โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำนานจากปากทายาท คฤหาสน์ร้าง 100ปี โผล่กลางป่าเมืองระนอง

อีจัน

อัพเดต 27 มี.ค. 2566 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 09.03 น. • อีจัน

ชาวระนองแห่ดูคฤหาสน์เจ้าเมืองระนอง คนที่ 3 ที่ถูกป่ากลืนมานานนับร้อยปี!

ทีมข่าวอีจัน ได้ลงพื้นที่ จ.ระนอง เพื่อดูและฟังตำนานสุดน่าทึ่ง ของคฤหาสน์ที่ถูกป่ากลืนมานานนับ 100 ปี วันนี้คฤหาสน์หลังดังกล่าวได้กลับมาตั้งตระหง่าน เฉิดฉายให้ชาวระนองได้เห็นอีกครั้ง

หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า คฤหาสน์หลังโตนี้เป็นของใคร?

นับว่าเป็นโอกาสที่โชคดี ในวันที่ทีมข่าวอีจันได้ลงไปยังพื้นที่ที่คฤหาสน์หลังดังกล่าวตั้งอยู่ แล้วได้พบกับ นายโกศล ณ ระนอง ทายาทรุ่นที่ 5 ของเจ้าของคฤหาสน์หลังดังกล่าว เมื่อสอบถามจึงได้ทราบว่า คฤหาสน์หลังนี้ เป็นของท่านพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือพระยารัตนเศรษฐี หรือมีชื่อจีนว่า “คอ ยู่ หงี่” ซึ่งเป็นอาก๋ง หรือปู่ ของนายโกศล และเป็นเจ้าเมืองระนองคนที่ 3

นายโกศลยังกล่าวอีกว่า คฤหาสน์หลังดังกล่าว ถูกสร้างขึ้นในปี 2444 เป็นปีที่ท่าน คอ ยู่ หงี่ ได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองระนอง ก่อนจะถูกขายต่อให้กับเจ้าของที่ดินคนใหม่หลังจากท่านถึงแก่อนิจกรรม ในปี 2475 โดยผู้จัดการมรดก ขณะนั้นได้ขายที่ดิน 300 ไร่ พร้อมคฤหาสน์หลังนี้ในราคา 3,000 บาท ก่อนจะมีการแบ่งขายที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งมีป่าปกคลุ่มเต็มพื้นที่ ทำให้ผู้ซื้อต้องถางป่าออกให้เตียน จนพบกับคฤหาสน์หลังดังกล่าวตั้งตระหง่านอยู่ในพื้นที่

เมื่อทีมข่าวอีจันสอบถามเรื่องรายละเอียดของคฤหาสน์ นายโกศลบอกว่า คฤหาสน์หลังนี้ สร้างจากรูปแบบชิโน-โปรตุกีส หรือ ชิโน-ยูโรเปียน เมื่อก่อนในตัวตึกนี้ บริเวณชั้นล่างมี 4 ห้องนอน ชั้นบนอีก 4 ห้องนอน และบริเวณพื้นปูด้วยหินอ่อน ซึ่งในยุคนั้นมีมูลค่ามาก การฉาบตัวตึกนี้ ใช้การฉาบแบบก่ออิฐ ซึ่งไม่ใช่การฉาบปูนแต่เป็นดิน เรียกว่า ฉาบสอดิน ซึ่งมีส่วนผสมของดินทรายและเปลือกหอยบดละเอียด ในส่วนของประตู และหน้าต่างของบ้าน เรียกว่า ทรงบัว ซึ่งไม่สามารถหาดูได้ในปัจจุบัน

สำหรับเรื่องราวที่หลายคนกล่าวขานว่า อาจเป็นสิ่งลี้ลับ หลังจากมีคนเคยมีคนเข้ามาเพื่อนำหินอ่อนภายในอาคารออกไป แต่สุดท้ายก็นำกลับมาคืนไว้ที่เดิม หลายคนคาดว่าอาจเกิดจากสิ่งลี้ลับ หรือเกิดจากความรู้สึกผิดก็เป็นไปได้

ด้านนายธนกร สุวุฒิกุล นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญการ ที่ Department of Local Administration ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของคฤหาสน์หลังนี้ว่า คนระนองที่มีเชื้อสายจีน จะเรียกบ้านทรงนี้ว่า “อังมอเหลา” ซึ่งการก่อสร้างลักษณะนี้ มีมากที่สุดอยู่ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 6

ในส่วนของคฤหาสน์ ของเจ้าเมืองระนองนี้ ได้สร้างเป็นแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรปกับจีน ซึ่งชาวระนองร่วมมือและแสวงหาแนวทางร่วมกัน ในการอนุรักษ์อังมอเหลา รวมทั้งตึกแถวที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบชิโนยูโรเปียนไว้ เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดระนองต่อไป

ในขณะนี้ มีประชาชนที่สนใจ เริ่มทยอยเข้ามาชม คฤหาสน์หลังดังกล่าวนี้ กันไม่เว้นวัน ซึ่งตอนนี้ ทางจังหวัดระนอง ได้ทำแบบจำลองรูปแบบตัวตึก ในนิทรรศการตำนานตึกเก่า ภายในงาน กาชาดงานอาบน้ำแร่ อีกด้วย

การค้นพบดังกล่าว ถือว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญมากกับชาวระนองค่ะ จันเองที่เห็นคฤหาสน์ยังทึ่งเลย ดูขลังมากๆเลยค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...