ดีอีลุยฟังเสียง “TH-AI Passport”ปลัดฯ งัดสูตร Pay-per-use สยบดราม่างบประมาณแผ่นดิน
กระทรวงดีอี เปิดเวทีฟังเสียงโครงการ “ดีอีลุยฟังเสียง “TH-AI Passport” ปลัดฯ งัดสูตร Pay-per-use สยบดราม่างบประมาณแผ่นดิน” บิ๊กโปรเจกต์ 1.6 พันล้านกู้ดัชนี AI ชาติ เดินหน้าแจงสเปก ชูจุดขายฉีกแนวคิดประชานิยมสู่การสร้าง Demand-driven เผยดีลสุดคุ้มเฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ดันสัดส่วนเข้าถึง AI ไทยแตะ 23% เหนือค่าเฉลี่ยโลก ด้านสังคมและฝ่ายค้านเกาะติดเข้ม จี้ถามความยั่งยืนหลังสิ้นสุดสัญญารายปี
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ "TH-AI Passport" นำโดย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ท่ามกลางสถานการณ์คลังที่ตึงตัวและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักหน่วงในปัจจุบัน เมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีของภาครัฐมักตกเป็นเป้าสายตาในการตรวจสอบความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นโยบายนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความท้าทายในเชิงโครงสร้างที่ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านดิจิทัลและ AI ของประเทศไทยในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนและของโลก โดยอยู่ที่อันดับ 89 ของโลกหรืออยู่ที่ 10.7% เท่านั้น (กระทรวงดีอีใช้ข้อมูลจาก Microsoft AI Economy Institute Report )
ดังนั้น กระทรวงดีอีจึงมุ่งหวังใช้โครงการ TH-AI Passport เป็นเครื่องยนต์หลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ โดยวางเป้าหมายอัพสกิลประชากรครั้งใหญ่จำนวน 5 ล้านคน (จากฐานประชากร 50 ล้านคน) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักเรียนนักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ เพื่อให้เข้าถึงเครื่องมือสมัยใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมุ่งเน้นไปที่ภาพใหญ่ 2 ประการ คือ การยกระดับทักษะแรงงานและการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล
นโยบายนี้มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวนสูงถึง 5 ล้านคน (คิดเป็นสัดส่วน 10% ของฐานประชากรหลัก โดยแบ่งกลุ่มยุทธศาสตร์ออกเป็น 3 เซกเตอร์สำคัญได้แก่
- กลุ่มนักเรียนนักศึกษา: มุ่งลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระหว่างสถานศึกษาในเมืองและต่างจังหวัด เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านโอกาสตั้งแต่ต้นน้ำ
- กลุ่มบุคลากรและคนทำงาน: ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล และลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพแรงงานในภาพรวม
- กลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ: เพื่อวางรากฐานทักษะดิจิทัลให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
คณะผู้บริหารกระทรวงดีอีย้ำว่า โครงการนี้ฉีกแนวคิดจากการสงเคราะห์หรือการแจกเงินในอดีต แต่เป็นการสร้าง "Demand-driven" หรือการกระตุ้นให้เกิดความต้องการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยหลีกเลี่ยงรูปแบบเดิมๆ ที่เพียงแค่จัดหาเทคโนโลยีมาให้แล้วปล่อยให้ประชาชนเรียนรู้ตามยถากรรม
"เป้าหมายหลักไม่ใช่การนำเงินไปแจกเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน แต่เป็นการพัฒนาทักษะเพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเข้าถึงเทคโนโลยี ICT และ AI ได้เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง"
ในมิติของการบริหารจัดการคลังแผ่นดินและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้เสนอหลักการสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะกรณีความเสี่ยงจากสัญญาผูกพันล่วงหน้าที่หากยอดผู้ใช้งานจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 5 ล้านคน อาจกลายเป็นภาระทางการคลังและเกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส
กระทรวงดีอีจึงได้เสนอให้พิจารณาแนวทางการเบิกจ่ายตามการใช้งานจริงหรือ Pay-per-use ควบคู่ไปกับการคุมเข้มเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและการตรวจสอบสัดส่วนงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินภาษีทุกบาทจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นทักษะของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งกระทรวงดีอีก็พร้อมจะเปิดให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการนี้ได้ตลอดเวลา และหากพบว่ามีส่วนที่เป็นการทุจริตในอนาคตก็พร้อมจะระงับโครงการทันที
นายพชรกล่าวต่อว่า สำหรับตัวเลขทางบัญชีที่รัฐบาลนำเสนอจำนวนวงเงิน 1,621 ล้านบาท ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยใน TOR กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาชั้นนำของโลก ซึ่งร่วมพัฒนากับ Big Tech ระดับสากล อาทิ OpenAI, Microsoft และ Google โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะได้ใช้งานฟีเจอร์ระดับสูง (Premium, Pro) ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในเวอร์ชันฟรีทั่วไป
เมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่าเชิงต้นทุนต่อหน่วยชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นเงินเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน เท่านั้น หากเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอื่นในตลาดเสรี ที่ประชาชนทั่วไปต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิก AI ระดับพรีเมียม (เช่น ChatGPT Plus หรือ Google Gemini Advanced) ซึ่งมีอัตราค่าบริการมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 700 บาทต่อเดือนหรือประมาณ 8,400 บาทต่อปี และหากเทียบกับผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นก็มีแพ็คเกจเริ่มต้นอยู่ที่ประมาน 200-300 บาท
ดังนั้น ในมุมมองของภาครัฐ Economies of Scale ของโครงการ TH-AI Passport จึงสามารถกดต้นทุนลงมาได้ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปถึงกว่า 20 เท่าตัว ซึ่งปลัดกระทรวงดีอีเคลมว่านี่คือดีลที่ "คุ้มค่าที่สุด" ในการดึงดูดและติดอาวุธให้คนไทย 5 ล้านคนก้าวข้ามหลุมพรางความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและดันสัดส่วนการเข้าถึง AI ของประเทศจากเดิมที่รั้งท้ายในภูมิภาคใหม่อยู่ที่ 10.7% ให้พุ่งทะยานสู่ 23% ซึ่งจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกทันที
ดร. การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายค้าน ได้สะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม โดยเน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีแผนการจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน
โดย ดร. การดี ได้ตั้งคำถามสำคัญเชิงงบประมาณ พร้อมทั้งเสนอแนะให้รัฐบาลทบทวนกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ควรกระจุกตัวงบประมาณอยู่เพียงแค่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาหรือบุคลากรทั่วไปเท่านั้น แต่ควรขยายผลเชิงรุกเพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจไปยังเซกเตอร์ที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน GDP หลักของประเทศ ได้แก่ "ภาคการท่องเที่ยว" และ "ภาคการเกษตร" ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจในเศรษฐกิจจริง ที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านและมีความต้องการในการปรับ-เพิ่มทักษะ ด้านเทคโนโลยีอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศโดยเร็วที่สุด
บทสรุปของเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ในครั้งนี้ จึงแปรเปลี่ยนจากเรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย ไปสู่กระบวนการตรวจสอบ "ธรรมาภิบาลทางการเงิน" ครั้งสำคัญของประเทศ การที่ผู้บริหารระดับสูงของดีอีออกมายอมรับและเสนอโมเดลเบิกจ่ายตามจริง ควบคู่ไปกับการตั้งคำถามเรื่องงบโฆษณาใน TOR ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความพยายามอุดรอยรั่ว
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของประชาชนทั่วไป บทพิสูจน์ที่แท้จริงหลังจากนี้คือ กระทรวงดีอีจะสามารถแปลงข้อเสนอแนะเหล่านี้ให้เป็นแนวปฏิบัติในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจริงได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถกระจายงบประมาณนี้ไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและการเกษตรตามที่ฝ่ายค้านท้วงติง เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนอย่างแท้จริง