Quality" หรือการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงกว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจุบัน ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้ระดับ CCC และ BB ทั่วโลกขยายตัวมากกว่า 5 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนการแบ่งขั้วที่ชัดเจนของตลาดเครดิต โดยนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในบริษัทคุณภาพสูง ขณะที่หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง
นายเดวิด ฟอร์แกช หัวหน้าฝ่าย Leveraged Finance ของ Pimco กล่าวว่า ตลาดหุ้นกู้ High Yield ในปัจจุบันมีลักษณะแบ่งขั้วอย่างชัดเจน และนักลงทุนบางส่วนอาจกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงยังซ่อนอยู่ในตราสารหนี้ที่มีส่วนต่างผลตอบแทนสูงมาก
Pimco ยังเตือนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Private Credit ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้มาตรฐานการปล่อยกู้บางส่วนอ่อนแอลง โดยเฉพาะบริษัทซอฟต์แวร์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI
ก่อนหน้านี้ นักกลยุทธ์ของ UBS เคยประเมินว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ อาจพุ่งสูงถึง 15% หาก AI เข้ามาสร้างแรงกระทบอย่างรุนแรงต่อรูปแบบธุรกิจของบริษัทจำนวนมาก
นักวิเคราะห์ยังจับตาบริษัทที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นหลัก เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดย Federated Hermes แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง และหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีภาระหนี้สูง เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้รับในปัจจุบันอาจไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายุโรปอาจเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation มากกว่าสหรัฐฯ หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น มาตรการภาษี และการแข่งขันจากจีนอยู่แล้ว
อ้างอิง : www.bloomberg.com