ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คุมเข้มเลือกคู่สัญญา ป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน
วันที่ 28 มิ.ย. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ความคืบหน้าและเหตุผลการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่า ขณะนี้ส่งเรื่องให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน
สำหรับวัตถุประสงค์การปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มี 3 ประเด็น คือ 1.ต้องการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ โดยจะเน้นการพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ผลงานในอดีต เช่น ประวัติการทำงานเป็นอย่างไร ส่งงานตามกำหนด มีประวัติไม่ดีหรือไม่
ตรงนี้จะนำมาเป็นเกณฑ์เพื่อกำหนดรายละเอียดป้องกันไม่ให้คู่สัญญาทิ้งงาน เนื่องจากจะเห็นได้ว่า ในอดีตหลายโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะมีปัญหา คือเดิมยึดหลักกรมบัญชีกลาง พิจารณาจากเกณฑ์เสนอราคาต่ำสุด แต่ต้องยอมรับว่า “ของดีราคาถูก อาจจะไม่มีในโลกเสมอไป” ไม่เช่นนั้นอาจจะได้สินค้าไม่มีคุณภาพตามราคา รวมถึงผู้รับเหมาที่ได้ราคาต่ำสุดหลังรับเงินงวดแรก มีโอกาสทิ้งงานสูงและไปตั้งบริษัทใหม่ ดังนั้นจึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์นี้
2.กำหนดเกณฑ์รับผิดชอบของคู่สัญญาให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อาทิ กำหนดในสัญญาหากมีความผิดพลาดหรือความเสียหายจากผู้รับเหมาคู่สัญญา เช่น เกิดอุบัติเหตุหรืออุปกรณ์ก่อสร้างตกลงมาโดนรถหรือประชาชนเสียหาย ถ้าไม่หนักระยะแรกอาจตักเตือน
แต่ถ้าเกิดซ้ำ ๆ กันประมาณ 3 ครั้ง รัฐสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที เพราะที่ผ่านมาการจะเลิกสัญญากับเอกชนที่ทำความเสียหาย ต้องผ่านหลายขั้นตอนใช้ระยะเวลานาน จึงเห็นว่าหลายโครงการยังคงค้างไม่มีคนเข้าไปฟื้นฟูพัฒนาต่อได้
3.ต้องมีการวางเงินประกันการอุทธรณ์ ก่อนเริ่มงาน
ส่วนกรณีโครงการของรัฐยังถูกปล่อยทิ้งร้าง จะแก้ปัญหาอย่างไร นายปกรณ์ ยอมรับว่า ประเด็นนี้เป็นอีกปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนได้หารือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าหลักเกณฑ์ต้องแยกให้ออกระหว่าง “อาคารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” กับ “เรื่องทุจริต”
นายปกรณ์ กล่าวว่า ควรมองว่าโครงการดี ๆ มีความจำเป็นหรือไม่ ฉะนั้นต้องแยก 2 ประเด็นนี้ (ประโยชน์สาธารณะ – สอบทุจริต) หากโครงการนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรเร่งหาคนเข้ามารับช่วงทำต่อ ส่วนเรื่องตรวจสอบก็แยกไปดำเนินการ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง
“การตรวจทุจริตกับประโยชน์การก่อสร้าง ต้องแยกออกจากกัน ไม่เช่นนั้นจะเห็นโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างคาราคาซังแบบนี้ เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ทั้งในกรุงเทพและภูมิภาคต่างๆ เงินลงไปดองมหาศาล สร้างความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจ ฉะนั้นถ้ามีทางออก ควรทำต่อให้จบแล้วเปิดใช้เพราะทุกปีที่ผ่านไปมีความหมาย ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้อะไรเลย แล้วกลายเป็นวลี ค่าโง่ อีก”
สำหรับการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เมื่อมีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเข้มงวดมากขึ้น จะทำให้ผู้รับเหมาไม่กล้าทุจริต เพราะหากกังวลเรื่องทุจริตก็จะไม่กล้าใส่เงินลงไปทำตั้งแต่แรก ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานดี ทำงานตรงเวลาไม่มีปัญหา รวมถึงควรจะได้แต้มต่อกับกลุ่มนี้
นายปกรณ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จะนำการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ไปรับฟังความเห็น จากนั้นจะจัดทำร่างกฎหมายฉบับหลักและรับฟังความเห็นอีกครั้ง คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 2 เดือน และจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงเดือน กันยายน 2569 นี้