ตะลุยโลก “Reaction Video” ในยุคที่แม้แต่การเสพสื่อก็ยังเป็นคอนเทนต์
“รินลดา เธอมันเริ่ด (เลิศ) ตัวแม่ ตัวปัง” กลายมาเป็นวลีฮิตรับต้นปี 2023 หลังจากที่คุณหมอเอิร์ธ แห่งช่อง AERTHA Channel ได้รีแอ็กซีรีส์อย่างสนุกถูกใจจนกลายเป็นไวรัลทั่วโลกอินเทอร์เน็ต และส่งผลให้ซีรีส์เรื่องดังกล่าวเป็นที่พูดถึงและโด่งดังขึ้นมาภายในพริบตาเดียว และหากใครเป็นสายดู YouTube จนตาแฉะ ก็คงไม่มีทางที่จะไม่รู้จักคลิปประเภท “รีแอ็กชั่น วิดีโอ” (Reaction Video) ที่ยึดครองพื้นที่ของแพลตฟอร์มไปได้ไม่น้อย และหลายครั้งก็ “ตก” คนดูได้อยู่หมัดเสียยิ่งกว่าคอนเทนต์ออริจินัลที่ทางช่องเลือกมารีแอ็กเสียอีก
Szabo Viktor/ Unsplash
จาก T(V) สู่ (YOU)TUBE ไปจนถึง (TIK)TOK
รีแอ็กชั่น วิดีโอ คือคลิปที่แสดงให้เห็นปฏิกิริยาแบบสด ๆ ของผู้คนต่อสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ยิน โดยอาจจะเป็นเพลง เรื่องราวจากซีรีส์ ละคร ภาพยนตร์ รายการต่าง ๆ ไปจนถึงชาเลนจ์และเกมที่คนอื่นเข้าร่วมเล่น จุดเริ่มต้นของการรีแอ็กนั้นเริ่มมาจากจอแก้วในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงต้นปี 1981 พร้อม ๆ กับรายการที่ชื่อ “Naruhodo! The World”
ในขณะนั้นรายการโทรทัศน์หลายรายการต่างต้องเผชิญปัญหาที่ผู้ชมไม่ได้ใจจดใจจ่ออยู่กับเนื้อหารายการอย่างต่อเนื่อง (หรือถ้าในปัจจุบันน่าจะเรียกว่าปัญหาการขาด engagement จากคนดู) ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้กำกับรายการ “Naruhodo! The World” จึงตัดสินใจที่จะเชิญคนดังรวมถึงนักแสดงตลกมากมายมาเป็นแขกรับเชิญ และต่อมาก็พบว่า การแบ่งปันปฏิกิริยาของแขกรับเชิญเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างเยี่ยมยอดจนทำให้ผู้กำกับปิ๊งไอเดียการวางภาพของแขกรับเชิญไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่งของหน้าจอคลิปต้นฉบับ เช่น ตรงมุมด้านบนอย่างที่คนที่เคยดูรายการทีวีโชว์ของญี่ปุ่นคุ้นชิน
เทคนิค “ภาพซ้อนภาพ” (Picture In Picture: PIP) หรือ “waipu” (ワイプ ) นี้นับว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดใจผู้ชมชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก และกลายมาเป็นรูปแบบที่รายการโทรทัศน์ญี่ปุ่นใช้มาจนถึงปัจจุบันด้วย ในขณะเดียวกันเทคนิคดังกล่าวก็กลายมาเป็นพื้นฐานสำหรับรีแอ็กชั่น วิดีโอทั่ว ๆ ไป โดยเราอาจเห็นทั้งแบบที่ขยายหน้าผู้รีแอ็กจนใหญ่เต็มจอ ซ้อนด้วยภาพคอนเทนต์ที่ใช้รีแอ็กเป็นขนาดเล็ก ๆ กลางเฟรม หรือตัดเอาแต่ภาพของตัวเราแบบไม่มีฉาก เข้าไปวางทับส่วนหนึ่งของวิดีโอ หรืออาจแบ่งหน้าจอเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันก็ได้
คอนเทนต์การรีแอ็กเข้าสู่แวดวง YouTube ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ผ่านช่อง “REACT” ที่ดำเนินการโดย Fine Brothers Entertainment ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 20 ล้านบัญชี ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ช่องนี้ได้ดำเนินการ (และยังคงมีคลิปใหม่อัปเดตอยู่เสมอ) ผู้ชมจะได้พบกับผู้คนทั่วไปที่หลากหลายไปด้วยช่วงวัย เพศ และอาชีพ ที่อาจเป็นภาพแทนของตัวเรา คนที่เราอาจพบเจอและเดินสวนในชีวิตประจำวัน หรือกระทั่งคนดังที่มีผู้ติดตาม แวะเวียนเข้ามารีแอ็กกับสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะกับวัฒนธรรมป็อปที่กำลังฮิตในปัจจุบัน ซึ่งความหลากหลายนี้ก็ช่วยขยายฐานแฟนได้กว้างขึ้น พร้อมกับเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ จากคนหลายกลุ่ม
จนกระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ที่ผู้คนต่างอพยพตัวเองเข้าสู่แพลตฟอร์มน้องใหม่อย่าง “TikTok” คอนเทนต์การรีแอ็กวิดีโอก็ยังคงตามไปในแพลตฟอร์มนั้น ทั้งยังดูเหมือนว่าจะกลายมาเป็นคอนเทนต์อีกรูปแบบที่นิยมในแพลตฟอร์มมากเสียด้วย “Khaby Lame” ชายหนุ่มผู้โด่งดังจากสีหน้าเอือม ๆ ที่มาพร้อมกับท่าทางผายมือและเสนอวิธีที่มีเหตุมีผล ต่อจากการรีแอ็กวิดีโอที่มีเนื้อหา “อิหยังวะ” ได้กลายเป็นเจ้าของบัญชีบุคคลที่มีผู้ติดตามกว่า 155 ล้านบัญชีหรือมากที่สุดในแอปฯ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากหรือพูดอะไรสักคำ นอกจากนี้ คลิปแนวรีแอ็กชั่นยังเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่มีค่าสำหรับแพลตฟอร์ม TikTok เป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวแอปฯ มีลักษณะการสนับสนุนให้ผู้เล่นได้ทำคอนเทนต์ต่าง ๆ อยู่แล้ว การรีแอ็กจึงเหมือนเป็นการช่วยให้บัญชีตั้งแต่ 2 บัญชีได้มีโอกาสตอบโต้ แลกเปลี่ยนความเห็น และช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้ทั้งตัวเนื้อหาต้นทางและผู้ทำคลิปรีแอ็กจนกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมต่อผู้คนในโลกดิจิทัลทั้งตัวผู้จัดทำคลิปทั้ง 2 ฝ่ายและคนในคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน
Joyce Busola / Unsplash
ตอบข้อสงสัย ทำไมคนถึงติดใจรีแอ็กชั่น
กระแสความสำเร็จของรีแอ็กชั่นวิดีโอ เห็นได้อย่างต่อเนื่องจากจำนวนคลิปมหาศาลที่อัปโหลดลงช่องทางต่าง ๆ อย่างไม่หยุดหย่อนพร้อมไปด้วยยอดคนดูและคนแสดงความคิดเห็น ทั้งในบางครั้งผู้คนก็ยอมเสียเงินเพื่อดูคอนเทนต์รีแอ็กชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านช่องทางเฉพาะ จนอดตั้งคำถามไม่ได้เลยว่า เพราะอะไร “การดูคนอื่นดูอะไรบางอย่าง” ถึงดึงดูดใจคนหมู่มากได้ขนาดนี้
บทความในปี 2016 ได้อธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ผ่านมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ โดยตัวการหลักที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นชื่อแรกก็คือ “Mirror Neuron” หรือเซลล์สมองกระจกเงาที่จะเชื่อมโยงกับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อไปด้วย เซลล์ดังกล่าวนี้เป็นเซลล์ที่ตอบสนองเมื่อเราเห็นคนอื่นกระทำการหนึ่ง ๆ ให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังกระทำการนั้นด้วยตนเอง โดยได้รับการค้นพบครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 ในสมองของลิงที่ตอบสนองทั้งเมื่อตัวลิงเองหยิบจับวัตถุและเมื่อมันเห็นมนุษย์หยิบจับวัตถุเดียวกัน นักวิวัฒนาการบางกลุ่มยังเชื่อว่า เซลล์สมองกลุ่มนี้มีส่วนช่วยให้มนุษย์รู้จักการเลียนแบบพฤติกรรมและส่งต่อทักษะที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ได้
เซลล์สมองกระจกเงายังช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงอ่านจิตใจของผู้อื่นแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเขาได้ เนื่องจากการกระตุ้นนั้นเกิดขึ้นถึงส่วนของอารมณ์ เช่นเมื่อเราเห็นภาพที่ตรงกับสิ่งที่เราเคยเผชิญในอดีต เซลล์ดังกล่าวก็จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกคนตรงหน้าได้ง่ายขึ้น ลิซ่า อาซิซ-ซาเดห์ นักประสาทวิทยาของ USC มองว่า เซลล์สมองกระจกเงานี้เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนสนุกกับการดูคนอื่นตอบสนองกับสิ่งต่าง ๆ เช่น การพยายามกลั้นขำหรือการได้ลองเล่นเกมเป็นครั้งแรก ผ่านการจำลองประสบการณ์อย่างอัตโนมัติ ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราได้สัมผัสกับความสุขที่คนในจอได้รับระหว่างทำกิจกรรมเหล่านั้นไปด้วย
ในขณะที่ “ความย่อยง่าย” หรือเข้าใจได้ทันทีจากอารมณ์ที่แสดงออกผ่านคลิปรีแอ็กก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ประกอบกัน อันเดรีย เวนสไตน์ นักจิตวิทยาคลินิกกล่าวว่า ในฐานะสัตว์สังคมแล้ว มนุษย์กระหายอารมณ์ที่เข้าใจได้ เพราะนั่นคือวิธีที่เราจะสร้างความผูกพันทางสังคม และคลิปรีแอ็กชั่นเองก็ตอบโจทย์คนดูด้วยการสร้างรหัสที่ถอดได้ง่ายมาก ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะชอบ ไม่ชอบ เศร้า โมโห หรือสนุกสนาน “เมื่อคุณดูใครบางคนตอบสนองต่อบางสิ่งด้วยการตอบสนองที่ใหญ่ มันก็ง่ายขึ้นเยอะที่เราจะเห็นอกเห็นใจพวกเขา เพราะคุณรู้แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร” เวนสไตน์ กล่าว และเมื่อเราเข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนแล้ว การแชร์ความรู้สึกของกันและกัน รวมถึงความผูกพันก็จะเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นการดูคนแปลกหน้าผ่านจอก็ตาม
หรือในบางที ตัวเราเองอาจต้องการใครบางคนมาเน้นย้ำสิ่งที่เรารู้สึก ท่ามกลางรีแอ็กชั่นวิดีโอกว่าหลายพันคลิป เรามักจะเลือกดูปฏิกิริยาของคนในคลิปต่อสิ่งที่เรามีข้อมูลหรือคุ้นเคยเพื่อดูว่าคนอื่น ๆ เขาจะรู้สึกแบบเดียวกับเราหรือเปล่า โดยอาจจะข้ามอันที่ดูแล้วไม่ค่อยถูกใจ และเลือกที่จะฟินไปกับคนที่ “คิดเหมือนกันกับเรา” ได้ และนั่นก็เป็นการสร้างความผูกพันอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของสถานการณ์โควิด-19 อาจเป็นอีกทางที่ส่งเสริมให้คนเริ่มเข้าถึงคลิปรีแอ็กมากขึ้น ความไม่แน่นอนและห่างเหินจากผู้คนในช่วงเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เรารู้สึกถึงความไม่มั่นคงและไม่เข้าใจผู้อื่น แต่ด้วยแรงผลักดันที่จะมองหาความมั่นใจที่ว่าเรามีความเหมือนกันบางอย่างอยู่ เราจึงหาดูคลิปรีแอ็กเพื่อเรียกความสบายใจนั้นและยืนยันว่าปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ของเรายังคงเป็นปกติเหมือนสังคมหมู่มาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับบางกลุ่มแล้ว การได้ดูปฏิกิริยาที่ต่างออกไปจากความคิดเดิมก็ช่วยดึงดูดให้ดูคลิปมากกว่าปล่อยผ่านด้วยเช่นกัน เนื่องจากมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเหล่านั้น ทำให้เกิดความประหลาดใจและประทับใจต่อผู้รีแอ็ก นอกจากนี้ หลาย ๆ คนยังชอบดูรีแอ็กชั่นวิดีโอ เพื่อตอบความสนใจของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การรีแอ็กละครก็อาจช่วยให้เราได้รู้เรื่องราวคร่าว ๆ และตัดสินใจได้ว่าเราควรที่จะเริ่มดูละครเรื่องนี้ดีหรือไม่ หรือในปัจจุบันนี้ เราก็มักจะเห็นบุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งมารีแอ็กกับคอนเทนต์ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งนั่นก็จะช่วยให้ผู้ชมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เจาะลึก พร้อมทั้งเปิดมุมมองให้เห็นด้วยว่า คนในวงการที่รู้จริงมีความเห็นต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างไร
Ralston Smith / Unsplash
เส้นทางสู่นักรีแอ็กมือใหม่
การทำคลิปรีแอ็กชั่นไม่ใช่เรื่องยากในยุคสมัยนี้อีกต่อไป เมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์และทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ได้เพียงแค่มีโทรศัพท์กับเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถ้าหากใครต้องการที่จะเริ่มตั้งกล้อง แต่ไม่รู้ว่าจะรีแอ็กอะไรหรืออย่างไร นี่อาจจะเป็นเคล็ดไม่ลับบางประการที่อาจช่วยคุณได้ !
ปัจจุบันคอนเทนต์มากมายเตรียมพร้อมไว้ให้เราหยิบยกขึ้นมารีแอ็กได้ทุกเมื่อ โดยการรีแอ็กที่เราเห็นทั่วไปอาจจะเป็นในรูปแบบของการรีแอ็กคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งคลิปแต่ละรูปแบบก็ล้วนมีข้อดีที่แตกต่างกัน การเลือกคลิปที่อยู่ในกระแสหรือได้รับความสนใจอยู่แล้ว อาจเป็นตัวเลือกที่ใครหลายคนคิดว่าดูซ้ำและจำเจ แต่ก็อาจจะเป็นการเรียกกระแสจากคนทั่วไปที่ต้องการเห็นปฏิกิริยาของผู้อื่นต่อกระแส ณ ขณะนั้นได้อย่างดี ในขณะที่คลิปใหม่ ๆ ที่คนไม่เคยเห็นเลยก็อาจจะเรียกความสนใจของคน ทั้งยังทำให้ผู้ชมรู้สึกร่วมไปกับคนรีแอ็กในฐานะคนที่เคยดูคลิปเป็นครั้งแรกได้ หรือหากได้ลองทำคลิปไปสักพักหนึ่งแล้ว การนำคอนเทนต์รีแอ็กเก่าของตัวเองมาเป็นคอนเทนต์ออริจินัลสำหรับรีแอ็กใหม่อีกครั้ง ก็ช่วยทำให้เราและผู้ชมเห็นพัฒนาการของตัวช่องได้เช่นกัน
การรีแอ็กในช่องทางออนไลน์นั้นยังมีข้อดีอยู่ที่การได้เชื่อมต่อและโต้ตอบกับผู้ชม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น บางครั้งนักรีแอ็กจึงใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อทำให้รู้ว่าผู้ชมได้รับการมองเห็น เช่น การตอบกลับคอมเมนต์ของผู้ชมที่ส่งเข้ามา ซึ่งก็นับเป็นการรีแอ็กอย่างหนึ่ง หรืออาจจะอ่านคอมเมนต์และนำข้อเสนอแนะและกระแสเรียกร้องต่าง ๆ มาทำคลิปรีแอ็กตามใจแฟนคลับก็จะช่วยเพิ่มความประทับใจและความรู้สึกสนิทสนมกันได้
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับการรีแอ็กในช่องตนเอง เราอาจชวนเพื่อนฝูงพี่น้องหรือพ่อแม่ ให้เข้ามารีแอ็กกับเรา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความสนุกสนานระหว่างการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น และสร้างมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเรายังสามารถชักชวนคนแปลกหน้าในพื้นที่สาธารณะให้เข้ามาพูดคุย ซึ่งอาจจะช่วยให้เราได้มุมมองหรือเรื่องราวที่น่าสนใจและคาดไม่ถึงได้ ทั้งนี้ก็ต้องมั่นใจว่าทุกคนยินยอมที่จะถูกถ่ายทำและได้รับอนุญาตก่อนที่จะเผยแพร่
ในขณะที่บางครั้ง การผสมผสานกันระหว่างคอนเทนต์รีแอ็กชั่นกับการเล่มเกมก็เป็นอีกตัวเลือกที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับชิ้นงาน ตัดรสการดูเพื่อรีแอ็กเฉย ๆ ด้วยการฝ่าด่านสุดหิน เช่น ห้ามยิ้ม ห้ามกรี๊ด ห้ามร้อง/เต้นตาม หรือห้ามหัวเราะระหว่างรีแอ็ก สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเพิ่มความสนุกให้กับตัวผู้รีแอ็กเองแล้ว ยังช่วยสร้างสีสันให้กับคลิปและผู้ชมด้วย
เคล็ดลับประการสุดท้ายที่นับได้ว่าสำคัญที่สุดคือ “การเป็นตัวของตัวเอง” แม้ในบางครั้งเราอาจจะต้องมีการเล่นใหญ่ หรือท้าทายตัวเองผ่านกติกาที่ตั้งไว้บ้าง แต่การแสดงความรู้สึกที่แท้จริงอย่างไม่ฝืนใจคือพื้นฐานที่สำคัญ ผู้ชมสามารถรับรู้ได้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เราตอบสนองออกมามันคือความจริงไหม และคนดูส่วนมากก็ต้องการความจริงมากกว่าความเห็นที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อีกทั้งการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์ก็อาจจะทำให้ตัวผู้รีแอ็กเองสนุกและมีความสุขไปกับงานมากกว่า ซึ่งพลังนี้เองก็จะส่งผลให้คนดูสัมผัสได้เช่นกัน
ในยุคแห่งคอนเทนต์นี้ จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่แม้แต่การเสพคอนเทนต์ก็ยังกลายเป็นการสร้างคอนเทนต์ได้ และถึงแม้ต้นทางของคลิปที่ใช้รีแอ็กอาจจะมาจากที่เดียวกัน แต่ก็เชื่อมั่นว่าแต่ละคนต่างก็มีเอกลักษณ์ ความคิดเห็นและความรู้สึกต่อสารแต่ละอย่างที่เป็นของตัวเอง ซึ่งนี่ก็คือเสน่ห์ และเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันให้เห็นว่า วงการรีแอ็กยังสามารถเติบโตได้อีกมาก ทั้งยังมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับเหล่านักรีแอ็กหน้าใหม่ที่มีใจพร้อมที่จะเริ่มลงมือทำ
ที่มา : บทความ “Why watch people react to videos?” โดย Qiaojia Feng จาก massmediandculture.com
บทความ “The science behind the insane popularity of “react” videos on YouTube” โดย Valentina Palladino จาก arstechnica.com
บทความ “Best Reaction Videos (& Why They're So Popular)” จาก riverside.fm
บทความ “Reaction Videos: A Clever Way to Get Eyes on Your Brand” โดย Tara Purswani จาก unum.la/
บทความ “Reaction Videos: Why They're So Trendy and How To Make Them” จาก podcastle.ai
บทความ “Why people love YouTube React videos” โดย Dickson Otieno จาก tech-ish.com
บทความ “From Gogglebox to TikTok reaction videos, what’s behind the rise in watching people watching people on screen?” โดย Emma Beddington จาก theguardian.com
บทความ “The mind's mirror” โดย Lea Winerman จาก apa.org
บทความ “เซลล์สมองที่ถูกลืม” โดย พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล จาก thestandard.co
บทความ “ทำไม? ใครๆ ก็ชอบดู "คลิปรีแอคชั่น" เบื้องหลังคอนเทนต์สุดฮิต ที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้!” โดย พี่แก้มแก้มจาก dek-d.com
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง