โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เซาะ‘องคมนตรี’ เท้งลั่นหากเป็นนายกฯเลี่ยงประชุมด้วย/อนุทินปัดก้าวก่าย

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตะลึง! "เท้ง" เตือนนายกฯ ไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ คนเป็นผู้นำต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง ลั่นถ้าได้เป็นนายกฯ จะไม่มีการประชุมระหว่างรัฐบาลกับองคมนตรี ถ้าอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยต้องทำพร้อมกับแก้ รธน. "อนุทิน" ตอกหน้าหงาย ไม่เคยดึงฟ้าต่ำ มีแต่ "ณัฐพงษ์" ที่พูด ยันไม่มีการสั่งการไม่มีการก้าวก่าย สอนมวยแค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนกล่าวหาบทบาทองคมนตรีที่ร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่าไม่เหมาะสม และให้นายกฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย เชื่อว่าคณะองคมนตรีแต่ละท่านต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ท่านก็มาขอและมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ท่านก็เห็น และถือเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่าไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าลงมาต่ำ นายกฯ ตอบว่า ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้นมั้ง พยายามอยู่เรื่อย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์

"พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ” นายอนุทินกล่าว

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องคงการที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

"จริงๆ การกระทำแบบนี้ของตัวนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่มีความเหมาะสม ผมเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองคมนตรีเข้าร่วมดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกฯ ว่าตัวคุณอนุทินคิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้องที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกฯ ที่ดีกว่านี้"

เมื่อถามว่า ทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ เขาตอบว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรงแล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงจากองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน

อย่าดึงฟ้าต่ำ

"จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้นนายกฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง เป็นหลักการพื้นฐานของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบนี้ บุคคลที่เป็นนายกฯ นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกัน ก็คือพอดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง"

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวว่า ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรงเป็นสิ่งที่นายกฯ พึงกระทำ

ถามว่า การประชุมนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริที่รัฐสภาเองก็ผ่านงบประมาณไปแล้วเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน หัวหน้าพรรค ปชน.ตอบว่า ทุกๆ โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริหรือโครงการใดๆ ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะนายกฯ ซึ่งทุกโครงการย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ผู้ได้และผู้เสีย สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรมาอยู่ตรงกลางระหว่างข้อคิดเห็นที่อาจมีความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

ซักว่าในโพสต์ของพรรค ปชน.ใช้คำว่าละเมิดหลักการ เพราะว่ามีการให้ข้อสั่งการ แต่ตามรายงานข่าวองคมนตรีมาสังเกตการณ์หรือให้ข้อเสนอแนะ เหตุใดถึงใช้คำว่าข้อสั่งการ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อยู่ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องของสายตาประชาชนหรือสายตาของสาธารณะที่มองเข้ามา นายกฯ มีหน้าที่ทุกอย่างที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าตกลงแล้วองคมนตรีหรือสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนายกฯ โดยตรงที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดภาพเช่นนี้

ถ้าเป็นนายกฯ จะยกเลิก

เมื่อถามต่อว่า ปชน.มีโอกาสเป็นรัฐบาลจะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นายกฯ สามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกฯ หรือมีตัวแทนจาก ปชน.เองเป็นนายกฯ เราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม

"หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุมเพื่อตัดสินใจ"

ถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ เขาตอบว่า "อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกฯ ก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน"

เมื่อถามว่า เป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์ยังคงตอบแบบวนไปวนมาว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกฯ ทำลงไปเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้ ไม่ควรเลยที่ต้องมีการจัดประชุมร่วมกันแบบนี้ จริงๆ นายกฯ เป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการเข้าไปปรึกษากับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง แล้วคำปรึกษาต่างๆ เหล่านั้น นายกฯ ไม่มีสิทธิ์มาถ่ายทอด หรือแม้แต่กับองคมนตรีด้วย รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ออกมาถ่ายทอดว่าตัวท่านหรือองคมนตรีมีข้อคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะส่งผลกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง นายกฯ มีหน้าที่ถ่ายทอดออกไปว่าเป็นการตัดสินใจของนายกฯ เอง

"ไม่ได้เพิ่งทราบ แต่ยุครัฐบาล คสช. ที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากนัก แต่วันนี้ ในเมื่อตัวนายกฯ ก็อ้างตลอดเวลาว่าพร้อมทำตามเจตจำนงของประชาชน พร้อมเดินหน้าการทำรัฐธรรมนูญ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ตัวนายกฯ เองยังไม่เข้าใจหลักการในข้อนี้ คิดว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง"

ไม่กระทบคดี ม.112

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน.ตอบว่า เรื่องนี้คงไม่กระทบเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากคดี 44 สส. เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไข ม.112 แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการในระบบการปกครองในบ้านเรา แต่คิดว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทน ถ้าเราเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราก็มีหน้าที่ในการส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวตนจะมีความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมายอยู่ จะเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่ถูกต้อง ก็คิดว่าน่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของพวกเรา

มีรายงานจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติระบุว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการรับมือสาธารณภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการปกติ โดยคณะองคมนตรีได้มาสังเกตการณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช. และถ่ายทอดข้อมูลสาธารณภัยที่ท่านองคมนตรีหลายท่านได้ประสบในพื้นที่ให้แก่ ปภ.ทราบ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการทำงานเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "เมื่อความหวาดระแวงถูกยกให้เป็นหลักประชาธิปไตย" มีเนื้อหาโดยสรุประบุว่า คำถามที่ควรมีอย่างรับผิดชอบ มิใช่ว่า “องคมนตรีควรเข้าร่วมประชุมหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ว่า เหตุใดความร่วมมือหรือการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างสถาบันต่างๆ จึงถูกตีความอย่างรวดเร็วว่าเป็นภัยต่อประชาธิปไตย ทั้งที่ความสัมพันธ์เชิงปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลกับสถาบันพระมหากษัตริย์มิใช่เรื่องที่ผิดหลักการแต่ประการใด

ในหลายประเทศซึ่งมีพระมหากษัตริย์ เช่น สวีเดน หรือสหราชอาณาจักร ความสัมพันธ์เชิงปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลกับสถาบันพระมหากษัตริย์มีอยู่โดยเปิดเผย และได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสถียรภาพทางรัฐธรรมนูญ มิใช่การคุกคามระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่อำนาจตัดสินใจทางการบริหารยังคงอยู่กับรัฐบาล

อันตรายต่อประชาธิปไตย

การพยายามตีความว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” หมายถึง “การไม่มีบทบาท หรือไม่มีความเห็นใดเลย” นั้น เป็นการลดทอนความหมายของสถาบันให้เหลือเพียงความนิ่งเฉย ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตย ความเป็นกลางมิได้หมายถึงการตัดขาดจากปัญหาของประเทศ หากแต่หมายถึงการไม่เข้าไปแข่งขันแย่งชิงอำนาจทางการเมือง หรือเลือกข้างในความขัดแย้งทางพรรคการเมืองต่างหาก

การตั้งคำถามว่า “หากคำแนะนำผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ” ก็จำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผู้ให้คำแนะนำ” กับ “ผู้ใช้อำนาจตัดสินใจ” เพราะรัฐบาลต่างรับฟังข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ นักวิชาการ คณะที่ปรึกษา หรือองค์กรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองยังคงเป็นของฝ่ายบริหาร ที่ตัดสินใจนำข้อเสนอเหล่านั้นไปปฏิบัติ มิใช่บุคคลหรือสถาบันที่เพียงแสดงความเห็นต่อรัฐ ต้องร่วมรับผิดชอบทางการเมืองไปด้วย

อันตรายต่อประชาธิปไตยอาจมิใช่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน หากแต่อยู่ที่ “การตีความ” ว่าทุกความสัมพันธ์เช่นนั้นเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ เพราะที่สุดแล้ว ความหวาดระแวงที่ขยายตัวเกินความเป็นจริง ย่อมทำให้พื้นที่ของความร่วมมือเพื่อประโยชน์สาธารณะค่อย ๆ ถูกทำลายลง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ หรือไม่ หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือเข้าข่ายความผิด ให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาพิพากษายุบพรรคดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 92 ต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...