โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ดีอีลุยฟังเสียง “TH-AI Passport”ปลัดฯ งัดสูตร Pay-per-use สยบดราม่างบประมาณแผ่นดิน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 13.48 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 06.48 น.

กระทรวงดีอี เปิดเวทีฟังเสียงโครงการ “ดีอีลุยฟังเสียง “TH-AI Passport” ปลัดฯ งัดสูตร Pay-per-use สยบดราม่างบประมาณแผ่นดิน” บิ๊กโปรเจกต์ 1.6 พันล้านกู้ดัชนี AI ชาติ เดินหน้าแจงสเปก ชูจุดขายฉีกแนวคิดประชานิยมสู่การสร้าง Demand-driven เผยดีลสุดคุ้มเฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ดันสัดส่วนเข้าถึง AI ไทยแตะ 23% เหนือค่าเฉลี่ยโลก ด้านสังคมและฝ่ายค้านเกาะติดเข้ม จี้ถามความยั่งยืนหลังสิ้นสุดสัญญารายปี

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ "TH-AI Passport" นำโดย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ท่ามกลางสถานการณ์คลังที่ตึงตัวและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักหน่วงในปัจจุบัน เมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีของภาครัฐมักตกเป็นเป้าสายตาในการตรวจสอบความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นโยบายนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความท้าทายในเชิงโครงสร้างที่ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านดิจิทัลและ AI ของประเทศไทยในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนและของโลก โดยอยู่ที่อันดับ 89 ของโลกหรืออยู่ที่ 10.7% เท่านั้น (กระทรวงดีอีใช้ข้อมูลจาก Microsoft AI Economy Institute Report )

ดังนั้น กระทรวงดีอีจึงมุ่งหวังใช้โครงการ TH-AI Passport เป็นเครื่องยนต์หลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ โดยวางเป้าหมายอัพสกิลประชากรครั้งใหญ่จำนวน 5 ล้านคน (จากฐานประชากร 50 ล้านคน) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักเรียนนักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ เพื่อให้เข้าถึงเครื่องมือสมัยใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมุ่งเน้นไปที่ภาพใหญ่ 2 ประการ คือ การยกระดับทักษะแรงงานและการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

นโยบายนี้มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวนสูงถึง 5 ล้านคน (คิดเป็นสัดส่วน 10% ของฐานประชากรหลัก โดยแบ่งกลุ่มยุทธศาสตร์ออกเป็น 3 เซกเตอร์สำคัญได้แก่

  • กลุ่มนักเรียนนักศึกษา: มุ่งลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระหว่างสถานศึกษาในเมืองและต่างจังหวัด เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านโอกาสตั้งแต่ต้นน้ำ
  • กลุ่มบุคลากรและคนทำงาน: ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล และลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพแรงงานในภาพรวม
  • กลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ: เพื่อวางรากฐานทักษะดิจิทัลให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

คณะผู้บริหารกระทรวงดีอีย้ำว่า โครงการนี้ฉีกแนวคิดจากการสงเคราะห์หรือการแจกเงินในอดีต แต่เป็นการสร้าง "Demand-driven" หรือการกระตุ้นให้เกิดความต้องการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยหลีกเลี่ยงรูปแบบเดิมๆ ที่เพียงแค่จัดหาเทคโนโลยีมาให้แล้วปล่อยให้ประชาชนเรียนรู้ตามยถากรรม

"เป้าหมายหลักไม่ใช่การนำเงินไปแจกเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน แต่เป็นการพัฒนาทักษะเพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเข้าถึงเทคโนโลยี ICT และ AI ได้เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง"

ในมิติของการบริหารจัดการคลังแผ่นดินและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้เสนอหลักการสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะกรณีความเสี่ยงจากสัญญาผูกพันล่วงหน้าที่หากยอดผู้ใช้งานจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 5 ล้านคน อาจกลายเป็นภาระทางการคลังและเกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส

กระทรวงดีอีจึงได้เสนอให้พิจารณาแนวทางการเบิกจ่ายตามการใช้งานจริงหรือ Pay-per-use ควบคู่ไปกับการคุมเข้มเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและการตรวจสอบสัดส่วนงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินภาษีทุกบาทจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นทักษะของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งกระทรวงดีอีก็พร้อมจะเปิดให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการนี้ได้ตลอดเวลา และหากพบว่ามีส่วนที่เป็นการทุจริตในอนาคตก็พร้อมจะระงับโครงการทันที

นายพชรกล่าวต่อว่า สำหรับตัวเลขทางบัญชีที่รัฐบาลนำเสนอจำนวนวงเงิน 1,621 ล้านบาท ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยใน TOR กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาชั้นนำของโลก ซึ่งร่วมพัฒนากับ Big Tech ระดับสากล อาทิ OpenAI, Microsoft และ Google โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะได้ใช้งานฟีเจอร์ระดับสูง (Premium, Pro) ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในเวอร์ชันฟรีทั่วไป

เมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่าเชิงต้นทุนต่อหน่วยชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นเงินเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน เท่านั้น หากเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอื่นในตลาดเสรี ที่ประชาชนทั่วไปต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิก AI ระดับพรีเมียม (เช่น ChatGPT Plus หรือ Google Gemini Advanced) ซึ่งมีอัตราค่าบริการมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 700 บาทต่อเดือนหรือประมาณ 8,400 บาทต่อปี และหากเทียบกับผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นก็มีแพ็คเกจเริ่มต้นอยู่ที่ประมาน 200-300 บาท

ดังนั้น ในมุมมองของภาครัฐ Economies of Scale ของโครงการ TH-AI Passport จึงสามารถกดต้นทุนลงมาได้ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปถึงกว่า 20 เท่าตัว ซึ่งปลัดกระทรวงดีอีเคลมว่านี่คือดีลที่ "คุ้มค่าที่สุด" ในการดึงดูดและติดอาวุธให้คนไทย 5 ล้านคนก้าวข้ามหลุมพรางความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและดันสัดส่วนการเข้าถึง AI ของประเทศจากเดิมที่รั้งท้ายในภูมิภาคใหม่อยู่ที่ 10.7% ให้พุ่งทะยานสู่ 23% ซึ่งจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกทันที

ดร. การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายค้าน ได้สะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม โดยเน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีแผนการจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน

โดย ดร. การดี ได้ตั้งคำถามสำคัญเชิงงบประมาณ พร้อมทั้งเสนอแนะให้รัฐบาลทบทวนกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ควรกระจุกตัวงบประมาณอยู่เพียงแค่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาหรือบุคลากรทั่วไปเท่านั้น แต่ควรขยายผลเชิงรุกเพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจไปยังเซกเตอร์ที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน GDP หลักของประเทศ ได้แก่ "ภาคการท่องเที่ยว" และ "ภาคการเกษตร" ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจในเศรษฐกิจจริง ที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านและมีความต้องการในการปรับ-เพิ่มทักษะ ด้านเทคโนโลยีอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศโดยเร็วที่สุด

บทสรุปของเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ในครั้งนี้ จึงแปรเปลี่ยนจากเรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย ไปสู่กระบวนการตรวจสอบ "ธรรมาภิบาลทางการเงิน" ครั้งสำคัญของประเทศ การที่ผู้บริหารระดับสูงของดีอีออกมายอมรับและเสนอโมเดลเบิกจ่ายตามจริง ควบคู่ไปกับการตั้งคำถามเรื่องงบโฆษณาใน TOR ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความพยายามอุดรอยรั่ว

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของประชาชนทั่วไป บทพิสูจน์ที่แท้จริงหลังจากนี้คือ กระทรวงดีอีจะสามารถแปลงข้อเสนอแนะเหล่านี้ให้เป็นแนวปฏิบัติในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจริงได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถกระจายงบประมาณนี้ไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและการเกษตรตามที่ฝ่ายค้านท้วงติง เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนอย่างแท้จริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...