โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นอนมากไปไม่ดี!? "โคลงโลกนิติ" บอก "นอน 12 ชั่วโมงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 18.35 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 18.35 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - สาวชาววังนอนกอดกันแนบชิด ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี)

นอนมากไปไม่ดี!? “โคลงโลกนิติ” บอก “นอน 12 ชั่วโมงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน”

โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรมคำสอน ประพันธ์โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มีเนื้อหากล่าวถึงสัจธรรมของโลก รวมทั้งสอนเรื่องการดำเนินชีวิต การประพฤติปฏิบัติตนที่เหมาะที่ควร ปรากฏเป็นจารึกอยู่ที่วัดโพธิ์ ตามที่รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาไว้ที่นั่น โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมที่มีความงดงามทางภาษาอย่างยิ่งผลงานหนึ่ง

เมื่อว่าด้วยการดำเนินชีวิต โคลงโลกนิติ จึงมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่าด้วย “การนอน” ระบุจำนวนเวลาที่คนกรุงเทพฯ สมัยจารีตควรนอนไว้ว่า

“บรรทมยามหนึ่งไท้ ทรงฤทธิ์
หกทุ่มหมู่บัณฑิต ทั่วแท้
สามยามพวกพาณิช นรชาติ
นอนสี่ยามนั้นแล เที่ยงแท้เดียรฉาน”

โคลงบทนี้มีความหมายว่า กษัตริย์นอนเพียง 3 ชั่วโมง เหล่าบัณฑิตนักปราชญ์นอน 6 ชั่วโมง พวกพ่อค้าและคนธรรมดาทั่วไปนอน 9 ชั่วโมง แต่ถ้าใครนอน 12 ชั่วโมง ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน (ที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอน)

ถึงอย่างนั้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนนอนเยอะบ้าง อย่างที่ ดี. อี. มัลล็อค (D.E. Malloch) พ่อค้าชาวอังกฤษที่เดินทางมาติดต่อค้าขายกับสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งข้อสังเกตว่า ชาวสยามคุ้นเคยกับการนอนถึง 14 ชั่วโมงต่อ 1 วัน ซึ่งข้อสังเกตของเขาอาจนับรวมเอาจำนวนชั่วโมงการนอนกลางวันเข้าไปด้วย เพราะปกติแล้ว ชาวสยามนิยมนอนกลางวันเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ แทนการออกไปเดินเล่นอย่างชาวตะวันตก

วีระยุทธ ปีสาลี ขยายความเรื่องการนอนไว้ในหนังสือ “กรุงเทพฯ ยามราตรี” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า เมื่อพิจารณาการนอนของคนกรุงเทพฯ สมัยจารีต พบว่าระบบเวลามาตรฐานยังไม่มีบทบาทต่อการกำหนดเวลาการเข้านอนและจำนวนชั่วโมงการนอนมากนัก ที่พบเป็นเพียงการกำหนดเวลาอย่างคร่าว ๆ ด้วยหน่วยวัดเวลาในสังคมเดิมคือ “ยาม” ไม่ใช่หน่วยนาฬิกาแบบโลกสมัยใหม่

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าลักษณะการนอนของคนกรุงเทพฯ สัมพันธ์กับสภาพสังคมในขณะนั้นคือสังคมก่อนสมัยใหม่ ในยุคเกษตรกรรมที่ระบบเวลาในชีวิตประจำวันยังไม่เคร่งครัดอย่างในสังคมอุตสาหกรรม

“จนเมื่อกรุงเทพฯ กลายเป็นสังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบใหม่คือระบบทุนนิยมแล้ว เวลาการเข้านอนและจำนวนชั่วโมงการนอนของคนกรุงเทพฯ จึงมีความชัดเจนขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป” วีระยุทธ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ค่านิยมและวิถีปฏิบัติย่อมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หากเป็นยุคนี้ การนอนที่กินเวลา 12 ชั่วโมง อาจเป็นผลมาจากการทำงานหนักและวิถีชีวิตอันรีบเร่ง ที่หากมีเวลาว่างพอจะนอนเต็มอิ่มได้ หลายคนก็มักจะเลือกนอนเอาแรงเติมพลังให้เต็มที่ก่อนสู้ชีวิตกันต่อนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วีระยุทธ ปีสาลี. กรุงเทพฯ ยามราตรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นอนมากไปไม่ดี!? “โคลงโลกนิติ” บอก “นอน 12 ชั่วโมงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...