โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนรุ่นใหม่ไม่สนใจบ้านเมือง? (1)

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทวี สุรฤทธิกุล

“การเมือง” กับ “บ้านเมือง” นั้นเกี่ยวข้องกัน แต่มีความหมายในรายละเอียดที่แตกต่างกัน

“การเมือง” หมายถึงการปกครองดูแลและบริหารสังคมประเทศชาติ ซึ่งมีความหมายที่ค่อนข้างกว้างและครอบคลุมไปในอาณาบริเวณของกิจการอื่น ๆ ในอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่รวมหมายถึง การบริหาร เศรษฐกิจ และสังคมในส่วนรวม ส่วน “บ้านเมือง” มีความหมายแคบลงมา เพราะหมายถึงอาณาบริเวณที่ถูกปกครองหรือบริหารโดยการเมือง ได้แก่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำมาหากิน และอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ เป็นสำคัญ

ผู้เขียนตั้งชื่อบทความว่า “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจบ้านเมือง?” เพื่อที่จะบ่งชี้ให้ชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่นี้ยังสนใจการเมือง แต่สนใจในหมายที่แคบลง โดยแคบลงไปมากกว่าระดับ “บ้านเมือง” จึงดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องกิจการบ้านเมืองเท่าใดนัก เพราะไปมองที่ “ความสนใจบางอย่าง” แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ค่อย ๆ ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเชื่อมโยงให้เห็นต่อไป

ทฤษฎีที่อธิบายเรื่องพัฒนาการของสังคมการเมืองได้น่าสนใจที่สุดเท่าที่ผู้เขียนได้เรียนมา(อาจจะเป็นตำราเก่าไปนิด) คือทฤษฎีของพวกคอมมิวนิสต์ที่ว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งนักทฤษฎีแนวคอมมิวนิสต์มองไปที่ “ชนชั้น” อันก่อให้เกิดการต่อสู้กัน จนถึงขั้น “ปฏิวัติสังคม” คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่าง ๆ ทางการเมืองการปกครอง ได้แก่ เกิดระบอบใหม่(คือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์) ความเสมอภาคเท่าเทียม(ไม่มีชนชั้น) และโลกที่ดีกว่าเดิม (ของไทยในสมัยที่คณะราษฎรนำเข้ามา ใช้แนวคิดเรื่อง “โลกพระศรีอาริย์” มาโน้มน้าวให้คนยอมรับแนวทางปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 นั้น)

ทฤษฎีนี้ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยในยุคการปฏิวัติโดยนิสิตนักศึกษาเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มจากในการชุมนุมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีการนำเพลงเพื่อชีวิตต่าง ๆ ในแนวของการล้มล้างระบอบเก่ามาร้องปลุกใจผู้ร่วมชุมนุม พอได้รับชัยชนะโดยสามารถขับไล่ผู้นำทหารออกนอกประเทศได้แล้ว ก็มีการรวมกลุ่มแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการนำหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ออกมาจำหน่ายกันตามท้องถนนอย่างเปิดเผย หนังสือที่ขายดีมาก ๆ ก็คือ “สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุง” พร้อมกับมีแฟชั่นการแต่งตัวสไตล์ “5 ย” คือ กางเกงยีนส์ ใส่เสื้อยืด รองเท้ายาง(รองเท้าแตะแบบคีบ) ผมยาว และสะพายย่าม” เต็มไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย จากนั้นก็มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชนทั้งในชนบทและในเมืองในหลาย ๆ กลุ่มอาชีพ เช่น ชาวไร่ชาวนา กรรมกร และคนยากไร้ มีการเดินขบวนกันแทบจะไม่เว้นวัน เรียกร้องสิทธิประโยชน์และความเสมอภาคต่าง ๆ พอมีการเลือกตั้งในปี 2518 ก็มีพรรคในแนวสังคมนิยมจนถึง “คอมมิวนิสต์อ่อน ๆ” (ตอนนั้นตั้งชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์ตรง ๆ ไม่ได้เพราะยังมีพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ประกาศใช้อยู่)ลงสมัครรับเลือกตั้งถึง 15 พรรค และได้รับเลือกตั้งมาพอสมควรจำนวนเกือบ 10 พรรค ส่งผลไปจนถึงการเลือกตั้งอีกครั้งใน พ.ศ. 2519 ที่บางพรรคได้ร่วมจัดตั้งเป็นรัฐบาลอีกด้วย อันนำมาซึ่งการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือทหารกลัวภัยคอมมิวนิสต์นั้นมาก ดังที่มีขบวนการไล่ล่าผู้นำกลุ่มซ้ายต่าง ๆ ที่ในสมัยนั้นเรียกว่า “ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย”

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคนี้ โดยในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไปร่วมชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 11 จนถึงวันที่ไปชุมนุมรอบพระตำหนักจิตลดารโหฐานในคืนวันที่ 14 ตอนนั้นผู้เขียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผู้เขียนก็เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นคนที่ชวนเพื่อน ๆ 2-3 คน ไปดู “เถ้าถ่าน” ในบริเวณที่มีการเอาศพผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาแขวนคอบนต้นมะขาม แล้วเอาศพลงมาเผาด้วยยางรถยนตร์ใต้ต้นมะขามริมสนามหลวงนั้น

มาถึง พ.ศ.นี้ 2569 ผ่านมา 50 ปี หลังการฆ่าเผากลางเมือง “จิตวิญญาณต้านระบอบเก่า” ไม่เคยหมดไปจากกลุ่มนักศึกษาและปัญญาชน และ “ผีคอมมิวนิสต์” ไม่เคยจางหายไปจากหัวสมองของพวกคนรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุนเล่า ทั้งนี้เรายังเห็นพรรคการเมืองบางพรรคที่ยังขายไอเดียหรืออุดมการณ์แนวนี้ อย่างที่เราเห็นการเกิดขึ้นของกลุ่ม “3 กีบ” หลังการรัฐประหารของ คสช. เมื่อ พ.ศ. 2557 และการคงอยู่ของกระบวนการเหล่านี้ในคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมทางการเมืองบางอย่าง ซึ่งปัจจุบันได้ไปดำเนินการกันอย่างคึกคักอยู่ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเล็ก ๆ ในแวดวงมหาวิทยาลัยข่าวหนึ่ง คือข่าวที่ว่า “แถลงการณ์สภานิสิตจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย เรื่องไม่มีสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2569” สรุปเนื้อหาว่าที่ปีนี้ไม่มีสภานิสิตฯเพราะมีคนมาสมัครและได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิสิตฯมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็จึงไม่จำเป็นจะต้องมีสภานิสิตฯ (แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าได้ให้สมาชิกสภานิสิตฯชุดเก่าทำงานแบบรักษาการต่อไปอย่าไรงหรือไม่ หรือจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อะไรหรือไม่เมื่อใด)

สำหรับคนที่มองว่า “ก็เป็นเรื่องของพวกนิสิตจุฬาฯ เขาไม่สนใจการเมืองอะไรหรอก เอาแต่ใช้ชีวิตหรูหราเฮฮาไปวัน ๆ ฯลฯ” ก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานานแล้ว แต่ถ้ามองให้ลึก ๆ แบบที่ผู้เขียนได้ติดตามมาตั้งแต่ที่เป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ 50 ปีก่อน กลับมีความเห็นในทางตรงกันข้ามว่า คนในวัยนี้และในบรรยากาศแบบนี้นี่แหละ ที่เป็น “อนาคตของบ้านเมือง” ไม่เพียงเพราะส่วนหนึ่งของพวกเขาต้องออกไปเป็น “ผู้นำ” ในบ้านเมือง แต่ในอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่ยังออกไปเป็น “ผู้ประกอบการ” และ “แก่นแกน” หรือ “คนทำงาน” อยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ พวกเขาเหล่านี้คือ “พลังขับเคลื่อน” ที่สำคัญในสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศชาติและในนานาชาติ

คนเหล่านี้เติบโตมาท่ามกลาง “ความขัดแย้ง” โดยเฉพาะความขัดแย้งในจิตใจ ที่ในทางจิตวิทยาก็คือ “ความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่” จากอดีตที่เคยถูก “กดขี่” โดยคนรุ่นเก่า ตั้งแต่ในระดับครอบครัวมาจนถึงระดับประเทศ พวกเขาจึงแสวงหาอนาคต ที่พวกเขาเชื่อว่า “ต้องดีกว่าเดิม” และแน่นอนว่าแนวคิดที่ขายอนาคตที่ดีกว่าเดิมที่โดนใจพวกคนรุ่นใหม่นี้ก็คือ “แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์” ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่คอมมิวนิสต์แบบเดิม ๆ แต่เป็น “แนวคิดคอมมิวนิสต์ยุคดิจิตอล” ที่ไม่ได้เน้นการจัดตั้งมวลชนแบบเก่า ที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปในหมู่คนจำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดพลังมวลชนอันมหาศาล แล้วเดินหน้าเข้าถล่มระบอบเก่าให้สิ้นซากอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นการจัดตั้งมวลชนแบบ “ทีละจิตทีละใจ” คือเปลี่ยนใจและเปลี่ยนวิถีของคน(รุ่นใหม่)ไปทีละคน ๆ แบบที่คอมมิวนิสต์ในสมัยก่อนเรียกว่า “แยกกันเดิน ร่วมกัน(โจม)ตี” ที่เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ตกใจหรือกลัวอนาคตนี้ เพราะสังคมมนุษย์มี “ธรรมชาติอย่างหนึ่ง” ที่ป้องกันได้ ขอให้ติดตามในสัปดาห์หน้าครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...