โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกเข้าสู่ยุคตั๋วเครื่องบินแพง? สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร เซ่นปมตะวันออกกลาง ‘การบินไทย’ แจงขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทาง

THE STANDARD

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 13.00 น. • thestandard.co
โลกเข้าสู่ยุคตั๋วเครื่องบินแพง? สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร เซ่นปมตะวันออกกลาง ‘การบินไทย’ แจงขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทาง

สายการบินทั่วโลกประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าโดยสาร หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง เนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การบินไทยแจงทยอยปรับขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทางบิน ด้าน TRIS Rating เตือนธุรกิจสายการบินมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้น จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและอุปสงค์ของผู้โดยสารที่อ่อนตัวลง แม้ว่าการทยอยปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน

การบินไทยทยอยปรับขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทางบิน สะท้อนต้นทุนน้ำมัน ยันไม่ฉวยโอกาส

ล่าสุดวันนี้ (10 มีนาคม 2569) ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาต้นทุนน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยก่อนเกิดเหตุราคาอยู่ที่ระดับ 90 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 100%

ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ทำให้สายการบินมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับตามกลไกซัพพลายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเฉลี่ยปรับขึ้นแล้วในบางเส้นทางบินประมาณ 10-20% และมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากันในแต่ละเส้นทางบิน (Route) การปรับราคาดังกล่าวเป็นการพิจารณาควบคู่ไปกับอุปสงค์ของตลาด หากปรับขึ้นแล้วไม่มีผู้โดยสารก็จะมีการประเมินและปรับเปลี่ยน (Adjust) ให้เหมาะสม

“เราไม่ได้จะไปฉวยโอกาสในการขึ้นราคาน้ำมัน เราแค่ปรับตามต้นทุนที่เราเพิ่มขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย กล่าวย้ำ

พร้อมอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปเกือบ 100% แต่สายการบินปรับราคาตั๋วเพียง 10-20% ตามสัดส่วนของต้นทุนน้ำมันเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเมื่อน้ำมันขึ้น 100% แล้วจะต้องปรับราคาตั๋ว 100% ตามไปด้วย ทั้งนี้ ยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือที่ว่าสนามบินหรือสายการบินในอาเซียนปรับขึ้นราคาตั๋วสูงถึง 100-200% โดยยืนยันว่าไม่ใช่การบินไทยอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่างรุนแรง และราคาบัตรโดยสารในบางเส้นทางพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดภาวะซบเซาในการเดินทางอย่างหนัก และอาจนำไปสู่การระงับการบินเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารในเส้นทางเอเชีย-ยุโรปปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากการปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร

ตามข้อมูลจาก Investing.com วันนี้ (10 มีนาคม) ราคาน้ำมันเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 88-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 32% จากปีก่อน ราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) เคลื่อนไหวอยู่ราว 84-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 34% จากปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ เคลื่อนไหวอยู่ราว 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 52% จากปีก่อน

สายการบินทั่วโลกประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าโดยสาร

สายการบินควอนตัส: ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย แถลงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ว่าจะดำเนินการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารในเส้นทางบินระหว่างประเทศภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตอบสนองต่อราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ ควอนตัสยังระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางบินไปยังยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในตะวันออกกลาง ซึ่งมีการยิงโดรนและขีปนาวุธ

แอร์นิวซีแลนด์: ซึ่งถือคู่แข่งสำคัญของควอนตัส ก็ได้ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารเป็นวงกว้างในช่วงเช้าวันเดียวกัน (10 มีนาคม) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายการบินกลุ่มแรก ๆ ที่ดำเนินการดังกล่าวนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม พร้อมทั้งระบุว่า ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 85 ถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนเกิดความขัดแย้ง ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงมาอยู่ที่ระหว่าง 150 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ทางสายการบินได้ประกาศระงับการคาดการณ์แนวโน้มทางการเงินสำหรับปี 2026 เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความไม่สงบ

โดยแอร์นิวซีแลนด์ได้แจ้งปรับขึ้นค่าโดยสารชั้นประหยัดเที่ยวเดียวในเส้นทางภายในประเทศอีก 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เส้นทางระหว่างประเทศระยะสั้น 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเส้นทางระยะไกล 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนราคา โครงข่ายเส้นทาง และตารางบินเพิ่มเติมหากต้นทุนน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

ฮ่องกง แอร์ไลน์: ประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) สูงสุดถึง 35.2% เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป โดยการปรับขึ้นที่รุนแรงที่สุดจะอยู่ในเส้นทางระหว่างฮ่องกงไปยังมัลดีฟส์ บังกลาเทศ และเนปาล ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 384 ดอลลาร์ฮ่องกง จากเดิม 284 ดอลลาร์ฮ่องกง

เวียดนาม แอร์ไลน์: ได้ร้องขอให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณายกเว้นภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันอากาศยานเพื่อประคองการดำเนินงาน โดยรัฐบาลเวียดนามระบุว่าต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินในประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 60% ถึง 70% และผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการตอบสนองต่อความต้องการของสายการบิน

สายการบิน SAS: ในแถบสแกนดิเนเวีย กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ได้ปรับขึ้นราคาเป็นการชั่วคราวเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น

“แม้ว่าเราจะพยายามรับมือกับความผันผวนของต้นทุนเท่าที่จะเป็นไปได้เสมอ แต่การเพิ่มขึ้นในระดับนี้ทำให้จำเป็นต้องตอบสนองเพื่อรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน” โฆษกของ SAS กล่าว

TRIS Rating เตือน! ธุรกิจการบินเผชิญศึกสองด้าน ‘ต้นทุนพุ่ง – อุปสงค์ชะลอตัว’

ทริสเรทติง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ในไทย กล่าวในบทความ Credit Spotlight: Middle East Conflict ว่า ธุรกิจสายการบินเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และความกังวลด้านความปลอดภัยที่อาจบั่นทอนอุปสงค์การเดินทางทั่วโลก

โดยในระยะใกล้ ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการมีแนวโน้มถูกกดดันเนื่องจากการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) มักล่าช้ากว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันอากาศยาน ในขณะที่การป้องกันความเสี่ยงของราคาน้ำมัน (Hedging) อาจช่วยลดผลกระทบได้เพียงบางส่วน หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่ยังไม่ถึงระดับที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ

กระนั้น สายการบินมีแนวโน้มที่จะทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงได้ อย่างไรก็ตาม ราคาบัตรโดยสารที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ความถี่ในการเดินทางลดลงหรือนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะกดดันปริมาณผู้โดยสารในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น “สายการบินมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและอุปสงค์ของผู้โดยสารที่อ่อนตัวลง แม้ว่าการทยอยปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน” TRIS Rating กล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม

จับตา! สายการบินต้นทุนต่ำที่มาร์จินต่ำ ‘อาจไม่รอด’

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมว่า สายการบินราคาประหยัดบางแห่งที่มีอัตรากำไรต่ำ (Margin) อาจเผชิญไปไม่รอด (may go bust ) หากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงยืดเยื้อต่อไปนานกว่า 3 เดือน

โดยไมเคิล ลินเนนเบิร์ก นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สายการบินทั่วโลกอาจถูกบีบให้ต้องระงับการใช้งานเครื่องบินหลายพันลำเนื่องจากสงคราม โดยสายการบินที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแอที่สุดอาจต้องยุติการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายในอุตสาหกรรมยังคงมีมุมมองในแง่บวกว่าความขัดแย้งจะยุติลงภายในไม่กี่เดือน ไม่ใช่กินเวลาหลายปี โดย จอห์น พลูเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ แอร์ ลีส คอร์ป (Air Lease Corp) ให้ความเห็นส่วนตัวว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และเน้นย้ำว่าโลกยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไปแม้จะมีการหยุดชะงักไปบ้าง

ด้าน คาร์สเทน สพอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ลุฟต์ฮันซา (Deutsche Lufthansa) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กลุ่มสายการบินของเยอรมนีจะอยู่ในสถานะที่ “ได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบ” เมื่อคู่แข่งถูกบีบให้ต้องขึ้นราคาตั๋ว เนื่องจากบริษัทได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ต่อความผันผวนของราคาไว้แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มขีดความสามารถในเส้นทางเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากคู่แข่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

หุ้นกลุ่มสายการบินเริ่ม ‘ทรงตัว’ หลังการเทขาย

ราคาหุ้นกลุ่มสายการบินเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าสงครามอาจยุติลงในเร็ววัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร จากระดับสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์ในวันจันทร์

ในตลาดเอเชีย หุ้นของควอนตัสปรับตัวขึ้น 0.5% โคเรียนแอร์ไลน์ พุ่งขึ้นเกือบ 9% และคาเธ่ย์ แปซิฟิค ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% หลังจากที่หุ้นทั้งหมดร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เชื้อเพลิงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสายการบินรองจากค่าแรง โดยปกติจะคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 4 ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด แม้สายการบินรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปบางแห่งจะมีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ แต่สายการบินในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกแนวปฏิบัติดังกล่าวไปในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพ: Taro Hama @ e-kamakura / Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...