โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะกลยุทธ์พลังงานหมุนเวียน จีนยืนเหนือในวิกฤตราคาน้ำมัน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 08.57 น.

ในเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลายประเทศทั่วโลกอาจกำลังเผชิญกับภาวะช็อก แต่สำหรับ "จีน" ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าจับตา

คำถามคือ จีนทำได้อย่างไร คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องของการ "กักตุน" แต่คือการ "เปลี่ยนผ่านโครงสร้าง" ที่มุ่งหน้าสู่พลังงานสีเขียวอย่างจริงจัง

เกราะป้องกันสองชั้น คลังสำรอง และ ‘พลังงานหมุนเวียน’

แม้โลกจะมองว่าจีนเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 31% ของโลก แต่จากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ OCBC และข้อมูลยุทธศาสตร์จีน จีนไม่ได้มีเพียง "คลังสำรองน้ำมันดิบ" บนบกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกราว 1.2 พันล้านบาร์เรล (ครอบคลุมการใช้งาน 3-4 เดือน) เท่านั้นที่เป็นเครื่องมือต้านทานวิกฤต

แต่สิ่งที่กลายเป็น "กลไกป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง" (Structural Hedging) อย่างแท้จริง คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว

ยานยนต์ไฟฟ้าคืออาวุธลดการพึ่งพาน้ำมัน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การผลักดันพลังงานสะอาดของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"

เปลี่ยนถนนให้เป็นไฟฟ้า ปัจจุบัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใหม่ที่จำหน่ายในจีนมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็น "รถพลังงานใหม่" (NEV) ซึ่งใช้แบตเตอรี่แทนน้ำมันเบนซิน

ขณะที่การผลักดันนี้ได้ลดความต้องการใช้น้ำมันโดยนัยลงแล้วมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 600,000 บาร์เรลต่อวันภายใน 12 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ ยิ่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขยายตัว ความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันก็ยิ่งลดลงแบบรายปี

ปรับโครงสร้างไฟฟ้าต่ำกว่ามาตรฐานเอเชียแต่สูงด้วยประสิทธิภาพ

จีนไม่ได้พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเหมือนประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย โดยน้ำมันและก๊าซมีสัดส่วนเพียง 4% ในโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของจีน (เทียบกับ 40%–50% ในหลายประเทศแถบเอเชีย)

และแม้อดีตจีนจะเติบโตด้วยถ่านหิน แต่ปัจจุบันสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป โดยพลังงานหมุนเวียน ในปี 2024 พลังงานหมุนเวียนตอบสนองความต้องการไฟฟ้าใหม่ของจีนได้ถึง 80%

ขณะเดียวกันเป้าหมาย 2030 จีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลให้ถึง 25% ของโครงสร้างพลังงานรวม (จาก 21.7% ในปี 2025)

ด้านพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมนิวเคลียร์และพลังน้ำ) เพิ่มสัดส่วนเป็น 1.2% ของการใช้พลังงานรวมในปี 2023 เพิ่มขึ้นจาก 0.2% เมื่อ 20 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะยังต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางและรัสเซีย (โดยมีอิหร่านคิดเป็น 20% ของการนำเข้า) แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบันไม่ได้ทำให้จีนเปลี่ยนทิศทาง แต่กลับยิ่ง "ตอกย้ำ" ยุทธศาสตร์เดิมให้ชัดเจนขึ้น

ดังที่ มู่อี้ หยาง นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสของ Ember กล่าวว่า สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมากเกินไป และนั่นคือเหตุผลที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างพลังงานลมและแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดคาร์บอนในระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...